Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 271: บนดาดฟ้ามูนไลท์
“เอแคลร์ มาการอง ช็อกโกพาย ชูโรส เจลลาโต” ลูนาร์เรียกชื่อเมดทั้งห้าทีละคน “ฝากควบคุมมูนไลท์ด้วย ข้าอยากเห็นมันใกล้ ๆ”
มูนไลท์เข้าใกล้เป้าหมายขึ้นในทุกขณะ เป็นครั้งแรกที่ซาร์ซาเห็นสิ่งที่มีพลังอำนาจมากมายขนาดนี้ เธอไม่สามารถอธิบายได้ว่าระหว่างความรู้สึกตื่นเต้นและความรู้สึกกลัว เธอมีสิ่งไหนมากกว่ากัน
สิ่งมีชีวิตลึกลับที่พวกเขากำลังดูมันทำสงครามกับมิเนอร์วา ลูนาร์ฟันธงว่ามันคือร่างแยกของชินกิ ที่คิดแบบนั้นเพราะว่ารูปร่างของมันเหมือนกับเทพปีศาจชินกิที่ถูกย่อส่วนลงมาจนมีขนาดเพียงหนึ่งในร้อยเท่านั้น
“ลำตัวยาวเหมือนงู มีปีกเป็นเยื่อขาด ๆ คล้ายพังผืด และยังมีหนวดโปร่งใสนับไม่ถ้วน… ดูยังไงก็ชินกิขนาดย่อส่วนชัด”
“ถ้าเป็นร่างแยกก็แล้วไป แต่ถ้ามันคือลูก… หมายความว่าไอ้ตัวแบบนี้มันจะโตกว่านี้งั้นเหรอ ตอนนี้มันยังแค่หนึ่งในร้อยของชินกิ ถ้าวันหนึ่งมันกลายเป็นหนึ่งในสิบ หรือตัวเท่ากันล่ะ” ซาร์ซาพูดเองยังรู้สึกขนลุก
“ต้องกำจัดมันตั้งแต่ตอนนี้” สิ้นคำมูนไลท์ก็เคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงสุด
เรือเหาะมูนไลน์มีขนาดเล็กจิ๋วเมื่อเทียบกับมิเนอร์วา แต่เรือลำเล็กลำนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยพิษสงรอบด้าน เช่นเดียวกับมิเนอร์วาที่มีโดรนและอีเธอร์เกียร์เป็นกำลังรบหลัก มูนไลท์เองก็มีเดวัลกลอยู่มากมายเช่นกัน
มิเนอร์วาไม่ได้มีการตอบสนองอะไรเป็นพิเศษกับมูนไลท์ ราวกับว่าพวกเขาแน่ใจอยู่แล้วว่าเรือเหาะของลูนาร์จะเข้าร่วมศึกหลังจากเห็นชินกิตัวเล็กเหล่านี้ ต่างฝ่ายต่างสู้โดยไม่พยายามล้ำเส้นกันและกัน
การปะทะเป็นไปอย่างดุเดือด ร่างแยกของเทพปีศาจมีพลังในระดับที่ย่อส่วนลงมา แต่เมื่อรวมฝูงกันมันก็อันตรายไม่ต่างจากตัวจริง ไม่เพียงแค่พุ่งเข้าโจมตีใส่ทุกอย่างอย่างดุร้าย ร่างแยกแต่ละตนยังมีพลังในการเรียกสาวกเทพปีศาจอีกด้วย
“อสูรอัญเชิญระดับต่ำกว่าเทพปีศาจของจริงเรียกมา แต่จำนวนเยอะชะมัดเลย” ลูนาร์บ่นอุบ เธอทำท่าจะใช้ดาบจันทราเดสคารินกากวาดพวกมันส่วนหนึ่งทิ้งแต่ต้องหยุดมือไว้ก่อนเพราะเงา ๆ หนึ่งกระโดดลงมาหยุดที่เบื้องหน้า
เป็นการเผชิญหน้ากันครั้งแรก ระหว่างเธอและผู้นำกลุ่มอะบีสที่เคยแต่ได้ยินเซเลนอสผู้ถึง
“โซนาตา ดิอาลโน”
“ลูนาร์ โรสเซท”
ต่างคนต่างเรียกชื่อสวนกัน
“เจ้าพวกนั้นไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังเลยว่าจะเป็นสาวงามซะด้วย”
ประโยคนั้นลูนาร์จึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ในร่างของชายหนุ่ม ตั้งแต่เรือลำนี้ไม่มีผู้ชายเหลืออยู่เธอก็มีความระมัดระวังตัวลดลง
…เจอหน้าก็ทักทายแบบนี้ หมอนี่น่ารังเกียจจริง…
