Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 28: เส้นทางในเนโครโปลิส
“ข้าไม่รู้ว่าท่านหมายถึงอะไร แต่ถ้าเจ้านี่คือสิ่งมีชีวิต มันก็คือเดวัลนั่นแหละ แล้วเดวัลจะใช้เวทมนตร์ได้ก็ไม่แปลก”
“มันเคลื่อนไหวได้เพราะสูบเอาพลังเวทจากทุกสิ่งรอบ ๆ ตัว”
“ถ้างั้นก็ง่ายแล้ว” เวเนยิ้มจนเห็นฟันแทบจะครบทุกซี่ เธอโบกไม้เท้าไปมาและสร้างสัญลักษณ์วงเวทขึ้นกลางอากาศ
“ยัยหนูจะทำอะไรน่ะ” ชายชราถามด้วยความกังวล เขาไม่คิดว่าจะมีเวทมนตร์อะไรที่จัดการกับช็อคเวฟได้ หรือต่อให้มีเวเนซึ่งอ่อนแอเหยาะแหยะมากเมื่อเทียบกับอัลโตก็ไม่น่ามีพลังพอจะร่ายเวทโจมตีระดับนั้น
“ไม่ต้องห่วงน่าด็อค ปล่อยให้ข้าจัดการเถอะ” เมื่อวาดวงเวทเสร็จเธอก็ใช้ไม้เท้าเคาะมันเบา ๆ หนึ่งที วงเวทนั้นเปลี่ยนระนาบเป็นแนวนอนจากนั้นเคลื่อนขึ้นไปบนฟ้าและขยายขนาดขึ้น เพียงแค่ไม่กี่อึดใจมันก็ครอบคลุมทั้งบริเวณเหมืองทั้งหมด
“มานารีเทนชัน” เวเนตะโกน
“เวทมนตร์นี่มัน… เขตกักกันพลังเวท” ด็อกมามองบรรยากาศโดยรอบด้วยสายตาสงสัย ราวกับมีแก้วบาง ๆ มาครอบทั้งบริเวณเอาไว้ เวทมนตร์ประหลาดของเวเนทำหน้าที่เสมือนฉนวนกั้นไม่ให้ไฟฟ้าไหลผ่าน ตอนนี้ช็อคเวฟถูกตัดออกจากแหล่งพลังงานภายนอกแล้ว
“สงสัยมาตลอดว่าไอ้เวทนี่มันมีประโยชน์ยังไง หาวิธีใช้ตั้งนานก็ไม่ได้ เพิ่งรู้ว่ามันเอาไว้ทำแบบนี้แหละ”
ด็อกมาไม่แปลกใจที่เธอคิดแบบนั้น เวทนี้ไม่ได้ทำให้คนที่มีพลังเวทใช้พลังไม่ได้ มันแค่ลบล้างพลังเวทที่กระจัดกระจายอยู่ในอากาศและป้องกันไม่ให้มันไหลเข้ามาเพิ่มในบริเวณนี้ โดยปกติมันจึงเป็นเวทมนตร์ที่ไร้ประโยชน์ แต่ดูเหมือนทุกอย่างที่ถูกสร้างขึ้นย่อมมีเหตุผล บางสถานการณ์เช่นตอนนี้ พวกเขาต้องการเวทนี้เข้าช่วย
“โฮ่ะ โฮ่ะ โฮ่ะ เวทมนตร์ของเฮอร์มิตน่ะ มีเวทปริศนาที่ดูไร้ประโยชน์เต็มไปหมด แต่ในที่สุดข้าก็รู้ว่าอันนี้ไว้ใช้ทำประโยชน์อะไรได้” เวเนหัวเราะลั่น
เมื่อไม่สามารถฟื้นฟูพลังงานเพิ่มได้ ช็อกเวฟจึงต้องสู้โดยใช้พลังงานที่ก่อนหน้านี้เก็บสะสมเอาไว้ มันหลีกเลี่ยงการโจมตีที่ต้องใช้พลังงานสูงอย่างการยิงไฟฟ้าเพราะรู้ว่ามันจะยิ่งทำให้ตัวเองสูญเสียพลังงานมาก แต่การสงวนกำลังไว้เมื่อรับมือกับอัลโตเป็นเรื่องที่โง่เขลา
มันคำนวณพลาด ถ้าหากพยายามโจมตีอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียว ก็อาจจะพลิกเกมเอาชนะได้
แต่การยืดเยื้อการต่อสู้ออกไป เพียงเสี้ยววินาทีเดียว อัลโตกลับมองเห็นช่องว่างระหว่างการต่อสู้ เขาก็คว้าโอกาสไว้ทันที เป็นแค่ความเร็วหนึ่งส่วนพันวินาทีที่บริเวณข้อต่อขาข้างหนึ่งมีการป้องกันต่ำลง อัลโตแทรกมือเข้าไปและดึงเอาชิ้นส่วนเล็ก ๆ ติดมือออกมาด้วย
