Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 284: พวกเหนือมนุษย์ในลานประลอง

วาโล โซลาซ
“โกงกันชัด ๆ” ลูนาร์ตะโกนลั่น เธอคิดอยู่แล้วว่าอย่างโซนาตาคงไม่มีทางเตรียมงานแข่งที่พวกตนจะเสียเปรียบ แต่เธอไม่คิดว่ามันจะถึงขั้นนี้
“ระวัง” เอ็ดวานยืดดาบออกไปรับการโจมตีแบบลูกหลงที่เกือบถูกฮาจา ทุกอย่างชุลมุนไปหมด ไม่ว่าจะด้านหน้า ด้านหลัง ซ้าย หรือ ขวา ทางไหนก็เต็มไปด้วยศัตรู
“มาอยู่ข้างหลังข้านี่” ลาโตรตะโกนบอกทุกคนในกลุ่ม มันคงฟังดูพึ่งพาได้ถ้าสภาพของเขาไม่ได้กำลังถูกยำเละโดยศัตรูที่ตัวเล็กยิ่งกว่าตน
“เจ้านั่นแหละมาอยู่ข้างหลังนี่” ซาร์ซาวิ่งเข้าไปรับมือกับศัตรูของลาโตร คู่ต่อสู้ถูกความเร็วเหนือเสียงของเธอจัดการได้ในพริบตา
“นี่ทำอะไรน่ะ ข้ากำลังจะจัดการเจ้าเปี๊ยกนั่นอยู่แล้วเชียว”
“ตกลงว่าเจ้าเก่งจริงรึเปล่าเนี่ย”
“เก่งจริงสิ แต่หลับอยู่ในไหเป็นพันปี มันก็เลยเคลื่อนไหวติดขัดนิดหน่อย”
“ไม่จริงหรอก ลาโตรก็เก่งเท่านี้มาตลอดน่ะแหละ” ไกราที่บังเอิญวิ่งผ่านมาได้ยินเข้าจึงแกล้งพูดหยอก
“เจ้าเด็กบ้านี่ ไปไกล ๆ เลยไป คนในกลุ่มเขาจะคุยกัน” ลาโตรพยายามไล่เตะก้นไกรา แต่ไม่ทันเพราะอีกฝ่ายไม่อยู่รอ
สถานการณ์วุ่นวายนี้เกิดขึ้นในรอบคัดเลือกของการประลอง พวกเขาไม่คิดว่าคนมากกว่าพันคนจะถูกจับมาอยู่ในสมรภูมิเดียวกัน กติกาของรอบนี้คือการแข่งเดี่ยวที่จะคัดคนออกไปให้ได้มากที่สุดภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง คนเหลือรอดจะได้สิทธิ์ในการรวบรวมทีมจากสมาชิกที่ชนะผ่านมาด้วยกันขึ้นเป็นทีมไม่เกินสามคนเพื่อเข้าแข่งขันในรอบต่อไป มันคือกติกาที่ฝ่ายที่มากกว่าอย่างกลุ่มอะบีสได้เปรียบอย่างเต็มที่
ปัญหาไม่ใช่จำนวนมากมายเท่านั้น ในจำนวนกว่าหนึ่งพันสองร้อยชีวิต เต็มไปด้วยพวกมีฝีมือสูง ไม่ว่าจะมองไปทางด้านไหน ลูนาร์ก็พบเจอแต่พวกฝีมือเหนือมนุษย์
“คิดไว้อยู่หรอกว่าน่าจะตุกติก แต่นี่เอาตั้งแต่เริ่มเลย กติกาแบบนี้มันเอื้อต่อฝ่ายที่มีจำนวนมากจนน่าเกลียด” ซาร์ซาบ่นไม่หยุดมาตั้งแต่ครู่ก่อน
“โชคดีที่พวกนั้นยังแยกกันสู้ ถ้ารุมเข้ามาพร้อมกันพวกเราไม่รอดแน่เลยค่ะ”
“ไม่ต้องมาพร้อมกันก็แย่แล้ว” เอ็ดวานร้องโอดโอย
ซาร์ซากัดฟันกรอด เธอออกมือออกเท้าไม่ได้เต็มที่เพราะถูกชายผู้หนึ่งขวาง ทั้งที่ไม่เคยมีใครตามความเร็วของเธอทันมาก่อน แต่ชายผู้ปิดหน้าปิดตากำลังกดดันเธอ
…เร็วมาก แทบไม่ต่างจากเราเลย…
…ทั้งที่ใช้วิชาทุกอย่างเพื่อเร่งความเร็วแล้ว ทำไมยังไม่ชนะผู้หญิงคนนี้…