“นั่นสินะ ปกติก็ไม่ทักใครแบบนี้หรอก ขอโทษด้วยที่ปากพล่อยไปหน่อย” โซนาตาตอบ น่าประหลาดที่เขาพูดอะไรออกไปโดยไม่ได้คิดให้ดีก่อน
จังหวะนั้นเองโซนาตารู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาอย่างฉับพลัน เขาเห็นภาพตอนที่ถูกโครนิเคิลดรากอนเล่นงานตอนที่อยู่ในชั้นใต้ดินของปราสาทสีขาว การโจมตีของมังกรขาวทำให้เขาได้เห็นเศษเสี้ยวของความทรงจำจากอดีตและอนาคต
…ร้อยวิญญาณ…
“หา อะไรนะ ร้อยวิญญาณคือ?” ลูนาร์ถามเสียงสูง
“ฉันพูดออกไปเหรอ” โซนาตาพูดกับตัวเขาเอง
“เป็นอะไรมากไหมเนี่ย เอาเถอะ อย่าเพิ่งมาชวนคุยได้ไหม ไม่เห็นเหรอว่าข้างหลังนั่นศัตรูทั้งนั้น”
ลูนาร์ไม่ได้ไล่โซนาตาที่ทักทายเสร็จกลับไป เธออยากรู้ว่าคนที่ตัวอันตรายอย่างเซเลนอสยอมรับเป็นหัวหน้านั้นเก่งกาจขนาดไหน ความคิดของเธอคล้ายคลึงกับโซนาตาพอดี เขาเองอยากเห็นฝีมือของเธอกับตาทั้งคู่
โซนาตาใช้ปืนเป็นอาวุธหลัก เขากระหน่ำยิงใส่สาวกเทพปีศาจอย่างแม่นยำและรวดเร็วจนไม่มีตัวไหนเข้ามาใกล้ได้ ส่วนลูนาร์เองก็ทำในสิ่งที่คล้ายกัน เธอดึงปืนพ่นไฟออกมาจากกระเป๋ามิติและสาดมันไปทั่ว
“กระเป๋าน่าสนใจดี” โซนาตามองขนาดของปืนและขนาดของกระเป๋าด้วยตาลุกวาว
“สุดยอดใช่ไหมล่ะ มันมีขนาดเท่ากับห้องใหญ่ ๆ ห้องนึงเลยนะ นอกจากนั้นมันยังจัดระเบียบพื้นที่รวมถึงผลักให้หยิบในสิ่งที่กำลังนึกถึงออกมาได้ด้วย” ลูนาร์เริ่มโม้
“เป็นช่องมิติสินะ ว่าไปก็คล้ายกับไม้เท้าของเวเน…”
ซาร์ซารู้สึกขัดใจกับท่าทีของโซนาตา มันมีสัญญาณบางอย่างเตือนไม่ให้เธอไว้ใจผู้ชายคนนี้ เพราะข้อมูลที่เธอมี เขาคือผู้นำของกลุ่มที่ใช้ประโยชน์จากการข้ามเวลา มีกลิ่นอายของคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกมืด สายตาเจ้าเล่ห์ของเขาสอดส่ายสำรวจไปทั่ว
…แล้วเขายังพูดคุยกับลูนาร์ได้ในแบบที่เธอเองก็ทำไม่ได้…
“เรือเหาะลำนี้ใช้เวทมนตร์เป็นแหล่งพลังงานหลักสินะ กักพลังเวทไว้ด้วยวิธีไหนล่ะหรือว่าโซลคริสตัล”
“รู้จักโซลคริสตัลด้วยเหรอ ไม่ใช่หรอก ไอ้นั่นมันหายาก ฉันใช้วิธี…”
“เรากำลังสู้กับเทพปีศาจนะ หยุดชวนท่านลูนาร์คุยได้แล้ว” ซาร์ซาตวาดไปทางโซนาตา
ฮาจารู้สึกถึงความตึงเครียดจากทั้งสามจึงพยายามไม่เข้าไปแทรกด้วยอีกคน เธอตั้งใจรักษาระยะระหว่างตนเองและศัตรูเอาไว้ในขณะที่ร่ายเวทเพื่อสนับสนุนอีกสามคนที่ชัดเจนว่าไม่ได้มีสมาธิกับการต่อสู้
แล้วเรื่องก็เกิดขึ้น จากมุมที่ฮาจามองไม่เห็น สาวกเทพปีศาจตนหนึ่งโจมตีใส่เธอด้วยกระแสลม มันจะไม่เป็นปัญหาเลยหากฮาจาไม่ยืนอยู่บนดาดฟ้าของเรือเหาะที่สูงหลายพันเมตรจากพื้นดิน ลมแรงทำให้สองเท้าของเธอไม่ได้สัมผัสกับพื้นอีก ร่างบางของหญิงสาวกำลังจะกระเด็นหลุดไปจากตัวเรือ