ก็แค่ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่เหมือนกับน็อตอันเดียว การเคลื่อนไหวของจักรกลมีชีวิตเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ช่องว่างมากมายเริ่มปรากฏให้เห็น และอัลโตก็โจมตีโดยไม่ยั้งมือ
ชิ้นส่วนต่าง ๆ ถูกชำแหละออกจากร่าง ของที่ดูคล้ายกระดูก สายไฟที่เหมือนกับหลอดเลือด บางอย่างที่คล้ายเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดจิ๋วถูกดึงออกมาชิ้นแล้วชิ้นเล่า พร้อม ๆ กับที่พลังงานที่สะสมมาถูกใช้ไปจนหมด ร่างยักษ์นั้นเสียหายจนเกินกว่าจะเคลื่อนไหวได้อีก
อัลโตถอนหายใจหอบ ใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมข้างแก้ม ทรุดลงไปนั่งหมดแรง เขาหันไปมองเวเน ด็อกมาและพวกทหารที่พร้อมใจกันวิ่งกรูเข้ามา ทุกคนกำลังโห่ร้องยินดีกับชัยชนะที่ได้มาอย่างหวุดหวิด ขณะที่เขาส่งยิ้มอ่อน ๆ ให้ และค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนอยู่กลางวงล้อมของทุกคนที่เข้ามาแตะหลังหรือตบไหล่
ตัดภาพไปยังโซนาตาและเจเนวีฟ แม้จะรู้ตำแหน่งโดยคร่าว ๆ ของนครใต้ดินจากแผนที่ แต่พวกเขามองว่าการหาสถานที่ที่พวกเขาไม่เคยไปเยือนไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าทางเข้าหน้าตาแบบไหน
โดรนขนาดเล็กที่ด็อกมาส่งมาช่วยก็ไม่สามารถพึ่งพาได้มากในตอนนี้ เพราะมันมักจะถูกโจมตีจากพวกเดวัลมีปีกที่มีมากมายหลายชนิด
แล้วช่วงเย็นของวันหนึ่งโซนาตาและเจเนวีฟก็พบสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่โดดเดี่ยวกลางที่รกร้าง บันไดสิบกว่าขั้นนำไปสู่แท่นที่มีเพียงเสาสองต้น พวกเขาสังหรณ์ใจว่านี่แหละคือทางเข้าออกที่กำลังหาอยู่
ไม่ต้องรอนานนัก สิ่งที่พวกเขาสงสัยก็ได้รับการพิสูจน์ อันเดดกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นระหว่างเสาคู่นั้น พวกมันเดินเรียงแถวลงบันไดมาอย่างช้า ๆ ในขณะที่กลุ่มใหม่ก็ปรากฏขึ้นที่เสาคู่เดิม
“ออกมาจากจากไอ้แท่นนั่นจริงด้วยค่ะ” เจเนวีฟเข้ามาเบียดแล้วกระซิบ
“เจ้าสเกเลตันตัวนั้นใช้เวทมนตร์ได้” โซนาตามองปีศาจโครงกระดูกในชุดจอมเวท มือข้างหนึ่งถือลูกแก้วที่ส่องแสงสีม่วงน่าสงสัย โซนาตาเดาว่ามันคือสเกเลตันเมจที่สังกัดกองทัพของโครนอค
“ไปจับมันมาเลยไหมคะ”
“พวกอันเดดมันคงไม่กลัวคำขู่หรอก อีกอย่างฉันเบื่อที่จะต้องมาจับคนนู้นทีคนนี้ทีแล้ว”
“งั้นพวกเราจะทำยังไงคะ”
“รอให้พวกมันไปให้หมดก่อน ฉันอยากเห็นแท่นกับเสาหินนั่นชัด ๆ”
