Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 278: ไม่ใช่พี่น้องกันอีก
เอ็ดวานอยู่ด้วยพอดีในตอนที่ลาโตรฟื้น เขาดูแข็งแรงไม่เหมือนกับคนที่หลับอยู่ในไหมาถึงห้าพันปี ลาโตรยังสับสนเรื่องเวลา แต่ใบหน้าที่คุ้นเคยของเพื่อนอย่างเรย์ แอนทิสตาและไกราทำให้เขาไม่มีความกังวลนัก
“ว่าไงนะ นี่ข้าหลับมานานมากเลยเหรอ อย่าโม้ไปหน่อยเลย พวกเจ้าไม่เห็นเปลี่ยนสักนิด”
“เล่าไปแล้วยังไงว่าข้าข้ามเวลามากับกลุ่มอะบีส” เรย์ถอนหายใจ “เจ้าไม่เห็นเหรอว่าห้องนี้มันดูแปลกตาน่ะ”
“จริงด้วยสินะ” ลาโตรหันไปมองรอบ ๆ ห้องอย่างสนใจ เขาเพิ่งสังเกตว่าห้องนี้สร้างความวัสดุประหลาดที่ตนไม่เคยเห็น มันมีสีขาวเป็นมัน จะว่าทำจากปูนหรือหินก็ไม่น่าใช่
ฟรีโอนิเอล จูเดสปาและลามินาเองก็เข้ามาเยี่ยมด้วยเช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้สนิทสนม แต่อย่างน้อยพวกเขาก็อยากทักทายในฐานะที่มาจากยุคเดียวกัน
“อ้าว ลุงนักดาบลามกก็อยู่ด้วยเหรอ”
“ลุงนักดาบลามก?” ฟรีโอนิเอลย่นคิ้ว
ลาโตรหัวเราะ “แอนทิสตาเรียกเขาแบบนั้นอยู่พักนึงเลยนี่นะ ตั้งแต่ตอนที่เจอกันในงานประชุมกษัตริย์โลก แล้วหลังจากนั้นฟรีโอนิเอลก็เข้าร่วมกลุ่มของเรา”
“เหอ…” เรย์ได้ยินแล้วก็เกาหัวแกรก ๆ
“ลาโตรพูดอะไรของเขาเนี่ย” ไกราก็งงเช่นกัน เขาคิดว่าสมองลาโตรอาจยังมีปัญหา ไม่ก็มีปัญหามาตั้งแต่แรกแล้วนั่นแหละ
“พวกเจ้าลืมไปแล้วเหรอ ลาโตรคนนี้เป็นลาโตรคนละช่วงเวลากับที่พวกเรารู้จัก เท่าที่ฟังในโลกของเขา ข้ากลายเป็นสมาชิกกลุ่มเรย์ตั้งแต่หลังงานจบลงสิเนี่ย”
“นั่นสินะ ไม่มีโอเปรา ก็ไม่มีเมเทียร์ไนท์ด้วย”
“ใช่แล้วล่ะ” ลาโตรพยักหน้าผสมโรงด้วยราวกับรู้เรื่องรู้ราวกับเขาด้วย
ต่างฝ่ายต่างขุดเรื่องเก่า ๆ มาเล่าและเปรียบเทียบกันว่าเหมือนหรือแตกต่างมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจากข้อสรุปที่ได้เหตุการณ์ตั้งแต่เรย์เริ่มออกผจญภัยจนถึงการพบกับโอเปราครั้งแรกนั้นไม่แตกต่างกัน
“อ้าว สรุปว่าตัวข้าในโลกของเจ้าไม่ได้ถูกพิษงั้นเหรอ”
“ใช่ค่ะ กลายเป็นลูกชายของหัวหน้าเผ่าเงือกถูกพิษแทน” แอนทิสตาชี้แจง
“เห็นพวกเจ้าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เลยคิดว่าลาโตรในยุคของเจ้าจะเจอแบบเดียวกัน”