ต่างฝ่ายต่างแอบกังวล หลายครั้งที่นานาชิคิดว่าเขาเลือกคู่ต่อสู้ผิดและอยากถอยไป แต่ขณะเดียวกันเขาคิดว่าจะปล่อยตัวอันตรายแบบซาร์ซาไว้ในสนามไม่ได้
นานาชิไม่ได้มาโดยลำพัง ก่อนหน้านี้เขาเพิ่งได้พบพันธมิตรใหม่ที่ฝีมือร้ายกาจ ทั้งคู่คือเด็กน้อยหน้าตาน่ารักน่าชัง คนหนึ่งคือเด็กผู้หญิงจอมพลัง ส่วนอีกคนคือเด็กผู้ชายผู้มีความคล่องแคล่วเป็นอาวุธหลัก
เด็กชายที่น่าจะอายุไม่ถึงสิบขวบชื่อ ‘วาโล โซลาซ’ น่าประหลาดที่เด็กขนาดนี้มาอยู่ในสนามประลองได้อย่างไร นอกจากนั้นเขายังเก่งกาจกว่าผู้ใหญ่ส่วนมากที่อยู่ในลานประลองด้วยซ้ำ
ข้างกายของเด็กชายมีเด็กหญิงในชุดที่คล้ายกัน เธอคือน้องสาวฝาแฝด ‘ลูเมน โซลาซ’ ในขณะที่คนพี่ใช้ความรวดเร็วและการต่อสู้ที่เน้นการสวนกลับ น้องสาวกลับเป็นสายพลังอย่างแท้จริง เธอใช้มือเปล่ากดชายร่างยักษ์ให้จมมิดลงไปในพื้นเวทีได้โดยที่ไม่ต้องออกแรงด้วยซ้ำ
สี่ปีข้างหน้าหากเป็นประวัติศาสตร์ที่พวกโซนาตาไม่ได้เข้ามาแทรกแซง เด็กคู่นี้จะยิ่งร้ายกาจกว่าตอนนี้ พวกเขาจะผนึกกำลังกับนานาชิและกลายเป็นทีมม้ามืดที่ไม่มีใครคาดคิด ทีมของพวกเขาจะขึ้นไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศและกลายเป็นทีมที่ทำให้พวกลูนาร์ตกที่นั่งลำบาก
ห่างออกจากกลุ่มนานาชิไม่มาก อีกกลุ่มหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กลุ่มของนานาชิคือกลุ่มของวีรบุรุษแห่งทิศใต้เดเรส เทียดัส
เอ็ดวานคือผู้กล้าผู้สร้างชื่ออยู่ทางทิศเหนือของทวีปบริซาเนียเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่ก่อนที่เขาจะถูกเรียกขานด้วยชื่อนั้นบริซาเนียเคยมีผู้กล้าที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันมาก่อน เขาคือเดเรส เทียดัสนั่นเอง
วิชาและเทคนิคการต่อสู้ของเดเรสใกล้เคียงกับเอ็ดวาน เขาใช้วิชาดาบร่วมกับเวทมนตร์โจมตี มีทั้งพละกำลัง ความเร็วและประสบการณ์ที่โชกโชน เอ็ดวานยอมรับว่าเดเรสนั้นเหมือนกับตัวเขาเองในแบบที่มีทักษะเหนือกว่าแทบทุกด้าน
มิเรเนีย ไลโอเนส หญิงสาวผู้นี้มีบางอย่างที่ชวนให้เอ็ดวานนึกถึงซาร์ซา งดงาม ปราดเปรียว ดูฉุนเฉียวตลอดเวลา ในขณะที่ซาร์ซาเอาแต่หลงใหลลูนาร์และมักมองข้ามหัวคนอื่น มิเรเนียเป็นแบบเดียวกันกับเดเรสผู้เป็นทั้งเพื่อนร่วมทีมของเธอและรุ่นพี่ของเธอ
“ตรงนี้ข้าจัดการเอง” มิเรเนียพุ่งเข้าใส่จอมเวทรายหนึ่งที่กำลังเล็งเป้าไปที่เดเรส ผลคือเวทคำสาปแทนที่จะพุ่งไปทางชายร่างใหญ่ มันถูกเธออย่างจังแทน
“อะไรกัน ทำไมเวทมนตร์ใช้ไม่ได้” จอมเวทหญิงกรีดร้องด้วยความตกใจ มันคือเวทมนตร์คำสาปที่รุนแรงที่สุดของเธอ และเธอไม่เคยใช้มันพลาดมาก่อน
