Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 281: สืบสวนคดีขโมยดาบ
ข่าวเรื่องงานแข่งขันใหญ่ของแอนเกียที่กำลังจะจัดขึ้นกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็วผ่านทางนักเดินทางที่รับรู้การมีอยู่ของดินแดนอื่น กลุ่มอะบีสไม่ได้มีหน้าที่เป็นพิเศษอะไรมากไปกว่าการรอคอยอย่างใจเย็นในที่พักที่ทางแอนเกียเตรียมการให้
เรื่องมันควรจะราบรื่นถ้าไม่เพราะคืนหนึ่ง คนของท่านเจ้าเมืองปลุกพวกเขากลางดึกพร้อมกับข่าวร้าย ผู้บริหารทุกคนถูกเรียกมารวมตัวกันโดยมีคนของเจ้าเมืองถูกล้อมเอาไว้กลางวงสนทนา
“ว่ายังไงนะ ไอน์บริกาถูกขโมย” ซีวีที่มาทีหลังสุดและยังงัวเงียจนถึงเมื่อครู่ตาสว่างในทันทีที่ได้รู้เรื่อง
“ตามที่ข้าได้แจ้งไปขอรับ พวกเรากำลังเร่งมือตามจับตัวคนร้าย ท่านเจ้าเมืองอยากให้พวกท่านทราบไว้ก่อนว่าพวกเราไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้”
“พอจะรู้ข้อมูลอะไรของคนร้ายบ้างรึยังครับ” เซเลนอสถามอย่างเร่งเร้า
คนแจ้งข่าวส่ายหน้า “ไม่มีทหารคนไหนเห็นเลยขอรับ แต่ชาวบ้านเห็นคนน่าสงสัยมาเดินลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่บริเวณนั้นหลายวันแล้ว”
“คนน่าสงสัย” ซีวีพึมพำ
“จีดัส นายไปที่เกิดเหตุ พาพวกโดรนและด็อคไปด้วยก็ดี ทักษะการวิเคราะห์ของนายน่าจะทำให้ได้เบาะแสอะไรเพิ่ม ส่วนซีวีเธอคอยบินสำรวจจากบนฟ้าถ้าเจออะไรน่าสงสัยให้รีบแจ้งทุกคน ฟิลิเซียฝากช่วยดูแลเรื่องการติดต่อด้วย ทหารทุกคนฝากเธอบัญชาการเลยแล้วกัน”
“รับทราบ” จีดัสและซีวีรับคำ ฟิลิเซียพยักหน้าและส่งต่อคำสั่งไปถึงทหารทุกคนผ่านโทรจิตในทันที
มิเนอร์วาถูกซ่อนอยู่ห่างจากเมืองหลวง กว่าที่ทหารทั้งหมดจะมาถึงต้องใช้เวลาเล็กน้อย ครั้นจะใช้พลังของอลินาพาพวกเขามาก็เปลืองแรงเกินไป
เมืองหลวงของอาณาจักรแอนเกียไม่ใช่เมืองเล็ก ๆ เฉพาะเขตที่กลุ่มอะบีสอยู่ก็กว้างใหญ่และมีตรอกซอกซอยสลับซับซ้อน แต่พวกเขาเชื่อว่าการตามหาคนหนึ่งคนในเมืองใหญ่ไม่ใช่เรื่องยาก ในเมื่อคน ๆ นั้นเป็นยอดฝีมือที่พกพาอาวุธระดับตำนานไปด้วย
จีดัสไปถึงสถานที่เกิดเหตุและได้รับอนุญาตให้เข้าไปตรวจสอบ เขาขอให้ด็อกมาดูแลโดรนให้สำรวจอยู่ภายนอกอาคาร ในขณะที่ตนเอง ไกรา และเจ้าหน้าที่ของแอนเกียเข้าไปตรวจสอบหาหลักฐานเพิ่ม