“ตอนที่ได้รู้ว่าจริง ๆ คนที่ต้องเข้าไปอยู่ในไหคือเจ้า แถมต้องรอตั้งห้าพันปีกว่าจะได้ออกมา พวกเราทุกก็เป็นห่วงกันทั้งนั้นแหละ”
เอ็ดวานปล่อยให้เรย์กับพรรคพวกได้รื้อฟื้นความหลังต่อกันอย่างเต็มที่ จนในที่สุดประเด็นก็วกกลับมาเข้าเรื่องของเขาสักที เรย์ช่วยอธิบายว่าเอ็ดวานคือคนที่ควรจะพบและช่วยลาโตรไว้ รวมถึงเขาน่าจะเป็นคนพาลาโตรเข้าร่วมกลุ่มของลูนาร์ด้วย
“อ๋อ… เข้าใจแล้ว ขอบคุณเจ้ามากเลย”
“เจ้าขอบคุณผิดคนแล้วล่ะ ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย”
“ถ้าพวกเรย์ไม่มาก่อน เจ้าก็จะต้องช่วยนี่ ข้าขอบคุณไม่ผิดคนหรอก”
“เอ็ดวานน่าจะอยากให้เจ้าไปช่วยเขาในภารกิจปราบเทพปีศาจน่ะ”
“หา… อะไรนะ ยุคนี้ยังมีเทพปีศาจอีกเรอะ”
“มีสิ ที่ปวดหัวกันอยู่ตอนนี้ก็เพราะพยายามหาทางจัดการมันนี่แหละ” จากนั้นเอ็ดวานจึงได้อธิบายเกี่ยวกับแผนของลูนาร์ เรื่องที่เธอผนึกเทพปีศาจลงในดาบ เรื่องวัตถุดิบที่จำเป็น เรื่องของเดวัลกลและอีกมากมาย
“เข้าใจล่ะ สรุปก็คือถ้าไม่มีลาโตรคนนี้ช่วยก็คงลำบากสินะ”
“จะว่าแบบนั้นก็ได้” เอ็ดวานไม่รู้ว่าลาโตรเก่งกาจแค่ไหน แต่ในเมื่อเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกที่ควรมีในกลุ่มลูนาร์ มันคงจะสบายใจกว่าถ้าเขายอมช่วย
“ตกลง… ข้าจะยอมช่วย”
“จริงรึ” เอ็ดวานดีใจจนเผลอลุกขึ้นยืน
“แน่นอน ข้าอยากได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษผู้ปราบเทพปีศาจนี่นะ ถ้าไม่มีว่าที่จอมดาบคนที่หกอย่างลาโตรผู้นี้ช่วย กลุ่มของเจ้าคงลำบากแย่”
เอ็ดวานไม่เข้าใจเรื่องจอมดาบคนที่หกอะไรนั่น แต่เขาไม่อยากขัดคออีกฝ่ายจึงเออออตามไป
เรื่องของลาโตรจบไปอย่างไม่เป็นปัญหา เขาสัญญาว่าจะเป็นกำลังให้กับเอ็ดวานตามที่ควรเป็นตามประวัติศาสตร์ ปัญหาต่อไปคือเรื่องของดาบแห่งซิลเวอร์และเรื่องของวาเลน
โซนาตาค่อนข้างสนใจวาเลนทั้งในแง่ที่เขาคือผู้สืบทอดวิชาของหมอพิษและพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเขา โซนาตาเคยพบเจอกับอัศวินมังกรมาหลายคน ทั้งเรย์ รีสเลย์ เวิร์นและกริมเซฟ มันทำให้เขามองออกโดยไม่ยากว่าทั้งตัวหมอพิษ ลูกสาวของเขา และลูกศิษย์อย่างวาเลนมีสายเลือดของอัศวินมังกรเจือปนอยู่
“มั่นใจเหรอ” อลินาถามในที่ประชุมที่ตอนนี้มีผู้บริหารทุกคนมารวมอยู่พร้อมหน้ากัน