“ไม่มีคำสาปใดในโลกที่ใช้กับมิเรเนียผู้นี้ได้หรอก” เธอพูดอย่างโอ้อวด
คนสุดท้ายจากกลุ่มของเดเรสคือนักรบชื่อ ‘ทอลเดน ไฮด์’ ผู้มีฉายาเจ้าหมาป่า ทั้งชื่อ ทั้งวิชา และดาบเขี้ยวหมาป่าที่เขาใช้เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนคุ้นตา
ลาโตร เรย์และไกรา คุ้นเคยกับดาบที่ทอลเดนใช้เพราะมันเหมือนกับอาวุธที่ลาโตรเคยใช้มาก่อน พวกเขาไม่รู้ว่ามันคือดาบเล่มเดียวกันหรือไม่ เพราะกาลเวลาได้ผ่านมาเนิ่นนานขนาดนี้แล้ว บางทีมันอาจเป็นแค่ของที่ทำขึ้นเลียนแบบก็ได้ หรือแค่เหมือนกันโดยบังเอิญ
“ทอลเดน ไฮด์กับทอลโด ไฮด์…”
เซกันยิ่งตกใจยิ่งกว่า ทอลเดนมีใบหน้าละม้ายคล้ายกับคนรู้จักราวกับฝาแฝด ชื่อและลักษณะคล้ายกันขนาดนี้ เซกันคิดว่าบางทีทอลเดนอาจเป็นบรรพบุรุษของทอลโดที่เขาคุ้นเคยก็เป็นได้
ผู้กล้าผู้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเอ็ดวาน นักรบคลั่งผู้มีสัญชาตญาณของสัตว์ป่า นักดาบหญิงผู้มีพลังต่อต้านคำสาปและยังใช้แต่อาวุธและเครื่องป้องกันต้องสาปโดยไม่ต้องรับผลของมัน พวกเขาทั้งสามคือฝันร้ายของลานประลองนี้
ความจริงที่พวกลูนาร์ไม่รู้คือทีมเดเรสคือผู้ชนะเลิศในการงานแข่งใหญ่ที่จัดขึ้นก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นตามประวัติศาสตร์เดิมพวกเขายังชนะติดต่อจนถึงสามครั้งก่อนที่จะมาปะทะกับพวกลูนาร์ในศึกชิงไอน์บริกา
อีกมุมหนึ่งของลานประลองที่ดุเดือดไม่แพ้กันคือ การประสานของเมโร ซิลวานและอูลเฟอร์ สามผู้ลงแข่งที่ไม่มีคนไหนเลยที่เป็นมนุษย์
ซิลวานคือเผ่าพันธุ์ที่น่าจะสูญพันธุ์ไปจนเกือบหมดแล้ว เขาคือเผ่าซิลวาเนียนที่มีร่างกายเหมือนต้นไม้ที่มีรูปทรงของมนุษย์ พลังของเขาคือพลังของต้นไม้ทุกชนิดที่มีในโลก ซิลวานแผ่ขยายรากออกไปโดยรอบ จากนั้นป่าขนาดย่อม ๆ ก็เกิดขึ้นบนเวทีประลอง
เมโรคือเผ่าโรเดน เผ่ามนุษย์กระรอกที่มีสภาพสุ่มเสี่ยงสูญพันธุ์ไม่ต่างจากซิลวาเนียน นอกจากความคล่องแคล่วยามเคลื่อนไหวในป่าที่ซิลวานสร้าง เขายังเป็นผู้ใช้อสูรอัญเชิญเหมือนแอนทิสตาด้วย
อูลเฟอร์เป็นเดวัลหายาก รูปร่างเหมือนหมาป่าตัวใหญ่สีขาว ความน่ากลัวของมันคือสติปัญหาที่แทบไม่ต่างจากมนุษย์ในร่างของสัตว์ร้าย อูลเฟอร์ทำได้แม้แต่กระทั่งพูดภาษาของมนุษย์
ใครก็ตามที่หลงเข้าไปในอาณาเขตของซิลวานจะไม่ได้ออกมาอีกจนกว่าจะสลบหรือยอมยกธงขาว สภาพแวดล้อมพิเศษที่เขาสร้างขึ้นเป็นอันตรายต่อมนุษย์และเป็นที่ซ่อนตัวให้สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างเมโรและอูลเฟอร์ คนหลงเข้าไปไม่เพียงต้องคอยระวังว่าจะถูกซุ่มโจมตีจากทั้งคู่ พวกเขายังต้องคอยระวังเหล่าพืชพิษ เถาวัลย์ที่ขยับได้เหมือนอสรพิษ หรือแม้แต่พืชที่สามารถกลืนคนเข้าไปได้ทั้งตัว