ฮาจารู้สึกเสียววูบไปจนถึงท้อง พริบตานั้นเธอแน่ใจว่าชีวิตของตนเองคงหลุดลอยไปโดยที่เพื่อน ๆ ไม่ได้รับรู้ด้วยซ้ำ นี่เธอกำลังจะจบชีวิตลงง่าย ๆ แบบนี้เลยน่ะเหรอ
…ชีวิตช่างเปราะบางนัก…
ขณะที่คิดแบบนั้น เงาของร่างหนึ่งได้พุ่งเข้ามาช้อนตัวเธอไว้ ใครบางคนใช้ความเร็วและพลังที่เหนือกว่าพาร่างที่เกือบถูกพัดปลิวไปกลับมาที่เดิม
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ” ชายปริศนาพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
“ฮาจา!” ซาร์ซาร้องเสียงหลง เธอและลูนาร์เพิ่งเห็นเหตุร้ายหลังจากที่มันถูกหยุดไว้ได้
“ไม่เป็นอะไรค่ะ” ฮาจารีบพยายามตะเกียดตะกายยืนขึ้นหลังจากที่รู้ตัวที่ชายแปลกหน้ายังช้อนร่างของเธออยู่ อีกฝ่ายรีบขอโทษขอโพยที่แตะต้องตัวเธอ
“นายก็มาด้วยเหรอ” โซนาตาถามหนุ่มชุดดำ
“ขอโทษครับ คุณอลินาฝากให้มาดูเผื่อไว้น่ะครับ” เขาขอโทษอีกแล้ว ฮาจาสงสัยว่ามันเป็นคำติดปากเขาเหรอ
ตอนที่เห็นแวบแรก ชุด ดวงตา สีผมที่ดำสนิทของชายแปลกหน้า ทำให้ฮาจาเข้าใจว่าเขาคือเซเลนอส แต่แม้ว่าจะมีลักษณะภายนอกคล้ายกันแต่บรรยากาศของคน ๆ นี้ไม่เหมือนเซเลนอสเลยสักนิด เป็นความมืดมิดที่ให้ความรู้สึกเหงา เศร้า แต่ในขณะเดียวกันกลับทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น นี่คือปรากฏการณ์ประหลาดที่ฮาจาไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“ระวังไว้นะครับ พวกมันแห่กันมาอีกระลอกแล้ว” หนุ่มชุดดำชักดาบและขึ้นมายืนคุ้มกันให้
“ฮาจา คาเรนนาค่ะ” เธอแนะนำตัว
เซกันเคยได้ยินมาว่าฮาจาคือผู้หนึ่งที่ยืนกรานไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากกลุ่มอะบีส พอเธอเป็นฝ่ายบอกชื่อก่อนเขาจึงรู้สึกประหลาดใจ
“เซกัน เอเทเซียครับ” เซกันหันมายิ้มตอบด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา
ศัตรูคือร่างแยกไม่ก็ทายาทของเทพปีศาจพวกมันทุกตัวจึงเป็นตัวอันตรายอย่างไม่ต้องสงสัย เป็นโชคของพวกลูนาร์และกลุ่มอะบีสที่เจอกับมันก่อนที่จะเติบโตไปมากกว่านี้
มิเนอร์วาเสียอีเธอร์เกียร์รุ่นแมสโปรดักซ์ไปหลายสิบเครื่อง ส่วนมูนไลท์เองก็ได้รับความเสียหายไม่น้อย ตัวยานถูกเวทลำแสงจากแหล่งใดก็ไม่อาจระบุได้ยิงใส่จนกราบขวาเรือแหว่งไป เดวัลกลที่เคยมีอย่างเหลือเฟือลดจำนวนลงฮวบฮาบจนลูนาร์รู้สึกใจหาย
“บ้าจริง ต้องใช้เดวัลกลพวกนี้ตอนผนึกเทพปีศาจนะ อย่ามาซี้ซั้วทำลายกันสิฟะ” ลูนาร์บ่นใส่พวกสาวกเทพปีศาจที่แห่กันมาไม่หยุด แทนที่ฟังแล้วจะเครียดตามโซนาตากลับหลุดขำกับท่าทางของเธอ
“ขำอะไรกัน” ซาร์ซาเป็นฝ่ายโวยวายแทนลูนาร์
“ไม่มีอะไร” โซนาตาตอบด้วยใบหน้าที่ยังกลั้นหัวเราะเอาไว้
“กำลังดูถูกกันเรอะ” ลูนาร์ส่งสายตาไม่เป็นมิตรไปให้
