Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 27: ช็อคเวฟ
“แปลกมาก” ด็อกมาจ้องจอมอนิเตอร์แล้วพูดกับตัวเอง
“มีอะไรเหรอครับ” อัลโตเดินเข้าไปใกล้ เขาเห็นค่าประหลาดมากมายรวมทั้งเส้นกราฟที่เหมือนชีพจร
“เธอรู้ใช่ไหมว่าเซอร์เรียนพยายามสร้างร่างของพวกมันให้คล้ายสิ่งมีชีวิต”
อัลโตพยักหน้าหงึกหงัก เวเนและทหารคุ้มกันที่ยืนข้างหลังก็พยักไปด้วยแม้พวกเขาจะไม่เข้าใจก็ตาม
“เซอร์เรียนตัวนี้อยู่ในสภาพที่ตายไปแล้ว และพลังงานของมันก็หมดไปแล้วด้วยเช่นกัน” ชายชราพูดต่อ “แต่บางครั้งก็ดันมีสัญญาณชีพออกมาจากมัน”
“ไม่น่าเป็นไปได้นี่ครับ” อัลโตเกาคางมอง เส้นกราฟที่เห็นเมื่อครู่หายไปแล้ว ถ้าดูค่าต่าง ๆ ประกอบกันก็เห็นได้ชัดว่า “อวัยวะจักรกล” ของมันเสียหายหนักจากผลของกาลเวลาที่ล่วงเลย
ชายแก่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เขานึกขึ้นได้ว่าสารพัดเครื่องมือที่ใช้อยู่ในตอนนี้ถูกใช้ตรวจสอบมันในฐานะของจักรกลไม่ใช่สิ่งมีชีวิต เขาใช้เลเซอร์กำลังสูงตัดโลหะส่วนหนึ่งของช็อคเวฟมาตรวจสอบแล้วก็ต้องตกใจเพราะมันเป็นอย่างที่คาด
“โลหะ… โลหะที่ใช้สร้างมันเป็นสิ่งมีชีวิต”
“เหมือนดาบดำนั่นน่ะเหรอ” อัลโตขมวดคิ้ว “นี่มันวิวัฒนาการงั้นเหรอ เซอร์เรียนที่เคยเจอไม่ใช่แบบนี้นี่นา”
“โชคดีที่อีริธยังไม่รู้เรื่องนี้ เขาคงอยากเอามันกลับไปด้วยแน่”
“โซนาตาก็คงเหมือนกันนั่นแหละ กำจัดเจ้านี่ซะอย่าให้หมอนั่นรู้จะดีกว่า แล้วก็… ” อัลโตมองไปที่ทหารซึ่งอยู่ด้วยกันอย่างเลือดเย็น
“พวกเราไม่ปากโป้งหรอกครับ” ทหารรีบชิงพูด พวกเขาจงรักภักดีต่อโซนาตาชนิดยอมสละชีพให้ได้ แต่ก็รู้ดีว่าเจ้านายของตัวเองชอบทำอะไรพิเรนทร์แค่ไหน เรื่องบางเรื่องถ้าพ่อบุญธรรมและเพื่อนของเขาคิดว่าควรปิดไว้ผู้น้อยแบบพวกเขาก็ไม่กล้าปริปาก
“ใช่ค่ะ ไม่พูดแน่ ถ้าไม่ถูกถาม” ทหารหญิงตอบบ้าง
“เอ๋!/เฮ้ย!/หา!” ทหารหลายนายร้องประสานเสียง พวกเขาเห็นสิ่งที่ไม่น่าขยับได้กำลังเคลื่อนไหว
“มันไม่น่าจะมีพลังงานเหลืออยู่แล้วนี่” ชายแก่ร้องลั่น แทนที่จะวิ่งหนีไปเขากลับวิ่งตรงไปที่เครื่องวัดค่าต่าง ๆ แล้วก็พบว่าช็อคเวฟได้ดึงพลังงานมาจากภายนอกด้วยวิธีการที่เขาเองก็ยังไม่แน่ใจ
“ทุกคนถอยไป พาเด็กนั่น กับด็อคออกไปด้วย” อัลโตออกคำสั่ง เขาหลบแขนยักษ์ไปได้ฉิวเฉียด แขนของจักรกลตัวนี้มีสนามพลังอยู่ด้วย ทำให้เขาไม่สามารถใช้พลังกับมันได้อย่างเต็มที่
