Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 29: จะติดตามเธอไป

ปลายทางออกมีแสงสว่าง โซนาตายังคงย้ำกับเจเนวีฟให้อย่าออกห่างจากตน และเมื่อเดินไปจนสุดปลายทางเขากับเธอก็พบว่ามาอยู่ด้านหน้าลานประลอง
“โฮ่ พวกอันเดดก็ชอบดูคนฆ่ากันเหรอ” โซนาตาทักดาร์คเจสเตอร์ที่รออยู่ก่อนแล้ว
ลานประลองนี้ไม่มีที่นั่งสำหรับคนดูนอกจากสามที่นั่งที่ถูกยกสูงและแยกออกห่างจากบริเวณเวที ทั้งสามที่นั่งถูกจับจองโดยเจ้าตัวตลกในชุดดำ แวมไพร์ผิวซีดที่มีผมเรียบแปล้ และโครงกระดูกร่างใหญ่ผู้มีมงกุฎอยู่บนหัวกะโหลกของมัน
นอกจากสามผู้นำที่อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของเรวาเรนท์ โซนาตาและเจเนวีฟยังถูกล้อมด้วยกองทัพจำนวนหลายพันตน พวกมันคือชุดเกราะที่ไร้ร่างของผู้สวมใส่ แต่ละรายกระทืบเท้าบ้าง เอาดาบมาตีกับโล่บ้าง ส่อเจตนาคุกคามอย่างไม่ปิดบัง
ด้านหน้าสุดของกองทัพชุดเกราะคือ ฮาร์ทเลส อย่างไม่ต้องสงสัย รูปร่างของมันเหมือนกับที่โซนาตาได้ยินได้ฟังมา ชุดเกราะของมันมีสีม่วงเข้มและใหญ่โตกว่าชุดเกราะอื่นราวหนึ่งในห้า มันถือธนูคันยักษ์ นอกจากนั้นมันยังนั่งอยู่บนชุดเกราะม้าที่ตัวโตกว่าม้าทั่วไปด้วย
“ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกนะที่มีคนกล้าบุกเนโครโปลิส ฮี่ ฮี่ ฮี่” ตัวตลกชุดดำเริ่มพูด
“ทำไมถึงมีแต่พวกชุดเกราะผีพวกนี้ล่ะ เรวาเรนท์น่าจะมีกองทัพใหญ่กว่านี้นี่” เจเนวีฟถามออกไปโดยซื่อ
“แกน่ะ” แวมไพร์ลอร์ดชี้ไปทางโซนาตา “สามารถเลียนแบบเวทมนตร์อะไรก็ได้ใช่ไหม คิดว่าพวกเราจะยอมให้แกมีโอกาสใช้พลังของจอมเวทหรือเอาอันเดดกระจอกมาให้แกขโมยการควบคุมเหรอ”
“ไม่ต้องเสียเวลาคุยกับมันแล้ว ฮาร์ทเลส! จัดการมันซะ” สเกเลตันคิงออกคำสั่งแล้วหลังจากนั้นการตะลุมบอนก็เริ่มขึ้น
โซนาตาสัมผัสได้ว่าบรรดาผู้นำเรวาเรนท์ทั้งสามต่างก็มีเวทมนตร์ให้เขาเลียนแบบ แต่ทั้งสามอยู่ห่างออกไปนอกระยะของสตีลมายด์ นอกจากนั้นบรรดากองทัพชุดเกราะก็ไม่ยอมให้เขาฝ่าออกไปหาพวกนั้นได้โดยง่าย เขาต้องต่อสู้โดยคอยระวังให้เจเนวีฟอยู่ด้านหลัง
เคล้ง ตู้ม โครมม
