Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 267: คุณภาพและปริมาณ
ศัตรูล่าถอยแต่สงครามของจริงเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เวทีของการต่อสู้เปลี่ยนจากดาดฟ้าของมิเนอร์วาเป็นพื้นดินเบื้องล่างที่มีฝูงอันเดดรอคอยอยู่ก่อนแล้ว สมาชิกทุกคนของกลุ่มอะบีสตามอาร์มอนเดไปติด ๆ โดยไม่ได้สนใจศัตรูนับล้านที่กระจุกตัวอยู่รอบร่างของอิโคนัส
ข้างกายของอาร์มอนเดไม่ได้มีเพียงแค่อันเดดปลายแถวเหมือนก่อนหน้านี้ เหล่าแวมไพร์ยอดฝีมือต่างยืนคุมเชิงอยู่หลายตน นอกจากนั้นยังมีใบหน้าคุ้นเคยอีกหลายหน้า ไม่ว่าจะ “มาร์เคล” อดีตจอมเวทฝีมือดีที่ถูกเปลี่ยนเป็นแวมไพร์ “กราโด” ชายผู้มีฉายาว่าซอมบีลอร์ด หรือแม้แต่เจ้าตัวตลกปีศาจที่ไม่ว่าจะไปยุคไหนก็เจอกับมันซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่าง “ดาร์คเจสเตอร์”
“พวกมันมีเยอะกว่าสงครามเอเทเซียกับเรเวเรนท์หลายเท่าเลย” เวเนปาดเหงื่อบนใบหน้า
“นี่น่าจะทัพใหญ่สุดของพวกมันแล้ว แต่พวกเราก็ต่างจากตอนนั้น” เจเนวีฟพูดปลอบ
มันชวนให้หลายคนนึกถึงภาพการต่อสู้กับพวกชาโดว์ก่อนหน้านี้ อันเดดมีมากมายจนดูราวกับคลื่นทะเลที่กำลังจะซัดสาดเข้าใส่ชายฝั่ง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนมันก็มีแต่เค้าลางของหายนะ
กองทัพเรวาเรนท์ของอาร์มอนเดมีความหลากหลายยิ่งกว่ากองทัพที่นำโดยมาร์เคล อาจเป็นเพราะพวกมันเป็นกองกำลังที่เกณฑ์มาจากหลายเผ่า หลายประเทศ วิธีการเปลี่ยนพวกเขาเป็นอันเดดก็มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโครงกระดูก ซอมบี วิญญาณ หรืออันเดดดัดแปลงที่ยากจะระบุชัดว่ามันคือตัวอะไรกันแน่
ทัพของศัตรูถาโถมเข้ามาอย่างไม่กลัวตาย จากศึกคราวก่อนที่ต้องเผชิญหน้ากับชาโดว์ มิเนอร์วาได้ติดตั้งอาวุธหลายชนิดที่มีคุณสมบัติต่อต้านสิ่งมีชีวิตธาตุมืด อาวุธเหล่านี้ได้ผลกับอันเดดรุนแรงยิ่งกว่าชาโดว์ด้วยซ้ำ บางตนถึงกับสลายไปในทันทีที่สัมผัสกับแสงที่เกิดจากปืนรังสีอัลตราไวโอเลต
สิ่งที่แตกต่างคือเรวาเรนท์เตรียมการมาไว้ดีกว่า พวกมันรู้จุดอ่อนตัวเองและหาวิธีจัดการมาตลอด หนึ่งในนั้นคือบรรดาเวทมนตร์ของเนโครแมนเซอร์และโครงกระดูกเวทที่สร้างเกราะแห่งความมืดขึ้นมาคุ้มกัน
ซีวียังคงทำหน้าที่เป็นหัวหอกบุกทะลวงอย่างเช่นเคย แสงสว่างที่ห่อหุ้มร่างหญิงสาวรุนแรงกว่าแสงจากเครื่องกำเนิดแสงอาทิตย์ของมิเนอร์วา เธอสามารถจัดการกับอันเดดที่มีพลังต้านทานธาตุแสงได้อย่างเด็ดขาด แต่ขณะเดียวกันมันต้องแลกมาด้วยพลังเวทมนตร์ที่เหือดแห้งลดลงอย่างต่อเนื่อง
