Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 266: กลุ่มอะบีสปะทะเจ้าแห่งแวมไพร์
ระหว่างค่ำคืนอันเงียบสงบ มิเนอร์วาได้เดินทางมาจนถึงนอร์ธบริซาเนียโดยปราศจากปัญหารบกวน โซนาตาตั้งใจจะซ่อนตัวเอาไว้จนกว่าจะถึงเวลาเช้าที่เหล่าอันเดดจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่อีกฝ่ายเองก็รอคอยอยู่เช่นกัน ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ร่างของเทพปีศาจ เงาสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนก็ปรากฏกายขึ้นบนท้องฟ้าของอดีตอาณาจักรที่เคยรุ่งเรือง
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่น กลุ่มอะบีสเกือบทุกคนสะดุ้งตื่นทั้งที่เพิ่งนอนกันไปได้ไม่กี่นาที แต่บางคนก็ยังหลับใหลด้วยฤทธิ์ของเครื่องดื่มมืนเมา
โชคดีที่ยานลำนี้มีระบบป้องกันตัวอัตโนมัติ มิเนอร์วาเริ่มตอบโต้ในทันทีที่พบว่ามันกำลังถูกเล่นงาน
ปืนต่อต้านอากาศยานหันปากกระบอกปืนไปทางผู้บุกรุก โดรนและหุ่นรบอีเธอร์เกียร์ถูกส่งออกไปขัดตาทัพในระหว่างที่กำลังรอนักบินอย่างสปีดและแบมบีมาถึง มารตการป้องกันตัวขั้นต้นถูกเปิดใช้เพื่อรับมือกับฝูงเงานับหมื่นนับแสนที่กำลังพุ่งตรงมา
“พวกมันคือค้าวคาว มังกร นก และเดวัลมีปีกอีกหลายชนิดที่ถูกเปลี่ยนเป็นอันเดดค่ะ” เจ้าหน้าที่รายงานเกี่ยวกับศัตรู
“จะอะไรก็มาเถอะ” ซีวีบิดขี้เกียจพร้อมกับหาวหวอดแถมอีกทีหนึ่ง
แม้จะไม่รู้ประวัติศาสตร์ แต่กลุ่มอะบีสพอเดาได้ว่าคนที่ต้องรับศึกนี้ควรจะเป็นพวกลูนาร์กับเรือเหาะมูนไลท์ของเธอ มูนไลท์เป็นเรือเหาะที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดลำหนึ่งในยุคนี้แต่เมื่อมองจากจำนวนศัตรูแล้วพวกเขาพอประเมินได้ว่ามันอาจจะจบลงอย่างไม่สวยงาม
กลุ่มอะบีสต่างทยอยกันออกมาตั้งรับที่บนดาดฟ้าเรือ เดิมทีมันไม่ใช่สถานที่ที่ควรมาสู้กันบนนั้น แต่หลังจากหลายครั้งหลายหนที่เกิดการปะทะกันบนนั้น ด็อกมาจึงยกเครื่องบริเวณดาดฟ้าใหม่เพื่อให้เหมาะกับการต่อสู้มากขึ้น อย่างน้อยที่สุดมันก็แข็งแรงกว่าเดิม และไม่ต้องกลัวว่าใครจะถูกกระแสลมที่รุนแรงพัดจนตกจากยานไป
ซีวีคือคนแรกที่ขึ้นมาก่อนใคร ราวกับต้องการปิดฉากให้ได้ก่อนที่คนอื่นจะมาถึง เธอใช้ท่าไม้ตายใหญ่ตั้งแต่เริ่ม ดวงอาทิตย์เทียมลูกจิ๋วพุ่งเข้าใส่ฝูงเงาที่บินตรงเข้ามาและเผาพวกมันนับร้อยนับพันในเวลาแค่อึดใจ
จากนั้นอีกหลายคนจึงตามมา วิ่งนำมาก่อนคือไกราที่วิ่งควบมาด้วยท่วงท่าเหมือนสัตว์ป่า ลามินาที่ใช้วิชาบางอย่างเร่งความเร็วขึ้น และเรย์ที่มาพร้อมกับดาบที่เงื้อมาแล้ว
“ธันเดอร์สแลช” เรย์ตะโกนและฟันออกไปพร้อมกัน คลื่นดาบของเขาห่อหุ้มด้วยสายฟ้าอีกที มันขยายใหญ่ขึ้นในทุกวินาทีที่วิ่งผ่านอากาศ เช่นเดียวกับการโจมตีของซีวีก่อนหน้านั้นฝูงเดวัลมีปีกอย่างน้อยหลักพันสลายไปในทันที