ทั้งหมัด เตะ ต่อย รวมถึงปืนทำลายล้างถูกนำมาใช้ร่วมกันอย่างสมบูรณ์แบบ แต่วงล้อมที่ขยายออกไปครู่เดียวถูกบีบเข้ามาใหม่ ชุดเกราะไร้ร่างที่ถูกปืนระเบิดจนสลายไม่สามารถฟื้นคืนได้ แต่พวกที่ถูกโซนาตาทุบจนบุบบู้บี้ยังไม่สิ้นฤทธิ์ พวกมันใช้เวลาไม่นานนักก็กลับมาสู้ได้อีกครั้ง
มีดสั้นของเจเนวีฟไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย เธอไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะใช้มันฟันทะลุเกราะหนาของศัตรู และแสงอาทิตย์สังเคราะห์เองก็ไม่ส่งผลต่อเกราะผีพวกนี้ด้วย เจเนวีฟกลายเป็นตัวถ่วงอย่างไม่มีทางเลือก
…จะเป็นตัวถ่วงให้กับโซนาตามากกว่านี้ไม่ได้ ต่อให้ต้องถูกพวกนี้ฆ่าก็ตาม…
ราวกับเดาได้ว่าหญิงสาวกำลังจะทุ่มสุดตัวเพื่อจะช่วยโต้ตอบบ้าง ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการสละตัว โซนาตารีบตะโกนห้ามปราม
“อย่าทำอะไรงี่เง่านะ”
“แต่ว่า ถ้าเป็นแบบนี้…”
“ฉันพลาดเองที่ประเมินพวกนี้ต่ำไปและเอาเธอมาเสี่ยง ทั้งที่ไม่จำเป็นเลย”
เจเนวีฟรู้สึกจุกกับคำพูดของเขา มันไม่จริงเลยที่เขากล่าวโทษตัวเอง เธอต่างหากที่ดื้อรั้นขอตามมาทั้งแต่แรกแม้ว่าเขาจะเตือนแล้วเตือนอีก
“คุณไม่ได้ทำอะไรพลาดเลย” เจเนวีฟสู้ไป กัดฟันและน้ำตาคลอเป้า ตอนนี้ทั้งคู่รับมือศัตรูโดยหันหลังชนกัน พวกชุดเกราะผียังคงกดดันเข้ามาจากทุกด้าน แต่แรงฮึดทำให้เจเนวีฟยังคงยืนหยัดอยู่ได้
“หยุด!” โซนาตาตะโกน เขาโบกไม้โบกมือให้กับพวกดาร์คเจสเตอร์ “ยอมแพ้แล้ว หยุดมือเถอะ”
สามผู้นำสลับกันมองหน้าอีกฝ่าย พวกเขามั่นใจว่าผู้ชายคนนี้ไม่ยอมรามือง่าย ๆ เขาต้องมีแผนการณ์บางอย่างแน่นอน
“จะจับหรือจะฆ่าเลยดี” ดาร์คเจสเตอร์หัวเราะ “แต่ข้าว่าฆ่าทิ้งเลยดีกว่า เจ้านี่มันอันตราย”
“มันคงดูถูก คิดว่าพรรคพวกจะมาช่วยได้” มาร์เคลวิเคราะห์อย่างใจเย็น
“เจ้านี่รู้ข้อมูลภายในของเอเทเซียและพรีวูด จับมาทรมานเพื่อรีดข้อมูลก่อนแล้วค่อยฆ่าทีหลังก็ยังทัน” โครนอคเสนอ
ดาร์คเจสเตอร์ไม่คิดว่าการจับกุมคือทางเลือกที่ดี เพราะสังหรณ์หวาดระแวง แต่เมื่อมาร์เคลและโครนอคเห็นด้วยกับการจับกุม เขาซึ่งพึ่งเพียงสังหรณ์ไม่สามารถโต้แย้งอย่างสมเหตุสมผลได้ จึงพยักหน้ายอมตามความเห็นคนอื่น พลางคิดว่าเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้โซนาตาสำนึกผิดที่ดั้นด้นมาจนถึงนครแห่งความตายนี้