ด้วยสายเลือดเทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์ ซีวีสามารถฟื้นฟูกำลังกายและพลังเวทมนตร์ด้วยพรจากแสงตะวัน ยิ่งสู้ในวันที่มีแสงอาทิตย์แรงกล้าเธอก็ยิ่งเป็นตัวอันตราย ในทางตรงกันข้ามการต่อสู้ในช่วงเวลาที่ไร้แสงตอนนี้ มันทำให้ซีวีจึงจำเป็นต้องสงวนแรงเอาไว้เพื่อไม่ให้หมดกลางคัน
“ไม่จำเป็นต้องยั้ง” โซนาตาตะโกนบอกแฟนสาว “ลืมที่เคยบอกแล้วเหรอว่ามิเนอร์วาสร้างแสงอาทิตย์จำลองได้ ทุ่มให้สุดแรงไปเลย”
“ใช่แล้ว ต่อให้หมดแรงไปก่อนก็ไม่ต้องกังวล ยังมีพวกเราอยู่ตรงนี้” จีดัสตะโกนบอกอีกคน
โซนาตาหมายหัวอาร์มอนเดเอาไว้เพราะเขาเชื่อว่าก่อนหน้านี้จักรพรรดิแวมไพร์ยังไม่ได้เอาจริงเลยสักนิด พรรคพวกทุกคนรู้งานเป็นอย่างดี เซกัน ดีวาน และฟรีโอนิเอล ต่างเข้าประกบกราโด ดาร์คเจสเตอร์ และมาร์เคลตามลำดับ ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็พร้อมใจกันช่วยเปิดทางให้
อาร์มอนเดเอาจริงขึ้นอีกระดับหนึ่ง โซนาตาแน่ใจว่าเป็นความแข็งแกร่งที่เหนือกว่ามาร์เคลในตอนที่กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดไปแล้ว
อาร์มอนเดยิ่งเคลื่อนไหวก็ยิ่งทำให้โซนาตารู้สึกทึ่ง ไม่เพียงแค่ความเร็วที่ยากที่จะมองตามได้ทัน เขามีลูกเล่นในการเคลื่อนไหวอย่างแพรวพราว เปลี่ยนร่างเป็นหมอก กลายเป็นร่างหมาป่า ค้างคาวยักษ์หรือฝูงค้างคาว นอกจากนี้ยังมีทิศทางการเคลื่อนไหวที่ไม่อิงกับหลักฟิสิกส์ใด ๆ เขาเคลื่อนที่ไปได้แทบทุกระนาบ หายตัวจากจุดหนึ่งและโผล่อีกจุดได้อย่างไร้ร่องรอย
ด้านเรี่ยวแรงของเจ้าแห่งแวมไพร์ไม่ใช่สิ่งที่ประมาทได้ เขาสามารถชนะการประลองกำลังกับโรมิเอลที่ไม่ได้ออมมือเลยแม้แต่น้อย ทั้งโรมิเอล ดีวาน เคสเทรล และอีกหลายคนที่พยายามหยุดเขาด้วยแรงปะทะ ต่างได้รู้ซึ้งถึงพลังที่เหนือมนุษย์นี้จนต้องคิดให้ดีก่อนที่จะใช้แรงเข้าแลก
ที่ว่ามาทั้งหมดเป็นแค่เบื้องต้นของพลังของอาร์มอนเด แม้แต่ร่างกึ่งปีศาจของเขาก็ยังไม่ใช่สิ่งที่อันตรายที่สุด พลังที่ทำให้แม้แต่โซนาตายังหนักใจคือเวทมนตร์ที่ไม่เพียงแค่รุนแรงเหนือชั้นกว่าเจเนวีฟนับร้อยเท่า แต่จำนวนชนิดของเวทมนตร์ที่เขาใช้ได้มันยังมากมายจนน่ากลัว มันทำให้กลุ่มอะบีสไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเขาจะทำสิ่งใดต่อไป
“ลูนาร์ชนะเจ้านี่ได้ทั้งที่มีคนแค่ไม่กี่คนสินะ” โซนาตาแสยะยิ้ม
แทนที่จะชื่นชมศัตรูเขากลับไปนึกถึงลูนาร์ที่ควรจะเอาชนะอาร์มอนเดได้ตามประวัติศาสตร์ โซนาตาไม่ได้ลืมคำนวณในส่วนของพลังจากดาบจันทราที่ลูนาร์น่าจะใช้เพื่อปราบอาร์มอนเดด้วย แต่ไม่ว่าจะนับรวมพลังของดาบด้วยหรือไม่ความจริงยังไม่เปลี่ยนไปที่เธอคือคนที่หยุดความทะเยอทะยานของเจ้าแห่งแวมไพร์