“แรงกว่าแต่ก่อนอีก” ไกรากระโดดโลดเต้นดีใจเหมือนเด็ก ๆ ถึงจะน่าเจ็บใจเล็กน้อยที่ถูกเรย์ทิ้งห่างออกมาอีกหลายก้าว แต่มันน่าอุ่นใจไม่ใช่เหรอที่มีเพื่อนเก่งขนาดนี้
ฝูงศัตรูถูกแหวกออกและถูกเติมเต็มเข้ามาใหม่อย่างไม่จบไม่สิ้น แต่ฝ่ายอะบีสเองก็พร้อมรบมากขึ้นในทุกขณะ ไม่กี่นาทีหลังจากซีวีประเดิมเปิดงาน บัดนี้สมาชิกผู้บริหารทุกคนต่างก็มาอยู่บนดาดฟ้ากันพร้อมหน้าชนิดไม่มีตกหล่นแม้แต่คนเดียว
ดีวานไม่มีท่าทางของคนเมาค้าง ทั้งที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้อัลโตเกือบต้องหิ้วปีกเขากลับห้องพัก แต่ตอนนี้เขากำลังจัดการกับมังกรซอมบีหนึ่งตัวและมังกรโครงกระดูกอีกสองตัวโดยไม่จำเป็นต้องร้องขอความช่วยเหลือจากใคร
“แย่ล่ะสิ” เวเนโบกไม้เท้าไปมาเพื่อเรียกเพื่อนแฟรีออกมาช่วย
“ใช่ มากันไม่หวาดไม่ไหวเลย นี่มันต้องเกินแสนตัวแน่ ๆ”
“ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น” เวเนปาดเหงื่อ “มีคนเพิ่มมันก็ดีอยู่หรอก แต่ทำไมพวกเราถึงอยู่ท้ายแถวไปซะได้”
เจเนวีฟเข้าใจที่เวเนสื่อ พวกเธอแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่เข้าร่วมศึกแต่ทุกครั้งที่มีคนมาเพิ่มลำดับของพวกเธอก็ยิ่งถูกดันไปอยู่ท้าย ๆ ในตอนที่มีตัวเปรียบเทียบแค่ไกรากับจูเดสปามันอาจจะไม่ห่างกันไกล แต่เมื่อเห็นเรย์ ลามินา และฟรีโอนิเอล พวกเธอจึงเห็นความต่างนี้ชัดขึ้น
“ช่วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอ… กลุ่มเรามีแต่คนเก่ง ๆ นี่นา คนที่ควรกังวลไม่ใช่พวกเราหรอก” เจเนวีฟชี้ไปทางค้าวคาวตัวใหญ่ที่กำลังบินตรงมา
มันใหญ่เกินกว่าจะเป็นค้างคาวปีศาจทั่วไป เจเนวีฟสัมผัสได้ว่านี่คืออมนุษย์แบบเดียวกับที่เธอเป็น… แวมไพร์
แวมไพร์ในร่างของค้างคาวยักษ์โจมตีก่อนด้วยคลื่นเสียง คนที่ถูกการโจมตีนี้ไปอย่างไม่ตั้งตัวคือแอนทิสตา ไคเลอร์และทหารกลายพันธุ์อีกหลายคน แรงสั่นสะเทือนแม้จะไม่ได้สร้างความเสียหายโดยตรงให้กับพวกเขาแต่มันทำให้การเคลื่อนไหวของพวกเขาชะงักไป
ศัตรูไม่ยอมเสียโอกาสงามไป เขาเล็งไปที่คนที่ยังขยับตัวไม่ได้ ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ค้างคาวยักษ์เกือบจะคว้าตัวแอนทิสตาเอาไว้ได้ แต่ซีวีที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเร็วกว่า เธอใช้ความเร็วราวกับแสงสว่างวาบหายตัวและมาปรากฏอยู่ตรงหน้าค้างคาวยักษ์ก่อนจะต่อยสวนออกไป
มันเป็นหมัดแห่งแสง ทั้งที่กำปั้นของเธอเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับค้างคาวยักษ์ที่ตัวใหญ่ยิ่งกว่ามนุษย์ แต่หมัดของเธอทั้งรุนแรง รวดเร็ว และเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์