“ใช่ ฉันแอบเอาเส้นผมของทั้งสามมาตรวจแล้ว พวกเขาน่าจะเป็นญาติห่าง ๆ ของตระกูลลีออน” โซนาตาตอบหน้าตาเฉย
“นี่ ๆ นั่นมันอาชญากรรมนะ” กาเรนประท้วงแต่ทุกคนปลงไปแล้ว โซนาตาเก็บรวบรวมพันธุกรรมของมนุษย์และเผ่าพันธุ์ใดก็ตามที่เขาสนใจมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
“แล้วหมอนั่นนิสัยยังไง คิดดีแล้วเหรอที่จะดึงมาเป็นพวก”
“นิสัยเสียแน่นอน มองโลกในแง่ร้าย เห็นแก่ตัว จะช่วยเหลือใครต้องบวกลบผลกำไรก่อน แต่ทักษะเขาไม่น่าจะแพ้อาจารย์เลย ในประวัติศาสตร์เดิมน่าจะเป็นเขานี่แหละที่รักษาลาโตร”
“แล้วเขากลายร่างเป็นมังกรได้รึเปล่า” เรย์ถามด้วยความรู้สึกผสมระหว่างสนใจและกังวล
“จากข้อมูลพันธุกรรม พวกเราไม่รู้ถึงขนาดนั้นหรอก… เธอเองยังเพิ่งกลายร่างเป็นมังกรได้ไม่กี่ปีก่อนนี่เองไม่ใช่เหรอ” ด็อกมาตอบพร้อมกับแสดงข้อมูลมากมายขึ้นมาบนจอโฮโลแกรมซึ่งเรย์อ่านไม่เข้าใจเลยสักนิด
“ลักษณะของพวกเขาสามคนต่างจากของเรย์ เวิร์นและกริมเซฟ” จีดัสเข้ามารับหน้าที่แปลให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายขึ้น “พวกเขาเป็นอัศวินมังกรแต่ไม่ใช่ธาตุที่เรารู้จัก เป็นไปได้ว่าเพราะผ่านการกลายพันธุ์ในช่วงหลายร้อยหลายพันรุ่นตลอดห้าพันปี”
เซเลนอสยกมือขึ้นเพื่อขออนุญาตพูด “เรื่องของวาเลน ผมว่าควรจะพักไว้ก่อนครับ เรารู้จักเขาไม่พอ ข้อมูลในประวัติศาสตร์เองก็ไม่ได้บอกอะไรไว้มาก ถ้าเขาสนใจเข้าร่วมกลุ่มเราก็เรื่องหนึ่ง แต่ผมคิดว่าเราไม่น่ามีเวลาพอจะมาใช้กับเขาหรอกครับ”
“ข้าเห็นด้วย…” จูเดสปาพูดต่อ “ที่เราควรพุ่งเป้าไปคือเรื่องของดาบแห่งซิลเวอร์ที่บ้านนี้ครอบครองอยู่มากกว่า”
โซนาตาฟังเสียงถกเถียงกันอย่างเงียบ ๆ เขาไม่โต้แย้งอะไรเพราะเรื่องที่จูเดสปาพูดมีเหตุผลอยู่ เขาอยากได้พรรคพวกเพิ่ม แต่ถ้าจะต้องสละเวลาอันมีค่าแล้วเขาอยากแน่ใจว่าคน ๆ นั้นมีประโยชน์กับกลุ่มอย่างแท้จริง
แล้วเรื่องถกเถียงก็เริ่มหลุดประเด็นออกไปเรื่อย ๆ กว่าจะรู้ตัว พวกเขาก็กำลังคุยเล่นกันไปแล้ว กาเรนพยายามเสนอให้หาผู้หญิงมาเข้ากลุ่มเพิ่มขึ้นโดยอ้างความสมดุล อลินาเสนอเรื่องเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ปัจจุบันกำลังร่อยหรอลงจากการกระหน่ำใช้ไม่มีบันยะบันยัง
“เรื่องงบเอาไว้ก่อนเถอะ” โซนาตาพูดแข่งเสียงกับอีกหลาย ๆ คน