“ข้าจะช่วยสู้ด้วย” เวเนตะโกนแข่ง เพราะถูกเรียกว่าเด็กเธอก็เลยดื้อรั้นอยู่ต่อ
“อย่าให้ต้องพูดซ้ำ หนีไปซะ!” อัลโตยิ่งเสียงดังขึ้น
“อย่าให้ต้องพูดซ้ำ ข้าจะไม่หนี” เวเนย้อน
ช็อคเวฟเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่งกว่าโครนิเคิลดรากอนที่พวกเขาเคยปะทะ เท้าทั้งสี่มีสายพานทำให้มันเคลื่อนที่ได้รอบทิศอย่างเป็นอิสระ มือที่เหมือนก้ามปูเป็นอาวุธอันตราย มันสามารถบีบมนุษย์ให้แหลกเป็นเศษเนื้อได้ไม่ยาก นอกจากนั้นช่องที่อยู่กลางมือก็ยังเป็นอาวุธที่ร้ายแรง
เปรี๊ยะ บรึ้มมมม
ราวกับฟ้าผ่าออกจากทั้งสองมือ ช็อคเวฟยิงไฟฟ้าไปทั่ว ไม่ใช่แค่มนุษย์ที่เป็นเป้าหมาย มันตั้งใจทำลายเครื่องไม้เครื่องมือทุกอย่างในห้องนี้
“จงหยุด” เวเนร่ายเวทแต่มันได้ผลน้อยกว่าที่ประเมินไว้ เธอมั่นใจว่าเธอเก่งขึ้นแล้ว แม้แต่เดวัลที่แข็งแกร่งกว่าโครนิเคิลดรากอนเธอก็น่าจะหยุดไว้ได้ แต่เธอไม่รู้ว่าเวทมนตร์ของเธอส่งผลกับสิ่งมีชีวิตกึ่งเครื่องจักรได้ผลเพียงแค่ครึ่งเดียว
จากที่ตั้งใจจะสู้โดยรักษาระยะ อัลโตต้องเปลี่ยนแผนเข้าสู้ประชิดแทน เขาไม่อยากเสี่ยงให้เวเนถูกช็อกเวฟเล่นงาน
“ไม่ใช่โลหะทั่วไปสินะ” อัลโตโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปที่ข้อต่อไหล่ของช็อคเวฟ ถึงปืนจะเป็นรุ่นเก่าแต่กระสุนของเขาเป็นกระสุนพิเศษที่ยิงทะลุรถถังได้สบาย มันไม่น่าเป็นไปได้ที่จะมีโลหะใดทนทานไหว
ทหารกลุ่มใหญ่วิ่งตามมาสมทบ พวกเขาจัดอาวุธหนักมาเต็มอัตราศึก ปืนยิงจรวด ปืนเลเซอร์ ระเบิดความร้อนสูง ทุกอย่างถูกระดมใส่ช็อคเวฟโดยไม่สนใจว่าเหมืองจะรับแรงสะเทือนนี้ไหวหรือไม่
หลายนาทีต่อมาอัลโตพาเวเนและทหารทุกนายกลับออกมาจากเหมืองที่กำลังถล่มทรุดตัวลง ถ้าไม่ได้ความสามารถทะลุทะลวงของอัลโต พวกเขาคงถูกฝังทั้งเป็นอยู่ในนั้นไปแล้ว
“มันตายแล้วหรือยัง” เวเนหอบหายใจถี่ ๆ ชั่วขณะหนึ่งเธอคิดว่าตัวเองคงไม่รอดแล้ว
อัลโตไม่ได้ตอบ สีหน้าที่เครียดอยู่เสมอของเขายิ่งเครียดกว่าเดิม เขาได้ยินเสียงที่ทุกคนในสถานที่แห่งเดียวกันไม่ได้ยิน มันคือเสียงของบางสิ่งที่กำลังเคลื่อนผ่านชั้นหินและดิน
“อยากให้หมอนั่นอยู่ที่นี่ด้วยจัง” เสียงของเวเนเหมือนจะร้องไห้