“ตรงกันข้ามเลย” โซนาตาตอบกลับทันควัน “สร้างเรือเหอะ อาวุธในตำนาน และกองทัพแบบนี้ ผนึกเทพปีศาจไปแล้วตัวหนึ่งโดยที่ไม่มีใครตายเลย และความแข็งแกร่งที่ไม่แตกต่างจากแนวหน้าของกลุ่มอะบีส มีตรงไหนที่ฉันจะไปดูถูกเธอได้”
“ฮึ… ถึงที่พูดมาจะเป็นเรื่องจริง ข้าก็ไม่ดีใจหรอกนะที่ถูกคนอย่างเจ้าชื่นชม”
ลูนาร์ปากไม่ตรงกับใจ เธอบอกว่าไม่ดีใจแต่เห็นได้ชัดว่าแอบกระหยิ่มยิ้มอย่างภาคภูมิ โซนาตาแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นอาการนั้นเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายต่อต้านมากไปกว่านี้
การปะทะยังดำเนินต่อไป ศัตรูลดจำนวนลงจนเหลือไม่ถึงครึ่งจากตอนที่มูนไลท์เข้าร่วมการต่อสู้ แต่ทางฝ่ายอะบีสและมูนไลท์เองก็บอบช้ำกันถ้วนหน้า โซนาตาแหงนมองกลับไปบนยานของตนเองที่ตอนนี้ร่างแยกส่วนใหญ่กำลังอาละวาดอย่างหนัก
“พวกท่านไม่กลับไปช่วยเหรอคะ ศัตรูส่วนใหญ่ไปทางนั้นนะ” ฮาจาถามโซนาตาและเซกัน
“ไม่จำเป็นหรอก” โซนาตาแสยะยิ้ม
“ทางนั้นมีคนเก่ง ๆ มากมายครับ ผมและคุณโซนาตาอยู่ตรงนี้เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ต้องทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียวครับ”
ซาร์ซารู้สึกขัดใจกับสถานการณ์ในตอนนี้ เธออยากไล่ตัวเกะกะทั้งสองกลับไปและบอกว่าทั้งคู่ว่าแค่พวกตนสามารถปกป้องดูแลกันเองได้ แต่ถึงจะดื้อรั้นแค่ไหนเธอจำต้องยอมรับความจริงว่าทั้งสองแข็งแกร่ง ที่ยานมูนไลท์ยังบินอยู่ได้จนถึงตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งคู่มีส่วนร่วมด้วยไม่น้อย
“ถ้าจะอยู่ก็ทำตัวให้มีประโยชน์หน่อยล่ะ” ราวกับคิดเรื่องเดียวกันอยู่ ลูนาร์ตะโกนบอกโซนาตาและเซกันขณะที่กำลังค้นหาอาวุธให้ทั้งคู่
“ขอเป็นปืนก็แล้วกัน ส่วนเซกันไม่ต้องก็ได้ หมอนั่นมีดาบที่เธอสร้างแล้ว” โซนาตาอดหยอกไม่ได้ ลูนาร์ขมวดคิ้วทันทีเมื่อสังเกตพบว่าดาบของเซกันคือดาบจันทราเล่มที่เธอออกแบบแต่ยังไม่ได้สร้าง
“นี่เอาดาบจันทรามาจากอนาคตด้วยเหรอ”
“อย่าไปสนใจเรื่องหยุมหยิมเลยน่า” โซนาตารีบคว้าปืนมาจากมือลูนาร์ก่อนที่เธอจะเริ่มคำบ่น
“พวกเจ้านี่มัน…”
“แบบนี้นี่เอง… มีพลังที่หยิบจับอะไรก็จะเข้าใจพลังที่ซ่อนอยู่และวิธีที่จะดึงมันออกมาใช้ได้” โซนาตาไม่ได้พูดถึงพลังพิเศษของปืนที่รับมา แต่เขากำลังพูดถึงทักษะของตัวลูนาร์เอง
“อ่านพลังของข้าได้ด้วยรึ”
“ไม่ใช่แค่อ่านได้… ยังเลียนแบบได้ด้วย”
โซนาตาแสดงให้ดูว่าเขาสามารถใช้ปืนของลูนาร์ได้อย่างคล่องแคล่วทั้งที่ไม่รู้มาก่อนว่ามันทำอะไรได้ ปืนนั้นมีพลังในการย่อส่วนศัตรูแต่มีผลเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น โซนาตาย่อส่วนศัตรูตัวหนึ่ง กระทืบมันจะแหลกคาเท้าก่อนจะเตะซากของมันออกไปพ้นจากดาดฟ้ายานก่อนที่มันจะคืนสภาพเป็นซากยักษ์
…ฮึ น่าสนใจนี่หว่า…