โซนาตาและเจเนวีฟรอจนแน่ใจว่าทางสะดวกทั้งคู่จึงออกไปสำรวจเสาหินคู่และแท่นพิธี ตัวเสาทำจากหินสกัดมีลวดลายและตัวอักษรโบราณที่เลือนหายไปตามกาลเวลา โซนาตาใช้สัมผัสพิเศษอ่านความทรงจำที่ตกค้างอยู่แท่นพิธี ไม่ใช่เพียงแค่อันเดดที่เคยเข้าออกที่นี่มันมีเศษเสี้ยวความทรงจำของคนที่เขาเคยเห็น
“น่าจะที่นี่แหละ ไม่มีอะไรสะดุดตาเท่าเจ้านี่แล้วนี่นะ” ชายหนุ่มผมกระเซิงในภาพความทรงจำของคนอื่น เอ่ยขณะก้าวขึ้นบันไดจนไปยืนอยู่ระหว่างเสาสองต้น เขาแต่งกายเหมือนนักรบแต่สีสันและลวดลายของชุดทำให้โซนาตาเดาว่าคงไม่ใช่พวกพาลาดินอย่างแน่นอน
“ปลอดภัยสินะ” ชายหนุ่มผมน้ำตาลเดินขึ้นมายืนข้างเขา เขาคือคน ๆ เดียวกับที่โซนาตาเห็นมาหลายครั้งจากภาพความทรงจำที่ตกค้าง น่าแปลกที่คราวนี้โซนาตาเห็นภาพของหญิงอีกคนซ้อนอยู่ในร่างของเขา
“นี่เจ้าปล่อยให้ข้าขึ้นมาคนเดียว…” คำพูดของชายคนแรกเลือนหายไปก่อนจบประโยค โซนาตาพยายามเพ่งมองใบหน้าของพวกเขาแต่ก็ไม่มีอะไรชัดเจน
หญิงสาวคนที่สามเอาคัมภีร์ออกมากางเบื้องหน้า รายนี้เขามั่นใจว่าเธอคือนักบวช เธอหลับตาและร่ายคาถาด้วยภาษาโบราณ โซนาตาเผลอพูดตามโดยไม่รู้ตัวและลำแสงสีขาวก็ห่อหุ้มร่างของเขาและเจเนวีฟเอาไว้
พวกเขารู้สึกได้ว่ากำลังถูกลำแสงนั้นส่งไปยังสถานที่อื่น
โซนาตารู้สึกตัวอีกครั้งและพบว่าตัวเขาและเจเนวีฟไม่ได้อยู่ในสถานที่เดิมแล้วจริง ๆ เจเนวีฟยังคงมึนงงหลังจากที่ถูกเวทเคลื่อนย้ายเล่นงานจนสับสนทิศทาง ขณะที่โซนาตาปรับตัวได้แทบจะในทันที
พวกเขาอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่พอจะบรรจุคนหลายร้อยคนลงไปได้ และที่นี่ก็มีสิ่งที่เหมือนแท่นบูชายกสูงและเสาหินอยู่เช่นกัน เหมือนกับสถานที่ซึ่งพวกเขาได้พบก่อนหน้า
“ที่นี่คือใต้ดิน” โซนาตากระซิบ แสงจากคบเพลิงที่ลอดมาจากทางเดินทำให้เขาเห็นสภาพของที่นี่ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้แหล่งกำเนิดแสงอื่นมาช่วย
“มืดจังเลยนะคะ” เจเนวีฟกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ มันไม่ได้มืดอย่างที่เธอว่าหรอก แต่โซนาตาก็เข้าใจว่าจะโทษเธอไม่ได้ที่จะรู้สึกแบบนั้น ที่นี่คือใต้ดินหลายสิบหรือหลายร้อยเมตรและมันเต็มไปด้วยเหล่าภูติผีปีศาจ คนปกติก็ควรจะรู้สึกไม่ปลอดภัย และความรู้สึกของแต่ละคนจะวัดให้เหมือนกันก็ยาก แม้จะอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่จิตใจของเจเนวีฟที่อ่อนแอกว่าทำให้เธอยิ่งสังเกตเห็นความมืดได้มากกว่า
“อย่าอยู่ห่างล่ะ หลงกันในนี้เสร็จแน่”