อาร์มอนเดไม่ได้แค่ถ่วงเวลาอย่างไร้เป้าหมาย เขากำลังรอสัญญาณจากลูกน้องที่กำลังเตรียมความพร้อมของพิธีกรรมขโมยพลังของเทพปีศาจอิโคนัส
“น่าเสียดาย ถ้ามีเวลามากกว่านี้ก็คงดี” อาร์มอนเดพึมพำกับตัวเอง
เจ้าแห่งแวมไพร์ร่ายเวทลวงตาซ้อนกันหลายชั้นเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอย เขาพยายามปกปิดว่าตนกำลังจะหลบหนีออกจากใจกลางของสงคราม
“ระวังนะหมอนั่นเพิ่งร่ายบลัดโคลน” เจเนวีฟตะโกนเตือนทุกคนให้รู้ตัวว่าร่างของอาร์มอนเดในตอนนี้เป็นแค่ร่างแยกเท่านั้น ตัวจริงเขาไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว
“ไม่มีเวลามาสู้กับพวกลิ่วล้อแล้ว อาร์มอนเดกำลังไปที่กลางลานพิธี” จีดัสพูดโดยที่มือยังยิงธนูดอกแล้วดอกเล่าไม่หยุด
“คงจะทำแบบที่กราโดพยายามทำแต่ไม่สำเร็จครับ” เซเลนอสเข้ามาช่วย เขาฟันใส่อันเดดตัวหนึ่งที่วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาทางโซนาตา
ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่โซนาตาพยายามฝ่าวงล้อมของอันเดดเพื่อไล่ตามอาร์มอนเดไป เรย์ แอนทิสตาและไกราก็กำลังง่วนอยู่กับการรับมือศัตรูเก่าเช่นกัน
“เรย์ ลีออน… แม้แต่เจ้าก็คืนชีพกลับมาด้วยเรอะ ฮี่ ๆ ๆ” ตัวตลกชุดดำหัวเราะอย่างไร้เหตุผล เหมือนคนสติไม่ดีที่ควบคุมตัวเองไม่ได้
“เจ้าหมอนี่ใช่ไหมที่เรย์เคยเล่าให้ฟัง หวาา… ข้างหลังนั่น” ไกราร้องลั่น เขาเห็นข้างหลังของดาร์คเจสเตอร์มีคู่ปรับจากยุคอดีตอย่างการ์กอยล์มอร์โดและฝูงการ์กอยล์อีกนับร้อย
“ท่านดาร์คเจสเตอร์ปล่อยตรงนี้ให้พวกข้าจัดการเถอะ เจ้าพวกนี้ไม่เท่าไหร่หรอก” มอร์โดจำเรย์และไกราได้ สองคนนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของมันเลย คนที่มันระแวงคือชายแก่ชุดเกราะสีน้ำเงินที่เคยอยู่กับพวกนี้ แต่มอร์โดไม่เห็นชายแก่ผู้นั้น
“ฮี่ ๆ ๆ อย่าประมาทสิ ตอนที่สู้กับเจ้า มันผ่านมากี่พันปีแล้ว…” ดาร์คเจสเตอร์ปรามไว้ไม่ทัน เพราะมอร์โดพุ่งออกไปก่อนหน้านั้น
มอร์โดย่ามใจว่าตนเองก็แข็งแกร่งขึ้น ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมา มันถูกทำลายและถูกดาร์คเจสเตอร์สร้างขึ้นใหม่หลายครั้ง และทุกครั้งมันจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม
…ท่านดาร์คเจสเตอร์ประเมินข้าต่ำเกินไป มอร์โดผู้นี้แกร่งขึ้นแล้ว ต่อให้ไม่มีไม้เท้าข้าก็สามารถสาปคนให้กลายเป็นหินได้ ข้าจะจัดการเจ้าพวกตัวเกะกะนี่ไปให้หมดเพื่อให้ท่านยอมรับข้า…
มอร์โดพุ่งเข้าหาเรย์ด้วยความเร็วที่แม้แต่เสียงยังตามไม่ทัน ร่างกายที่ใหญ่โตและหนักอึ้งเพราะถูกสร้างขึ้นมาจากหินไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว ทุกสิ่งทุกอย่างที่มอร์โดพุ่งเฉียดเข้าใกล้ต่างถูกแรงปะทะมหาศาลดีดกระเด็นจนฝุ่นตลบอบอวล