“ไม่ต้องกลัว เธอยังมีพวกเราอยู่นะ” เสียงเล็ก ๆ กระซิบมาจากข้างหู เวเนเห็นแสงสีเหลืองนวลก็รู้ทันทีว่าเสียงนั้นคือแฟรีนั่นเอง เพื่อนตัวเล็กของเธอรับรู้ถึงอันตรายและกำลังทยอยออกมาจากไม้เท้า
ร่าง ๆ หนึ่งปรากฏขึ้น เป็นร่างที่อัลโตไม่เคยเห็นมาก่อน เขารู้ว่าเธอคือแฟรีเมื่อดูจากปีกแมลงกลางหลังและแสงสีเหลืองนวลที่ร่างนั้นเปล่งออกมา แต่ที่เขาแปลกใจก็เพราะว่าร่างนี้ดูใหญ่โตกว่าแฟรีทั่วไปมาก
แฟรีโดยทั่วไปจะมีขนาดแค่เพียงฝ่ามือของมนุษย์เท่านั้น แต่แฟรีตนนี้ตัวใหญ่พอ ๆ กับเด็กมนุษย์เลยทีเดียว
“นอร์มา!” เวเนร้องด้วยความดีใจ
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าเรียกข้าว่านอร์มาอีก” แฟรีร่างใหญ่เดาะลิ้นอย่างขัดใจ “นี่ข้าเหมือนเพื่อนสมัยเด็กของเจ้าขนาดนั้นเลยเหรอ”
“เหมือนสิ เหมือนมาก ๆ” เวเนพยายามเข้าไปกอดแต่แฟรีตนนั้นก็เอามือยันหน้าเธอเอาไว้
“รักษากริยาหน่อยสิ ข้าคือราชินีของแฟรีนะ”
“ถ้าว่างมาคุยเล่นกันล่ะก็ ขอยืมมือหน่อยสิ” อัลโตตะโกน แฟรีควีนได้จังหวะ รีบผลักเวเนออกแล้วตามเข้าไปสมทบ
“รอข้าด้วยนอร์มา”
“ข้าไม่ได้ชื่อนอร์มา ข้าชื่อควินเน”
ควินเนสามารถบินรวดเร็วจนสายตาของมนุษย์ปกติตามไม่ทัน เธอและบรรดาแฟรีเก็บหินที่มีอยู่เกลื่อนในบริเวณนั้นมาโยนใส่ช็อคเวฟ แต่ว่าไม่สามารถสร้างได้แม้แต่รอยขีดข่วนให้มัน
“เจ้านี่เป็นเดวัลกลสินะ พิษถึงใช้ไม่ได้ผล” ควินเนพูดเองเออเอง “งั้นลองหินก้อนโตดูบ้าง”
เธอบินหาก้อนหินก้อนใหญ่สุดเท่าที่จะหาได้ หินที่ได้มามีขนาดเท่ากับคนสามถึงสี่คนโอบ ราชินีแฟรีไม่ได้ยี่หระต่อน้ำหนักของมัน เธอออกแรงยกมันขึ้นมาได้อย่างเหลือเชื่อ
“ว้าว แรงวัวแรงควายไม่เปลี่ยนเลย” เวเนอ้าปากหวอเมื่อเห็นเพื่อนรักบินกลับมาพร้อมหินก้อนโต ควินเนรอให้อัลโตถอยห่างออกมาแล้วจัดการทุ่มหินใส่ เธอมั่นใจว่าครั้งนี้ต้องได้ผล
ตุ๊บบบบ
ช็อคเวฟยกแขนข้างนึงขึ้นมารับเอาไว้ เช่นเดิมกับครั้งก่อน ก้อนหินไม่ได้สร้างแม้แต่รอยแมวข่วน
“แย่ล่ะสิ”
เวเนเพิ่งได้เห็นอัลโตสู้อย่างทุ่มเทกำลังเป็นครั้งแรก เขาหลบการโจมตีอีกฝ่ายและสวนกลับไปทุกครั้ง หมัดถูกเหวี่ยงออกไปอย่างตรงเป้าตามด้วยลูกเตะและหมุนตัวเตะซ้ำ เธอไม่คิดมาก่อนว่ามือปืนแบบเขาจะสู้ระยะประชิดได้ดีถึงเพียงนี้