“ค่ะ” เจเนวีฟดึงแขนข้างนึงของโซนาตามากอดไว้แน่นจนเขาเดินไม่ถนัด เขารู้สึกคล้ายกับตนถูกกวนประสาท แต่ก็พยายามเข้าใจว่าเธอคงกลัวจนลืมตัวมากกว่า
เส้นทางในเนโครโปลิสมีทั้งห้องที่ใหญ่และเล็ก เพดานสูงและเตี้ย และซับซ้อนราวกับเขาวงกต แต่ความลึกลับของสถานที่ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับโซนาตา เพราะโปรแกรมสร้างแผนที่อัตโนมัติที่อยู่ในชุดทำให้เขาไม่มีทางหลงทาง อย่างน้อยที่สุดเขาสามารถย้อนกลับทางเดิมได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะหลุดออกนอกเส้นทาง หรือไปหลงวนอยู่ในที่เดิม ๆ
เจเนวีฟหอบหายใจแรงขึ้นทุกขณะ ความกลัวในความมืดและอันเดดที่อาจจะโผล่มาได้ทุกเมื่อทำให้เธอหายใจผิดปกติ ในหัวของเธอกำลังต่อสู้กันระหว่างการขอล้มเลิกและให้โซนาตาพาเธอกลับออกไปข้างนอก และการแสดงความกล้าเพื่อให้เขารู้สึกประทับใจ
…เค้าชอบผู้หญิงเก่งกล้า ข้าเองก็ยอมแพ้ไม่ได้…
หญิงสาวสรุปเอาจากบุคลิกของเชอรีสและอเล็กซานดรา ทั้งคู่ดูเก่งกาจเกินกว่าบุรุษคนใดจะเทียบ และโซนาตาก็ดูชื่นชมทั้งสอง
“จะให้พากลับไปส่งหรือเปล่า” โซนาตาหันมาถาม น้ำเสียงของเขาดูอ่อนโยนกว่าที่เคยเป็น มันทำให้เจเนวีฟเขินจนหน้าแดง
ทั้งสองช่วยกันคลำหาทางออกในเส้นทางที่วกวน โซนาตาไม่ลังเลที่จะกำจัดอันเดดที่พวกเขาเจอบ้างประปราย ทุกการโจมตีจบลงอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบจนเจเนวีฟรู้สึกราวกับว่ามันเป็นภาพเคลื่อนไหวที่ไร้เสียง
หนึ่งในการจู่โจมที่เจเนวีฟประทับใจที่สุด พวกเธอได้ยินเสียงอันเดดเดินมาจากหัวมุมของทางเดิน โซนาตาหายตัวไปก่อนที่เธอจะหันไปกระซิบเตือน และเมื่อเจเนวีฟลองชะเง้อมองก็พบว่าเขายืนอยู่บนซากของอันเดดกลุ่มนั้นแล้ว
ไม่นานนักทั้งคู่ก็หลุดออกมาจากเส้นทางวงกต โซนาตาเหม่อมองเส้นทางสายยาวที่อยู่เบื้องหน้าอย่างใคร่รู้ ท่าทางของเขาทำให้เจเนวีฟต้องสะกิดถาม
“ทางตรงข้างหน้ามีอะไรแปลก ๆ เหรอคะ”
“ผนังของเส้นทางนี้มันไม่เหมือนกับที่ใช้ในเขาวงกต มันเหมือนหินที่เพิ่งทำขึ้นมาไม่นานนี้”
“เพิ่งสร้างขึ้น… กับดักเหรอคะ”
“เป็นไปได้สูง” โซนาตาซ่อนรอยยิ้มอย่างนึกสนุกไว้ไม่อยู่ “พวกมันอาจจะเตรียมไว้ต้อนรับเรา”
“งั้นเราก็ต้องถอยสินะคะ”
“ไม่มีประโยชน์ ป่านนี้พวกมันคงเอากำลังมาล้อมทางออกไว้แล้ว นอกจากนั้นฉันได้ยินเสียงกลไกดังไปทั่วเลย เส้นทางที่ผ่านมาตอนนี้น่าจะเต็มไปด้วยกับดักแล้วล่ะ”
เจเนวีฟที่ผิวขาวอยู่แล้วยิ่งดูซีดไร้สีเลือดยิ่งกว่าเดิม เธอขยับปากเหมือนพยายามพูดอะไรปลอบใจตัวเองแต่ก็นึกคำพูดในแง่ดีไม่ออก สิ่งเดียวที่ทำให้เธอใจชื้นก็คือรอยยิ้มของโซนาตาที่ยังไม่จางหายไป