“หัวขโมยเข้ามาจากทางหน้าต่าง แต่กลับไม่ทิ้งรอยเท้าไว้ข้างนอกเลย” จีดัสพึมพำ
“แย่จัง ที่นี่มีคนเข้าออกมากมาย กลิ่นตีกันมั่วไปหมด ไม่รู้เลยว่าอันไหนเป็นกลิ่นของขโมย” ไกราบ่นอย่างหัวเสียที่จมูกของตนทำอะไรไม่ได้มาก
“ไอน์บริกาไม่ได้เก็บอยู่ในห้องสมบัติเหรอ” จีดัสหันไปถามเจ้าหน้าที่
“เดิมทีมันอยู่ที่นั่นแหละขอรับ แต่เมื่อวานท่านเจ้าเมืองสั่งให้ย้ายมาที่นี่เพราะพวกท่านเป็นนายทุนให้กับงานแข่งขันแต่ยังไม่เคยได้เห็นดาบที่เป็นรางวัลเลยสักครั้ง ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นก่อน”
จีดัสได้ฟังแล้ว เขาอยากกุมขมับ เขาเคยได้ยินข่าวลือเรื่องเจ้าเมืองผู้นี้ แม้จะเป็นคนฉลาดแต่ก็เป็นคนหละหลวมจนน่ากลัว จีดัสชักห่วงอนาคตของคนเมืองนี้ซะแล้ว
หนุ่มแว่นผมยาวกลับมาสนใจข้อมูลตรงหน้าอีกครั้ง เขามองหน้าต่างใหญ่ที่น่าจะเป็นทางเข้าเพียงทางเดียวหากไม่ใช้ประตู มองคานของบ้านและไล่สายตาไปจนถึงตู้นิรภัยที่ไอน์บริกาเคยถูกเก็บไว้ และที่เสาต้นหนึ่งจีดัสก็ได้เจอร่องรอยที่เขาหา
“นอกจากกลิ่นของมนุษย์ มีกลิ่นอย่างอื่นด้วยไหม”
ไกราทำจมูกฟุดฟิด “มีนะ มีกลิ่นคล้ายกับพวกแฟรีทะเลทราย แต่ไม่ใช่ตัวที่อยู่กับเวเนหรอก”
“ถึงได้ไม่มีกลิ่นมนุษย์”
“แฟรีขโมยดาบไปเหรอ? ต่อให้ดาบไม่หนักมากแต่จะยกบินไปสงสัยต้องใช้แฟรีเป็นฝูงเลย”
“มาเยอะแบบนั้นคงทิ้งร่องรอยอื่นไว้แล้ว น่าจะใช้แฟรีแค่ตัวสองตัวแหละ”
จีดัสอธิบายภาพในหัวของเขา โจรรายนี้อาจจะไม่ได้เข้าใกล้ตัวอาคารเลยด้วยซ้ำ จีดัสพบเศษด้ายตกอยู่ใกล้กับหน้าต่างและเสา แฟรีน่าจะบินเอาด้ายเหล่านี้มาคล้องกับหน้าต่าง ด้ายพวกนี้น้ำหนักเบาและมีความทนทานน้อยแต่มันถูกผูกไว้กับเชือกที่หนาและแข็งแรงกว่า โจรใช้วิธีนี้ในการเปิดหน้าต่างบานใหญ่ รวมถึงขนส่งเอาดาบออกไป
“มันจะเป็นไปได้หรือขอรับ” เจ้าหน้าที่ฟังแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
“หน้าต่างมีช่องให้สอดเชือกได้พอดี และเราก็เจอเศษด้ายที่หน้าต่างกับเสาด้วย แฟรีเองก็คงถูกฝึกทักษะให้สามารถสะเดาะกลอนมาแล้วด้วย มันจึงจัดการกับตู้นิรภัยได้โดยที่โจรไม่ต้องลงมือเอง ที่โจรต้องทำก็มีแค่รอให้ด้ายถูกผูก รอให้แฟรีบินย้อนกลับเพื่อเปลี่ยนด้ายเบา ๆ เป็นเชือกที่แข็งแรงขึ้น”