“ถ้าจำเป็นก็ปล้นเอาก็ได้นี่ครับ อย่างพวกเราจะปล้นคลังของประเทศไหนก็ง่ายนิดเดียว”
อลินาทำเป็นว่าไม่ได้ยินข้อเสนอของเซเลนอส
“นี่อย่าเมินประเด็นของฉันสิ” กาเรนพยายามชวนกลับเข้าเรื่องของเขา ดูเหมือนว่ามีแค่ฟรีโอนิเอลเท่านั้นที่บ้าจี้ไปกับเรื่องนั้น
เช้าวันรุ่งขึ้น โซนาตาและสมาชิกเดิมกลับไปหาหมอพิษอีกครั้ง ฉากหน้าคือการพาลาโตรกลับมาตรวจร่างกายเป็นหนสุดท้าย ส่วนเป้าหมายแท้จริงคือดาบแห่งซิลเวอร์และวาเลน
อาจเป็นสัญชาตญาณของผู้หญิง พิวตาเดาได้อย่างแม่นยำว่าโซนาตากำลังเล็งตัววาเลนเอาไว้อยู่ และเธอมีเหตุผลมากมายที่จะรั้งตัววาเลนเอาไว้
สำหรับพิวตา วาเลนไม่ใช่แค่ลูกศิษย์ของพ่อและไม่ใช่แค่เพียงศิษย์พี่ของเธอ เขาเป็นผู้ชายที่เธอรักอีกด้วย
ส่วนวาเลนแม้เขาจะพยายามหักห้ามใจมาตลอด และยิ่งพยายามไม่แสดงความรู้สึกเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น แต่ความจริงคือตัวเขาไม่ได้รู้สึกต่างจากพิวตา พวกเขาต่างก็รักกัน
ปัญหาเดียวคงเป็นตัวอาจารย์ของทั้งคู่นั่นเอง หมอพิษจะแสดงความเกรี้ยวกราดทันทีเมื่อพบว่าวาเลนและพิวตาให้ความสนิทสนมกันมากเกินไป เขาแสดงออกจากชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ทั้งคู่ลงเอยกัน
ขณะที่วาเลนและพิวตาไม่อยู่ในห้อง เวเนถือโอกาสนี้เริ่มการเจรจากับหมอพิษในทันที
“วิชาของท่านน่าสนใจมาก วาเลนน่าจะได้วิชาจากท่านไปไม่น้อย”
“เขาเก่ง… ถ้ามีประสบการณ์อีกเล็กน้อยก็เก่งกว่าข้าแล้ว”
“พวกเรามีภารกิจที่จำเป็นต้องใช้คนเก่ง ๆ จำนวนมาก” โซนาตาลากเข้าประเด็นแบบไม่อ้อมค้อม “ถ้าท่านไม่ติดขัดอะไร เราอยากชวนวาเลนว่ามาทำงานให้เรา”
“นี่… ตรงเกินไปแล้ว” เวเนบ่นอุบอิบขณะลอบมองสีหน้าของชายวัยกลางคน
หมอพิษนิ่งไปครู่ใหญ่ ในตอนแรกเวเนคิดไว้ว่าเขาคงจะโวยวายใส่และพูดทำนองว่าลูกศิษย์ของเขาไม่ใช่สินค้าสำหรับแลกเปลี่ยนหรือยกให้ใครง่าย ๆ แต่เขากลับนิ่งไปราวกับกำลังเค้นความคิด
“ข้าไม่มีปัญหา… ถ้าชวนมันได้ก็เอาไปเถอะ”
“ง่าย ๆ แบบนี้เลยเรอะ” เวเนหัวเราะแห้ง ๆ ไม่รู้ทำไมเธอจึงรู้สึกว่าตัวหมอพิษกลับดูโล่งใจด้วยซ้ำ
“ฉันไม่อยากโกหก… พวกเรามาจากที่ไกลมาก บางทีถ้าวาเลนไปกับเราแล้วเขาอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับมาอีกเลย”
“แบบนั้นยิ่งดี…” หมอพิษเกือบหลุดบางอย่างออกมา “ไม่มีอะไร”