ร่างของหนุ่มผมทองห่อหุ้มไปด้วยออร่าที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มันคือวิชาแบบเดียวกับที่นักสู้ในโลกนี้ใช้กัน พวกเขาจะห่อหุ้ม “จิตต่อสู้” เอาไว้ทั่วร่าง หรือแม้แต่ในอาวุธเพื่อทำให้มันมีพลังทำลายเกินขีดจำกัด เวเนเห็นหมัดของอัลโตกระแทกเข้าที่ส่วนหัวของช็อคเวฟพร้อมกับส่งพลังนั้นแทรกเข้าไปในร่างศัตรู
ควินเนและเหล่าแฟรีไม่ได้บินวนเวียนอย่างไร้ประโยชน์ พวกเธอแม้จะทำความเสียหายให้ช็อคเวฟไม่ได้แต่ก็สามารถสนับสนุนอัลโตผ่านการรักษา ผงจากปีกแฟรีช่วยให้ทุกครั้งที่เขาได้รับบาดเจ็บ บาดแผลแทบจะหายเป็นปลิดทิ้งในพริบตา
ยิ่งมองการต่อสู้ เวเนก็ยิ่งเจ็บใจที่เธอทำอะไรไม่ได้เลย เธอก็เหมือนกับทหารอีกหลายคนที่ได้แต่อยู่วงนอก จะเข้าไปก็กลัวว่าตนเองจะเข้าไปเกะกะ แม้แต่จะโจมตีระยะไกลก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะถูกพวกเดียวกันเอง
“แฟรีคาร์นิวาล” เวเนร่ายเวทชุบชีวิตแฟรีที่ตายไป แต่เธอไม่คิดจะสนับสนุนในลักษณะแบบนี้ตลอดไป ในหัวยังเค้นความคิดว่ามีอะไรที่เธอทำได้อีกบ้าง
อัลโตโจมตีต่อเนื่องราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาออกหมัดตรง หมุนตัวแล้วฟาดด้วยหลังกำปั้น ตีลังกาตอกส้นเท้าอัดใส่ และเตะงัดสวน ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมากจนเวเนมองเห็นได้ไม่ชัด เธอไม่รู้ว่าจริง ๆ ยังมีท่วงท่าการโจมตีอีกมากเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน
“โดนเข้าไปขนาดนี้ถ้าเป็นหุ่นยนต์ทั่วไปก็แหลกไปแล้ว” อัลโตเริ่มหงุดหงิด นอกจากปะทะกับไซเลนเซอร์ด้วยกันแล้ว ก็มีแต่เซอร์เรียนนี่แหละ ที่แม้ว่าจะเอาจริงแล้วก็ยังปิดเกมด้วยได้ยาก
อัลโตไม่ได้มีแผนอะไรเป็นพิเศษ เขาตั้งใจสร้างความเสียหายให้มากพอเพื่อให้สนามพลังของช็อคเวฟอ่อนแรงลง แล้วตอนนั้นเขาก็จะใช้อินฟิลเทรททะลวงเข้าไปทำลายถึงภายในได้ แต่ดูเหมือนแรงปะทะที่ใช้ยังไม่มากพอ แถมพลังงานของช็อคเวฟก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นปริศนา
ด็อกมาใช้เครื่องมือตรวจจับพลังงาน เขาคิดว่ามันน่าจะใช้พลังสำรองที่มีอยู่จนใกล้หมดแล้ว แต่เขาก็ต้องประหลาดใจ นอกจากพลังมันจะไม่ลดลงแล้วมันกลับเพิ่มขึ้นอีกจากตอนแรกด้วย
“หรือว่ามันใช้เวทมนตร์” เวเนเบิกตากว้างเมื่อเธอนึกขึ้นได้ เธอหันไปปรึกษากับด็อกมา จากนั้นชายชราได้ตั้งค่าเครื่องมือวัดใหม่ คราวนี้เขาเองถึงกับอุทานเสียงดัง
“จริงด้วย ทำได้ยังไงกัน โซลคริสตัลที่ทำให้เครื่องจักรใช้พลังจิตได้ก็ไม่มี”