“ไกราเดาว่าหน้าต่างไม่น่ามีปัญหาอะไร ถึงบานจะใหญ่มันก็ไม่ได้หนักมาก แค่ด้ายก็คงแข็งแรงพอที่จะเปิดมันได้ เมื่อเปิดได้แล้วแฟรีก็นำด้ายมาวนรอบกับเสาและเอากลับไปให้โจร จากนั้นโจรก็ดึงจนครบรอบ ด้ายจะถูกเปลี่ยนกับเชือกแทน” ไกราใช้หัวอย่างหนักเพื่อนึกภาพตาม “แล้วดาบล่ะ แฟรีจะยกดาบขึ้นมาผูกกับเชือกไหวเหรอ แถมยังเป็นเชือกที่ทั้งสองด้านอยู่ข้างนอกแล้วด้วยนะ”
“มันมีวิธีมากมายที่ทำได้ ถ้าเปลี่ยนจากด้ายบาง ๆ เป็นเชือกหนาแล้วมันก็ไม่ยากหรอก จะผูกด้ายกับตะกร้าแล้วดึงเชือกส่งเข้าไปยังได้เลย”
“ตะกร้าจะอ้อมเสาได้เหรอ” เจ้าหน้าที่ถามด้วยความสงสัย ต่อให้อ้อมไปได้โดยไม่ติด เขาก็ไม่คิดว่ามันจะไม่หลงเหลือร่อยรอย
“ถ้าต้องอ้อมนะ… ก็คือว่า มันต้องอ้อมจริง ๆ เหรอ คิดดูแล้ว ในเมื่อตอนนี้เชือกสามารถดึงไปกลับได้แล้ว ก็แค่ส่งไปครึ่งทางแล้วดึงกลับก็พอ”
“จริงด้วยสิ เรื่องง่าย ๆ เลยนี่นะ”
“ส่วนที่ถามว่าแฟรีแค่ไม่กี่ตนแบกดาบมาไว้บนตะกร้าไหวเหรอ บอกเลยว่าถ้าบินไกล ๆ คงหมดสิทธิ์ แต่มันมีเวทมนตร์บางชนิดที่เมื่อร่ายใส่อาวุธแล้วคมกับน้ำหนักของมันจะหายไปส่วนหนึ่ง ถ้าทำให้ลดไปเหลือแค่ไม่กี่กิโลกรัมล่ะก็แฟรีแค่สองตัวก็น่าจะยกดาบขึ้นไปวางได้”
เพื่อให้น่าเชื่อขึ้นเวเนได้ถูกพาตัวมาด้วย จีดัสขอให้เวเนทำตามที่สอนยกเว้นเฉพาะขั้นตอนที่เกี่ยวกับการสะเดาะกลอนหรือร่ายเวทที่จีดัสจะเป็นคนทำแทนแฟรีเอง
หน้าต่างถูกลอดด้วยด้ายจากนั้นก็จีดัสที่เลือกต้นไม้เหมาะ ๆ ได้ก็เริ่มดึงด้าย มันเป็นอย่างที่คาดไว้ต่างหน้าถูกเปิดออกอย่างง่ายดายด้วยวิธีการนี้
“ใช้เวลาสั้นกว่าที่คิดแฮะ โจรน่าจะเชี่ยวชาญกว่า คงเร็วยิ่งกว่านี้อีก” ไกรารู้สึกตื่นเต้นขึ้นทุกขณะ
แล้วก็มาถึงจุดยากคือการเอาไอน์บริกาออกมา ช่วงแรกผ่านไปได้ดี ด้ายอีกเส้นที่ถูกนำไปอ้อมเสาเปลี่ยนเป็นเชือกหลังจากดึงจนครบรอบ สิ่งที่จีดัสต้องระวังคือการไม่ปล่อยให้เชือกที่คล้องเสาอยู่ตกลงมากว่าระดับที่เหมาะสม
ตะกร้าถูกผูกและดึงกลับจนถึงจุดที่ใกล้กับตู้นิรภัยที่สุด จีดัสฝากให้เจ้าหน้าที่ดูเชือกต่อ ส่วนตนก็ไปที่ดาบปลอมที่ถูกวางไว้แทนที่ เขาร่ายเวทบทหนึ่งกับมันและหันไปพยักหน้าให้กับเวเน