เรย์ไม่ได้แตกตื่นตกใจ สีหน้าและลมหายใจของเขาไม่เปลี่ยนไปจากเสี้ยววินาทีก่อนที่จะเห็นมอร์โดพุ่งเข้ามา เขาแค่กระชับดาบในมือให้แน่นขึ้นก่อนจะก้าวพุ่งสวนออกไป
ฉับบบ
มอร์โดเคยเห็นภาพแบบนี้มาก่อน ทุกอย่างรอบตัวหมุนคว้างจากซ้ายไปขวาบ้าง จากบนลงล่างบ้าง ประสบการณ์บอกมันว่าภาพแบบนี้เกิดขึ้นตอนที่หัวของมันหลุดกระเด็นออกจากร่างด้วยความเร็วสูง
…เจ้านั่นเร็วยิ่งกว่าเรา…
“สมกับเป็นวีรบุรุษแห่งสงครามซีนครั้งที่สี่ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ” ดาร์คเจสเตอร์มองหัวของลูกน้องที่กลิ้งไปบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ เขาประเมินอีกฝ่ายไว้สูงตั้งแต่แรกแล้ว มันจึงเป็นสิ่งที่ไม่เหนือความคาดหมาย
“แข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่สำคัญ สงครามคือจำนวน” มาร์เคลชี้ไปทางเรย์ก่อนจะออกคำสั่งกับผีดิบในสังกัด “อย่าให้มันได้พัก จัดการมันซะ”
ซอมบีและสเกเลตันกรูเข้ารุมเรย์จากรอบทิศ ไกราทำท่าจะเข้าไปช่วยแต่เรย์ร้องห้ามเอาไว้ก่อน “ทางนี้ยังไหว ไปช่วยแอนทิสตาแทนเถอะ”
ไกราพยักหน้า แต่ก่อนที่จะไปช่วยแอนทิสตาสู้เขาร่ายเวทเสริมพลังให้กับเรย์ก่อนหลายบทพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้เรย์ ส่วนอีกฝ่ายก็ยกนิ้วให้กลับมาเช่นกัน
ฝ่ายอะบีสได้เปรียบเรื่องความแข็งแกร่งโดยเฉลี่ย แต่เรื่องจำนวนพวกเขาแพ้ชนิดไม่เห็นฝุ่น ไม่ว่าจะจัดการศัตรูไปมากมายแค่ไหนจำนวนของมันก็ยังมีมากมายมหาศาล ที่ร้ายกว่านั้นคืออันเดดส่วนใหญ่มีพลังในการฟื้นตัวที่ใกล้กับความเป็นอมตะ ถ้าไม่จัดการมันด้วยเวทศักดิ์สิทธิ์ต่อให้ถูกทำลายไปไม่นานนักมันจะกลับมาพร้อมสู้อีกครั้ง
“เพลิงศักดิ์สิทธิ์” ดีวานตะโกนขณะสาดเพลิงสีขาวไปทั่ว เป็นการโจมตีพร้อมกับรักษาไปด้วยพร้อมกัน ไม่เพียงแค่อันเดดจำนวนมากจะถูกเพลิงสีขาวทำลายจนสลายไป เพลิงสีขาวที่เขาเพิ่งใช้ยังช่วยชีวิตทหารหลายนายที่อยู่ระหว่างความเป็นตายให้รอดกลับมาได้
“แผลหายไปแล้ว” ทหารหน้าใหม่รายหนึ่งกำลังสำรวจคอของเพื่อนทหารที่เหวาะหวะจากรอยฟันของซอมบี เพลิงสีขาวของดีวานไม่เพียงทำให้คำสาปที่แถมมาพร้อมความเสียหายหมดไป มันยังช่วยเยียวยาแผลจนหายสนิทเหมือนไม่เคยมีมาก่อน
“หายเร็วกว่าฮีลลิงนาโนแมชชีนอีก เวทมนตร์นี่มันดีจริง” ทหารที่เพิ่งรอดมาได้ลูบคอตนเองไปมาอย่างไม่อยากเชื่อ “สงสัยหลังจากนี้ ฉันต้องลองฝึกเวทมนตร์ดูบ้างแล้ว”
“เออ… แต่ต้องรอดจากตรงนี้ไปได้ก่อนนะ” เพื่อนของเขาเข้ามาช่วยพยุง
“รอดแน่นอน… พวกเราคือกองกำลังที่เจ๋งที่สุดในโลก” เขาหัวเราะลั่นขณะที่ช่วยกันสาดกระสุนใส่อันเดด