“ท่านพ่อ!!” เสียงดังแสบแก้วหูดังทะลุมาจากอีกห้อง มันคือเสียงของลูกสาวของหมอพิษนั่นเอง เธอได้ยินทุกอย่างเต็มสองรูหู
“พิวตา” วาเลนที่อยู่ข้าง ๆ พยายามสะกิดให้เธอใจเย็นลงแต่เด็กสาวไม่ยอมง่าย ๆ
“ข้าได้ยินหมดแล้ว ทำไมท่านถึงพยายามขับไล่วาเลนไป”
“เงียบซะ!” หมอพิษลุกพรวดขึ้นมา “วาเลนเป็นศิษย์ของข้า ไม่ใช่ศิษย์เจ้า ข้าจะทำอะไรมันมันใช่เรื่องที่เด็กอย่างเจ้าควรมาสอดรึ”
“ข้าไม่เด็กแล้ว! และก็ไม่ใช่คนนอกด้วย ก็ข้าน่ะ…”
“พิวตา ไม่เอาน่ะ ขอโทษท่านอาจารย์เถอะ”
“ไม่! ข้าไม่ได้ทำผิดอะไร ท่านพ่อน่ะแหละไม่ดีเอง”
“แย่ล่ะสิ ยังไม่ได้คุยเรื่องดาบด้วย” เวเนกระซิบกระซาบ
พวกเขาเห็นว่าการทะเลาะของสองพ่อลูกคงไม่จบลงง่าย ๆ เอ็ดวานพยายามขอตัวแต่พิวตากลับพยายามรั้งพวกเขาไว้ “ยังไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น เรื่องนี้พวกเจ้าก็ควรรู้”
บรรยากาศอึมครึมปกคลุมไปทั่ว วาเลนพยายามเป็นตัวกลางแต่มันไม่ได้ผลเพราะเขาเองนั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งของคนทั้งสอง
“เจ้าจะพูดอะไรกันแน่พิวตา”
“ข้าจะบอกว่า วาเลนไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น เพราะว่า…” พิวตารวบรวมความกล้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะกึ่งพูดกึ่งตะโกนออกมา “ข้ารักเขา ข้าจะไม่ให้เขาไปกับใครทั้งนั้น”
“เจ้าเด็กบ้านี่… เจ้ารู้ไหมว่าพูดอะไรออกมา” หมอพิษทำท่าจะเข้าไปลงไม้ลงมือ ร้อนถึงวาเลนและกลุ่มอะบีสที่ต้องช่วยกันหยุดเขาไว้
“วาเลน เจ้าก็รู้สึกแบบเดียวกันใช่ไหม” พิวตาหันไปคาดคั้นกับศิษย์พี่ของตนแทน แต่เขาเงียบสนิทไม่มีทั้งการตอบรับและคำปฏิเสธ
“เจ้าไม่รู้ว่าพูดอะไรออกมา” หมอพิษตะโกน เขาพยายามสลัดเซกันและเอ็ดวานที่จับตัวเขาไว้ แต่ชายร่างใหญ่แบบเขากลับไม่สามารถสู้แรงชายหนุ่มที่ตัวเล็กกว่าเขาอย่างทั้งคู่ได้
“ทั้งสองฝ่ายช่วยใจเย็นก่อนนะครับ” เซกันขอร้องแกมบังคับ หมอพิษรู้สึกประหลาดใจที่ฝืนสุดแรงแล้วแต่ยังแพ้แรงอีกฝ่ายที่ดูเหมือนไม่ได้ออกแรงสักนิด
“พวกเจ้าทุกคนไม่เข้าใจ มันเป็นไปไม่ได้ เฉพาะวาเลนเท่านั้น พิวตาเจ้าจะรักกับวาเลนไม่ได้”
“เพราะข้ากับวาเลนเป็นพี่น้องกันเหรอคะ”
ทุกคนนิ่งงันไปราวกับถูกสายฟ้าฟาด โดยเฉพาะหมอพิษที่หน้าซีดในทันทีที่ได้ยิน ประโยคของลูกสาวทำให้เขาหมดเรี่ยวแรงที่จะขัดขืนอีกต่อไป