ท้ายที่สุด ยังไงเขาก็จะต้องฆ่ามันทิ้งอยู่ดี
เจเนวีฟเกือบหมดหวังที่จะมีชีวิตต่อเมื่อคุณย่าผู้เป็นครอบครัวที่เหลืออยู่จากไป เธอมองไม่เห็นอนาคตในอาณาจักรที่ถูกปกครองโดยทรราชอย่างบาลดริก ต่อให้เธอรอดจากคดีสมคบคิดกับพวกกบฏ อนาคตที่เลวร้ายน้อยที่สุดก็คงไม่พ้นการตกเป็นอนุภรรยาของคนคุ้มดีคุ้มร้ายอย่างคิวริคเป็นแน่
แสงแห่งความหวังสุดท้ายของเจเนวีฟคือโซนาตา
เขาคือชายที่กล้าอาจหาญงัดข้อกับทุกคนไม่เว้นแม้แต่บริวารของราชาผู้โง่เขลา และเขามีกำลังพอที่จะเอาชนะได้ด้วย นอกจากนี้เขาก็ช่างอ่อนโยนจนเธอไม่อาจละสายตา ได้แต่จับจ้องมองเขาอย่างชื่นชมอยู่ตลอดเวลา
…เธออยากติดตามชายผู้นี้ไป…
ถ้าไปกับเขา เธอเชื่อว่าตนจะมีโอกาสใหม่ในชีวิต และยังจะได้อยู่กับเวเนเพื่อนรัก
เธอไม่ลังเลเลยในการเลือกอยากติดตามโซนาตาไป แม้ว่ามันอาจจะหมายถึงการต้องพบเจอกับอันตราย ต้องจากบ้านเกิดไปไกล หรือแม้แต่ไปจนถึงยุคอนาคตที่พวกโซนาตาจากมา และเพราะแบบนั้นเธอยืนยันจะติดตามเขามายังเรวาเรนท์เพื่อใช้เวลานี้ในการพิสูจน์ให้เขาได้เห็นแน่ ๆ ว่า เธอเองมีความมุ่งมั่นจะตามเขาไป
แต่ในเวลานี้ เจเนวีฟกำลังรู้สึกผิดอย่างรุนแรงกับการตัดสินใจของเธอ
ไม่ใช่เพราะเธอต้องมาอยู่ในห้องขังเล็ก ๆ ที่เหม็นอับ ไม่ใช่เพราะในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเธออาจจะโดนเอาไปทรมานหรือฆ่าทิ้ง แต่เพราะความเอาแต่ใจของเธอ ดื้อรั้นจะตามมาอย่างสุดกำลังทำให้ชายที่เธอมีใจให้ต้องลำบากไปด้วย
เขาไม่มีทางยอมแพ้ถ้าไม่มีเธออยู่ด้วย
“ข้าเชื่อว่าท่านต้องหนีไปได้” เจเนวีฟปลอบใจตัวเองว่าโซนาตาต้องเลือกทางนั้น เขาย่อมรู้ดีว่าชีวิตของเขาไม่ควรจะเสี่ยงด้วยการช่วยเธอออกไปพร้อมกับเขา เขาจะหนีได้สะดวกถ้าหนีไปเพียงลำพัง
เธอเหม่อมองลอดลูกกรงออกไปและหวังว่าเขาที่ถูกขังอยู่ที่อื่นจะหาทางหนีออกไปได้สำเร็จ
“มันแน่อยู่แล้ว” เสียงที่คุ้นเคยดังแว่วมาจากเงามืด เจเนวีฟดีใจจนเกือบเผลออุทานเสียงดัง ชายในเงามืดเดินเข้ามาใกล้จนเธอเห็นเต็มสองตา เขาคือโซนาตานั่นเอง
“โอ้ ท่านออกมาได้ ท่านหนีมาได้”
หญิงสาวกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอปิดปากตัวเองไว้แน่นเพื่อไม่ให้เสียงร้องดังออกไป สายตาสำรวจไปทั่วร่างของอีกฝ่ายเพื่อให้แน่ใจว่าเขายังดูสมบูรณ์ดีอยู่ไม่ได้บาดเจ็บหรือพิกลพิการจากการถูกทำร้าย
“พวกนั้นจับฉันไปขังในคุกเวทมนตร์ แถมยังจับใส่กุญแจมือเวทมนตร์ด้วย แต่ก็นั่นแหละเลยรอดมาได้”
“ข้าดีใจจริง ๆ ที่ท่านปลอดภัย” หญิงสาวพูดโดยน้ำตาเริ่มไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ตอนนี้พอได้เห็นใบหน้าของเขาเต็มตา เธอโล่งใจและดีใจจนพรรณาเป็นคำพูดไม่ได้
โซนาตาอธิบายต่อ แก้อาการเกร็งและตกใจที่เห็นน้ำตาของเจเนวีฟทะลัก “กุญแจมือที่โดนจับใส่ทำหน้าที่ยับยั้งการร่ายเวท ถ้าเป็นจอมเวทก็คงแย่แล้ว แต่พวกนั้นไม่รู้ว่าไซเลนเซอร์ทุกคนมีพลังที่เรียกว่าสเปลอิมมูนิตี นอกจากกุญแจมือจะไม่สามารถหยุดการใช้พลังของฉันได้ มันยังทำให้ช่วยสลายเวทที่กรงขังเวทด้วย เลยยิ่งหนีมาอย่างสบาย ๆ ”
เจเนวีฟไม่แน่ใจว่าเธอเข้าใจสิ่งที่โซนาตาบอกไหม แต่มันไม่สำคัญ เธอแค่พอใจที่ได้เห็นโซนาตาปลอดภัยดี
เธอเอื้อมมือไปสัมผัสเขาผ่านช่องของลูกกรง และลดมือลงฉวยมือเขาเพื่อจับไว้แน่น ยกมือนั้นมาแนบแก้มพลางมองหน้าเขาพร้อมกับสะอื้นออกมา ตอนนี้เธอไม่รับรู้อะไรอย่างอื่น รับรู้แค่เพียงเธอไม่อยากปล่อยมือจากเขาเลย
“ถอยออกไปหน่อย เดี๋ยวจะพังกรงให้” เขาบอกเธอด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม
“ยังไม่ต้องค่ะ” เจเนวีฟห้ามไว้ ปากพูดในสิ่งที่คิดถี่ถ้วนแล้ว “เอาข้าออกไปตอนนี้ก็เป็นภาระเปล่า ๆ ท่านลอบเข้ามาถึงนี่ได้แล้วก็ควรจะไปทำตามแผนเดิมให้เรียบร้อยก่อน”
“เรื่องกุญแจหรือเรื่องหาจุดอ่อนของเมืองมันไม่สำคัญเท่าชีวิตเธอหรอกนะ” โซนาตามองหน้าเธอไว้ขณะที่เธอก็จ้องเขากลับ
เจเนวีฟนิ่งไป ฝืนยิ้มให้เขา โซนาตาให้ความสำคัญกับเพื่อนเสมอและเขาเองก็อาจจะมองเธอไม่ได้มากไปกว่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับตอนนี้
“แค่คำพูดนี้ ข้าก็ไม่เสียดายชีวิตแล้วค่ะ”
เมื่ออีกฝ่ายยืนยันเสียงหนักแน่นให้ไป โซนาตาจึงตัดสินใจทำอย่างที่เจเนวีฟขอ เขาจะปล่อยเธอไว้อีกสักพักในขณะที่ตนเองจะสืบหาข้อมูลเพิ่ม
“แล้วฉันจะรีบกลับมา เก็บนี่ไว้ด้วย” โซนาตาว่าพร้อมกับยื่นของบางอย่างให้กับเธอ