แฟรีสองตนบินมาที่ดาบ ทั้งคู่ลังเลในทีแรกแต่ก็ทดลองยกดาบขึ้นตามคำขอ ตนหนึ่งจับที่ด้าม อีกตนจับที่ปลาย สำหรับแฟรีมันหนักจนต้องออกแรงกันสุดชีวิต ถ้าต้องบินไปลากไปก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าต้องบินไปให้ถึงหน้าต่างพวกเขาต้องทำไม่ได้แน่นอน โชคดีที่เป้าหมายอยู่แค่ตะกร้าข้างหน้าไม่กี่คืบนี่เอง
“ทำได้จริง ๆ ด้วย” ไกราร้องดีใจราวกับว่าเขาเป็นหัวขโมยที่เพิ่งทำงานนั้นสำเร็จ
“แต่คนร้ายต้องลงทุนทำถึงขนาดนี้ด้วยเหรอขอรับ”
“มันมีเวทมนตร์กับดักมากมายหลายชนิดในโลกนี้ คนร้ายคงไม่รู้ว่าเจ้าเมืองจะปล่อยดาบไว้ในตู้นิรภัยโดยไม่มีอะไรป้องกัน คงคิดว่าถ้าพลาดอย่างมากก็แค่เสียแฟรีที่ฝึกไว้”
“ตัวเองแทบไม่ต้องเสี่ยงอะไร ไม่ได้เหยียบเข้ามาในนี้สักก้าวด้วยซ้ำ” เวเนพูดอย่างหงุดหงิด
“ข้างนอกมีต้นไม้ไม่กี่ต้นที่อยู่ในตำแหน่งเหมาะ” จีดัสชี้ออกไปนอกหน้าต่าง
“ไกราจัดการเอง ต้องมีกลิ่นเหลืออยู่แน่”
วิธีการของจีดัสน่าจะทำให้เขาสาวไปถึงตัวคนร้ายได้ในที่สุด เรื่องตลกคือบางครั้งโชคก็ทำงานได้เร็วยิ่งกว่า ขณะที่ทั้งเจ้าหน้าที่ของแอนเกียและกลุ่มอะบีสเกือบทั้งหมดกำลังวุ่นวายกับการสืบหาคนร้าย คนที่ไม่ได้ตั้งใจทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับเป็นคนที่คืบหน้าที่สุด
หลายนาทีก่อนที่จีดัสจะได้หลักฐานแรก ฟรีโอนิเอลและกาเรนกำลังแข่งกันโปรยเสน่ห์ใส่สาว ๆ ในเมือง พวกเขาทั้งคู่ตะเวนไปหลายที่และตอนนี้กำลังสนุกสนานสุดเหวี่ยงที่โรงเหล้าแห่งหนึ่งโดยมีสาว ๆ จากโต๊ะอื่นมาล้อมหน้าล้อมหลัง
กาเรนคือหนุ่มรูปหล่อผู้มีวาจาคารมคมคาย เขาใช้คำหวานป้อยอสาวสวยจนอีกฝ่ายอ่อนระทวย ส่วนฟรีโอนิเอลนั้นเป็นอีกแบบ เขามีส่วนผสมของหนุ่มใหญ่ ผู้มีทั้งมาดเข้มและอารมณ์ขัน ทั้งคู่จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อเลี้ยงเหล้าคนทั้งร้านและทำให้สาวน้อยสาวใหญ่ต่างมามะรุมมะตุ้มแบบในตอนนี้
นี่คือสุดยอดการประสาน แม้ผิวเผินเหมือนพวกเขาแย่งกันจีบสาวกลุ่มเดียวกัน แต่กาเรนและฟรีโอนิเอลต่างรู้ดีว่าการฆ่ากันเองเป็นเรื่องของคนเขลา วิธีการจีบสาวโดยการลดทอนคุณค่าอีกฝ่ายและทำให้ตัวเองดูดีขึ้นเป็นเทคนิคของพวกเสือผู้หญิงมือสมัครเล่น พวกเขาพูดจาส่งเสริมกัน ใช้จุดเด่นของตัวเองให้มีประโยชน์อย่างเต็มที่ในขณะที่ช่วยกันเสริมบารมีให้กับกันและกันไปด้วย