พลั่กกกก
เป็นความเจ็บปวดที่ไม่ได้สัมผัสมานาน ร่างค้างคาวหายไปและแปรเปลี่ยนเป็นร่างของผู้ชายผิวขาวซีด
“ซีวี แอนเทอร์โลนา…” แวมไพร์อายุหลายพันปีในร่างของชายหนุ่มจ้องเขม็งไปที่เธอราวกับอยากกินเลือดกินเนื้อ
“จักรพรรดิแวมไพร์อาร์มอนเด เรสเซนไฮด์” เสียงนี้ดังมาจากด้านหลังของซีวี
“เซเลนอส เดวานอส ที่กราโดบอกเป็นเรื่องจริงสินะ เจ้าคืนชีพกลับมา”
“อะไรกัน นี่ช่วงแนะนำตัวกันหรอกเหรอ ถ้าฉันไม่แนะนำตัวคงจะเสียมารยาทสินะ” เสียงโซนาตาดังมาจากอีกด้าน “ฉันคือหัวหน้าของกลุ่มอะบีส โซนาตา ดิอาลโน”
ขณะที่ถูกอีกฝ่ายจ้องมองอย่างไม่ไว้ใจ โซนาตาเองก็มองสำรวจอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน อาร์มอนเดผู้นี้เขาเคยได้ยินมาแค่ชื่อเสียงเรียงนามเท่านั้น เดิมทีชายผู้นี้น่าจะเป็นตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังสงครามซีนครั้งที่สาม แต่เพราะถูกแรปโซดีมาแทรกแซงซะก่อน โซนาตาจึงยังไม่เคยเจอหน้าเขาสักครั้ง
อาร์มอนเดมองผิวเผินแล้วเหมือนชายหนุ่ม ผมยาวประบ่า ผิวขาวซีดจนเกือบสีเทา การแต่งกายด้วยชุดชนชั้นสูงโบราณ ลักษณะทุกอย่างของเขาเพียงแค่ชายตามองก็สามารถบอกได้ว่าเขาคือแวมไพร์ระดับสูง
“พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงมีเรือเหาะล้ำสมัยขนาดนี้ นอกจากนั้นยังสามารถคืนชีพคนที่ตายมานานได้”
“ไม่ใช่เรื่องที่พวกเราต้องอธิบาย” โซนาตาแสยะยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“ช่างเถอะ ฆ่าพวกแกให้หมด หลังจากนั้นค่อยหาคำตอบทีหลังก็ได้” อาร์มอนเดพูดจบก็กลายร่างเป็นฝูงค้างคาวในทันที
ซีวีและเซเลนอสเล่นงานเขาอีกหลายครั้ง ร่างอมตะและการกลายร่างเป็นควันหรือฝูงค้างคาวไม่สามารถหยุดความเสียหายไว้ได้ การโจมตีของเซเลนอสบดขยี้ร่างของอาร์มอนเดด้วยวังวลความมืด ส่วนซีวีแสงศักดิ์สิทธิ์ของเธอคืออาวุธร้ายแรงสำหรับแวมไพร์ทุกตนไม่เว้นแม้แต่แวมไพร์ที่เป็นเดย์วอล์คเกอร์
ถ้าเป็นแวมไพร์ทั่วไปการต่อสู้อาจจบไปนานแล้ว ซีวีมั่นใจว่าเธอยิงคลื่นความร้อนทะลุหัวใจอีกฝ่ายไปมากกว่าหนึ่งครั้ง ส่วนเซเลนอสสามารถตัดคออีกฝ่ายจนหลุดกระเด็นเช่นกัน ทั้งหมดแค่ทำให้อาร์มอนเดอ่อนแรงลงแต่ไม่สามารถสังหารเขาได้
“แข็งแกร่งกว่าตอนนั้นอีกนะครับ”
“คิดว่ามันผ่านมากี่ปีแล้ว” อาร์มอนเดหัวเราะประชด แวมไพร์จะแข็งแกร่งขึ้นจากอายุที่เพิ่มขึ้น สำหรับแวมไพร์ที่อายุหลายพันปีแบบเขาเรื่องที่แกร่งขึ้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้ว ที่เขาไม่เข้าใจคือเซเลนอสและซีวีทำไมถึงแกร่งยิ่งกว่าในสงครามซีนครั้งที่สามเสียอีก
ลูกศรสีเงินพุ่งเฉียดใบหน้าของอาร์มอนเดไป เจ้าของลูกศรดอกนั้นเป็นอีกใบหน้าที่เขาคุ้นเคย จีดัส คอร์นีลัส