“พวกเราสองคนรู้เรื่องนั้นนานแล้ว… วาเลนคือลูกลับ ๆ ของท่านพ่อกับชู้รักเก่า แต่แล้วยังไงล่ะ ข้ารักเขา และเขาก็รักข้า”
“นี่เจ้ารู้… รู้มาตลอด”
“ใช่ ข้ากับพิวตารู้เรื่องนั้นมาพักนึงแล้ว แต่…” วาเลนพูดไม่เต็มปากเต็มคำ ทุกคนสามารถเดาได้ว่าเขาละคำพูดแบบไหน มันสายเกินไปแล้ว เขารู้สึกกับน้องสาวต่างแม่เกินกว่าที่พี่ชายคนหนึ่งควรรู้สึก
“ท่านพ่อ… ข้ารู้ว่าท่านคงไม่มีวันให้อภัย แต่เราสองคนก็ไม่มีทางเลือก”
“ไม่มีทางเลือกอะไรกัน” หมอพิษตะโกน “พวกเจ้ามันบ้าไปแล้ว ไม่มีใครในโลกนี้รับเรื่องแบบนั้นได้หรอก”
“ไม่มีใครรู้เรื่องนั้นเสียหน่อย นอกจากทุกคนในห้องนี้”
“ฉันไม่ได้ยินอะไรเลยสักนิด” โซนาตายิ้มหน้าเป็น
“พวกเราไม่รู้เรื่อง ใช่ไหม” เวเนหันไปถามเซกันกับเอ็ดวาน อีกสองคนต้องถูกสะกิดแรง ๆ ถึงจะตอบ “ชะ ใช่ ไม่รู้อะไรเลย”
“ความลับมันไม่มีในโลก… พวกเจ้าสองคนไม่มีวันครองคู่กันได้หรอก ลูกของพวกเจ้าจะกลายเป็นเด็กที่ถูกสาป พวกเจ้าสองคนจะต้องถูกทุกคนประณาม มันไม่มีหรอกคนที่จะมาเห็นใจความรักที่ผิดศีลธรรมของพวกเจ้า”
“ข้าไม่สนหรอก” พิวตาหันไปทางวาเลน
“…ข้าเคยพยายามหนี ไม่สิจนถึงเมื่อครู่ข้าก็ยังคิดที่จะหนีไป” วาเลนสูดหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะพูดต่อ “แต่เมื่อเห็นความกล้าของเจ้าแล้ว ข้าก็คิดได้ ข้าเป็นศิษย์พี่และพี่ชาย ถ้าให้น้องเป็นฝ่ายแสดงความกล้าอยู่คนเดียว มันคงน่าสมเพชน่าดู”
“ท่านพี่…”
เซกันและเอ็ดวานรู้สึกได้ว่าหมอพิษไม่ได้พยายามขัดขืน พวกเขาจึงตัดสินใจปล่อยตัวอีกฝ่ายที่แทบไม่เหลือเรี่ยวแรง หมอพิษล้มลงไปนั่งกับพื้นพร้อมกับพึมพำ “นี่มันเป็นบาปกรรมของข้าสินะ”
“บาปจะมีจริงรึเปล่า ฉันไม่รู้หรอก แต่เรื่องนี้ฉันอาจจะช่วยได้นะ”
“ข้าบอกแล้วยังไงว่าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าพรากวาเลนไป” พิวตากอดวาเลนไว้แน่น
“ไม่ต้องห่วง… พวกเจ้าไปด้วยกันทั้งคู่นี่แหละ ฉันมีของขวัญพิเศษจะมอบให้”
ห้องทดลองของมิเนอร์วา ร่างของพิวตาถูกบรรจุอยู่ในหลอดแก้วขนาดใหญ่ มันคือหลอดแบบเดียวกับที่มินอาใช้เพื่อดัดแปลงตนเองและเอลลีเป็นไซเลนเซอร์
มันคือการแยกโครงสร้างและประกอบเข้าใหม่อีกครั้ง สิ่งที่แตกต่างจากการเปลี่ยนมนุษย์เป็นไซเลนเซอร์คือเป้าหมายไม่ใช่เพื่อความแข็งแกร่ง แต่เป็นการดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อเหตุผลอื่น