“ฟรีโอนิเอลผู้นี้คือนักดาบชื่อดังในเมืองของผมเอง ปกติไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกนะที่จะได้มีโอกาสคุยกับยอดฝีมือชื่อดังแบบนี้” กาเรนพูดอวยให้เพื่อน
“ท่านชมข้าเกินไปท่านกาเรน ข้าก็แค่นักดาบธรรมดา ๆ คนหนึ่งนี่แหละ ท่านเองซะอีกที่มีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งกว่าข้ามากมายนัก จริงสิ พวกเจ้าเคยเห็นมายากลของเขารึยัง”
กาเรนบ่ายเบี่ยงเล็กน้อยพอเป็นพิธี จากนั้นก็แกล้งทำเป็นทนเสียงรบเร้าไม่ไหว เขาเริ่มจากมายากลไพ่ที่ดูผิวเผินไม่ซับซ้อนอะไร แต่ความเป็นจริงมันคือพลังในการควบคุมภาพลวงตาล้วน ๆ
“ไม่จริงน่า ท่านทำได้ยังไงเนี่ย” หญิงสาวร้องตกใจที่เห็นไพ่ที่ถูกเผาไปแล้วกลับมาเหมือนใหม่
“กลของผมมันจิ๊บจ๊อยไปเลยถ้าเทียบกับฝีมือของท่านฟรีโอนิเอล”
ต่างคนต่างพูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็กระเซ้าเย้าแหย่บ้างก็ชวนสาว ๆ เล่นเกมที่ดูทะลึ่งทะเล้น การมีอยู่ของพวกเขาทั้งสองทำให้พวกผู้ชายที่โต๊ะอื่นไม่ค่อยพอใจนัก
“ทำไมสาว ๆ ไปอยู่ที่โต๊ะนั้นโต๊ะเดียวเลยวะ” ชายที่มีหน้าตาปูดบวมโวยกับพนักงานร้าน
“ขอโทษครับ ลูกค้าโต๊ะนั้นเลี้ยงเหล้าทุกคนในร้าน ทั้งสาว ๆ ในร้าน ทั้งลูกค้าก็เลยไปออกันอยู่ที่นั่นหมดเลย”
“บ้าเอ้ย วันนี้มันวันอะไรวะ งานก็พัง เงินก็ชวด เจ็บตัวก็เจ็บตัว จะมากินเหล้าให้สบายใจหน่อยก็เป็นแบบนี้อีก” เขาโวยวายเสียงดังขึ้นจนกาเรนและฟรีโอนิเอลสังเกตเห็น
“บังอาจนัก ไอ้เจ้าชุดดำนั่น… ถ้าไม่มีมันล่ะก็ข้ารวยเละไปแล้ว” เขาบ่นพึมพำ
กาเรนเห็นแบบนั้นจึงเรียกพนักงานของร้านมาและสอบถามเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าชายคนนั้นบ่นอะไรบ้างเขาจึงฝากพนักงานให้ไปบอกอีกฝ่ายว่าขอโทษที่ทำให้เสียอารมณ์และถามว่าเขาสนใจมานั่งโต๊ะเดียวกันไหม
ชายที่หน้าตาปูดบวมมาร่วมโต๊ะกับกาเรนและฟรีโอนิเอลตามคำชวน ตอนแรกเขาดูเกร็งเล็กน้อยเพราะก่อนหน้านี้เพิ่งคิดด่าสองคนนี้ในใจ แต่พวกเขากลับเชิญตนมาและยังเสนอว่าจะเลี้ยงเหล้าด้วย