“พวกเจ้าคืนชีพมากันกี่คนกันแน่” อาร์มอนเดเริ่มกังวล จากที่ไม่ได้ใส่ใจนักเขาเริ่มสอดส่ายสายตามองสมาชิกกลุ่มอะบีสเพราะกลัวว่าจะได้เจอศัตรูเก่าที่อันตรายยิ่งกว่านี้อย่างเช่นพี่ชายของตนหรือกษัตริย์ของมาดารัส
เออร์มุนไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ มันทำให้อาร์มอนเดโล่งใจขึ้นได้บ้าง ส่วนกาดิออสแม้เจ้าตัวจะไม่อยู่ แต่อาร์มอนเดเห็นวิชาที่คุ้นเคยจากลามินาผู้มีศักดิ์เป็นหลานของราชาเฒ่า
สายตาของอาร์มอนเดไปหยุดที่ร่าง ๆ หนึ่ง เป็นบุคคลที่ทำให้เขาถึงกับต้องผละจากการต่อสู้กับเซเลนอสและซีวีและเปลี่ยนเป้าไปที่เธอแทน
“เป็นไปไม่ได้ เจ้า… ซินเทีย”
“หาา… ใครคือซินเทีย” เจเนวีฟขมวดคิ้ว เธอเองก็หยุดมือจากการต่อสู้แล้วหันไปทางอาร์มอนเดแทน
“คล้ายมาก… ไม่สิ ไม่ใช่แค่นั้น เจ้าคือแวมไพร์พิเศษเหมือนข้า ทำไมกันล่ะ”
เจเนวีฟนิ่งไปครู่หนึ่ง ชายผู้นี้คือบิดาของอนาทิลดาผู้ที่เธอรักเคารพเหมือนกับแม่แท้ ๆ อีกคน เธอสับสนว่าควรมองเขาในฐานะของ “ท่านตา” หรือมองว่าอาร์มอนเดผู้นี้คือศัตรูที่ต้องล้มให้ได้
…ไม่สิ ท่านแม่เล่าว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้ทำดีกับนางนัก ไม่ต้องไปนับญาติจะดีกว่ามั้ง…
“คนที่สร้างแวมไพร์สายเลือดพิเศษได้น่าจะมีแค่ข้ากับอนาทิลดา ทำไมเจ้าถึงมีพลังนี้”
“มันไม่เกี่ยวกับเจ้าหรอก” เจเนวีฟเลี่ยงไม่ตอบคำถาม
เมื่อคำถามไม่ได้รับคำตอบ อาร์มอนเดจึงเลิกคิดที่จะไต่ถามอีกต่อไป เขาใช้พลังบางอย่างกับเจเนวีฟซึ่งทำให้เธอไม่สามารถกระดิกกระเดี้ยได้แม้แต่ปลายนิ้ว
“อะไรเนี่ย! เวทมนตร์สะกดจิตไม่น่าใช้กับแวมไพร์ได้นี่นา”
“นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ มันคือพลังที่แวมไพร์ผู้สร้างมีอิทธิพลต่อผู้ที่ถูกสร้าง ข้าคือผู้ให้กำเนิดอนาทิลดา การควบคุมเจ้าด้วยพลังนี้ได้คือหลักฐานว่าเจ้ามีความเกี่ยวข้องกับลูกสาวของข้า”
อาร์มอนเดสนใจในความลึกลับของเจเนวีฟ เขาตั้งใจจะพาตัวเธอไปด้วย แต่ไม่มีทางเลยที่คนอื่นในกลุ่มจะยืนเฉยปล่อยให้เกิดขึ้นได้ เซกันกระโจนเข้าใส่อาร์มอนเดพร้อมกับเพลงดาบที่ทำให้อีกฝ่ายต้องถอยกรูด
“มีแต่ตัวอันตรายเต็มไปหมดเลยนะ” อาร์มอนเดสบถอย่างหงุดหงิด เขาพยายามใช้เวทมนตร์ดูดเลือดของเซกันมาฟื้นฟูกำลังให้ตนเอง แต่อีกฝ่ายเร็วจนทำไม่สำเร็จ
ฝูงเดวัลผีดิบของฝ่ายเรวาเรนท์ลดลงอย่างต่อเนื่องและลดลงในอัตราที่มากขึ้นในทุกนาที อาร์มอนเดประเมินว่าหากดึงดันสู้ต่อฝ่ายตนจะเสียหายร้ายแรง หลังจากยื้ออยู่พักหนึ่งเขาจึงตัดสินใจถอยไปกลับไปตั้งหลักพร้อมกับบริวารอีกส่วนที่รออยู่ที่แผ่นดินเบื้องล่าง
“แล้วเจอกัน” อาร์มอนเดพูดทิ้งท้ายก่อนจะสลายเป็นหมอกควัน