“มันจะผ่านไปด้วยดีใช่ไหม” วาเลนมองร่างของน้องสาวในหลอดแก้วยักษ์อย่างกังวลใจ
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี เราแทนที่พันธุกรรมเก่าด้วยตัวอย่างที่มี เธอจะกลายเป็นคนใหม่ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเดิมและความทรงจำเดิม” มินอาผู้รับผิดชอบงานนี้ปลอบวาเลน
“ข้าควรจะเป็นคนที่อยู่ตรงนั้น…”
“มันเป็นความต้องการของเธอนี่คะ เธอต้องการเป็นฝ่ายเปลี่ยนเพื่อคุณ”
เรื่องราวของสองพี่น้องดูเหมือนจบลงตรงนั้น ไม่นานนักพิวตาก็ตื่นขึ้นในร่างที่แทบไม่แตกต่าง แต่พวกเขารับรู้ได้ว่าพิวตาไม่ใช่พิวตาในแบบที่เคยเป็น เธอกลายเป็นคนใหม่ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับหมอพิษหรือวาเลน
วาเลนหวนนึกถึงวินาทีที่เลวร้ายที่สุด เขารู้ว่าพิวตาเตรียมใจเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี เธอถึงกับเตรียมพิษเอาไว้ด้วยซ้ำ ตอนนั้นถ้าการสารภาพได้ผลต่างออกไป พิวตาอาจตัดสินใจดื่มยาพิษเพื่อฆ่าตัวตายตามแผนเดิม ส่วนเขาคงต้องชิงพิษนั้นมาดื่มแทนเพื่อยุติเรื่องราวทุกอย่าง
มันไม่เกิดขึ้นเพราะกลุ่มอะบีสอยู่ตรงนั้น บางทีต่อให้เขาดื่มพิษนั่นเข้าไปผลก็อาจจะไม่ต่างจากตอนนี้ ร่างของเขาอาจจะถูกนำขึ้นมาบนยาน ถูกจับแยกส่วนและประกอบขึ้นใหม่กลายเป็นคนอีกคนในร่างเดิมแบบเดียวกับพิวตา
“นี่เหม่ออะไรอยู่” เอ็ดวานทัก
“ยุ่งไม่เข้าเรื่องน่า ห่วงเรื่องของตัวเองเถอะ” วาเลนตอบ พอจบเรื่องกลุ้มใจเขาก็กลับมาปากเสียเหมือนเดิม
ทั้งสองลงจากมิเนอร์วาหลังจากที่ตรวจสุขภาพพิวตาซ้ำจนมั่นใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี โซนาตาเตือนทั้งคู่ซ้ำอีกครั้งว่าสิ่งที่พวกตนทำเป็นแค่การแก้ปัญหาทางกายภาพ การดัดแปลงทำให้ทั้งคู่ไม่ใช่ญาติพี่น้องกันตามสายเลือด แต่เรื่องนั้นไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ทั้งคู่ต่างรู้อยู่แก่ใจ
“แค่นั้นก็พอแล้ว ต่อให้ชาวบ้านรู้เรื่องนี้ข้าก็ไม่สนหรอก” พิวตาตอบพร้อมรอยยิ้ม
เพื่อตอบแทนน้ำใจของกลุ่มอะบีส วาเลนและพิวตามอบของที่เธอแอบนำติดตัวมาด้วย มันคือสิ่งของสำคัญที่เธอสังเกตเห็นมาตลอดว่าพวกเขาหมายตาไว้ ดาบแห่งซิลเวอร์