โซนาตาและสมาชิกกลุ่มอีกหลายคนไม่ได้เข้าร่วมการแข่งแต่เฝ้าจับตาดูจากที่นั่งพิเศษ แต่ละคนลุ้นจนนั่งแทบไม่ติดเก้าอี้ ไม่ว่าจะมุมไหนของการต่อสู้ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่น่าสนใจ กลุ่มของเดเรส กลุ่มของซิลวาน กลุ่มของนานาชิ รวมไปถึงกลุ่มของลูนาร์ มีแต่คนที่โซนาตาสนใจอยากดึงเข้ากลุ่มอะบีสมากมายไปหมด
“ถ้าได้พวกนี้มาเพิ่ม คราวหน้าที่เจอพวกเฟรย์การ์ดอีกคงสนุกแน่”
“ได้คนมาเพิ่มก็คงดีค่ะ ทางนั้นก็คงหาคนมาเพิ่มเหมือนกัน” เสียงมาจากที่นั่งข้าง ๆ โซนาตา เธอคือมินอานั่นเอง นอกจากเธอแล้วที่นั่งติดกันก็มีเอลลีและแอมเบอร์อยู่ด้วย
“ถึงน่าจะผ่านรอบแรกไม่ไหว แต่อยากลองลงแข่งดูนะคะ” เอลลีรู้สึกคันไม้คันมือชอบกล แต่เช่นเดียวกับแอมเบอร์ ร่างกายของเธอยังอยู่ในระว่างการปรับปรุงจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ลงแข่ง
“อย่าหาเรื่องเลย อย่างพวกเราไม่ไหวหรอก จำไม่ได้เหรอว่าพวกเราเพิ่งโดนอัดกันมาหมดรูปน่ะ” แอมเบอร์เริ่มปลงตก เธอเชื่อมาตลอดว่านอกจากงานนางแบบแล้ว การต่อสู้เป็นสิ่งที่เธอทำได้ดีไม่แพ้ใคร แต่การปะทะกับพวกเฟรย์การ์ดครั้งก่อนทำให้เธอเสียกำลังใจไปไม่น้อย ยิ่งมาได้เห็นการต่อสู้ของพวกลูนาร์ความมั่นใจว่าตนเองมีประโยชน์ต่อกลุ่มก็ยิ่งสั่นคลอน
“เราแพ้เพราะอีกฝ่ายคือไซเลนเซอร์ตัวจริง” มินอาตอบอย่างหงุดหงิด “เลิกกังวลเรื่องนั้นได้แล้ว ฉันบอกแล้วยังไงว่าโปรเจคไซเลนเซอร์แบบเร่งด่วนของกลุ่มอะบีสยังต้องพัฒนาต่ออีกเยอะ”
เมื่อเห็นเพื่อนซึมไป เลือดของอดีตเชียร์ลีดเดอร์ก็พลุ่งพล่าน เอลลีพยายามทำให้แอมเบอร์กลับมาสดใสเหมือนเดิม “จริงสิ อลินาเป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอใช่ไหม พวกเราไปเชียร์เธอที่ขอบสนามกันเถอะ”
จากนั้นเอลลีก็กึ่งบังคับพาทั้งมินอาและแอมเบอร์ออกไปจากที่นั่งเดิมของพวกเธอ
ยังไม่ทันที่เก้าอี้จะหายร้อน คนอื่นก็เข้ามานั่งที่นั้นแทน หนึ่งในนั้นคือเคสเทรลนั่นเอง
“ไม่ใช่ว่าหมอนั่นตกรอบไปก่อนนะ” เคสเทรลเกือบลืมไปแล้วว่าลูนาร์เป็นหญิง เนื่องจากตั้งแต่เอ็ดวานกลับไปแล้ว ลูนาร์ก็อยู่ในร่างของผู้ชายตลอด
“เธอเป็นเป้าหมายหลักของเรา ไม่ตกรอบแรกง่าย ๆ หรอก” โซนาตาพูดแบบนั้นทั้งที่กังวลอยู่บ้าง งานนี้เต็มไปด้วยคนเก่งระดับที่เกินกว่าคาดหมายอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้