Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 285: ฮาจาและเซกัน

ลูเมน โซลาซ
จำนวนผู้เข้าแข่งลดลงอย่างรวดเร็ว กลุ่มเก็งอย่างทีมนานาชิ ทีมซิลวานและทีมเดเรสต่างระมัดระวังไม่ปะทะกันเองเพื่อเผยฝีมือให้คู่แข่งเห็นและเป็นการออมกำลังเอาไว้ แต่เรื่องแบบนั้นไม่เกิดขึ้นกับกลุ่มอะบีส พวกเขาไม่สนใจว่ามันจะทำให้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบทีหลัง หลาย ๆ คนในนั้นกระจายกันออกไปและโจมตีใส่ทุกคนที่ไม่ใช่คนในกลุ่ม
ซาร์ซาถูกซีวีพุ่งเข้าประชิด มันเกิดขึ้นเร็วจนทุกคนรับสถานการณ์ไม่ทัน ไม่เพียงแค่ความเร็วปานแสง เด็กสาวผู้มีสายเลือดเทพธิดาแห่งดวงอาทิตย์ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง
ซาร์ซาต้องทุ่มสุดแรงเพื่อหยุดดาบแสงของซีวี มันทำให้อีกฝ่ายชะงักไปแต่มันยังไม่มากพอ เธอถูกพลังที่เหนือกว่าผลักจนกระเด็นไปหลายก้าว ลูนาร์เห็นแบบนั้นจึงเข้ารับมือแทน
ลูนาร์มีอาวุธที่เป็นดาบแสงเช่นกัน แม้ว่าจะดูผิดหลักฟิสิกส์แต่ดาบแสงทั้งสองเล่มกำลังต้านทานกันอยู่กลางอากาศ ทั้งคู่ไม่มีใครยอมใคร ซีวีเร่งพลังเวทเพื่อให้ชนะแต่มีบางอย่างผิดปกติ ดาบแสงของเธอกำลังหดเล็กลงในขณะที่ดาบของลูนาร์กลับใหญ่ขึ้น
ลูนาร์แสยะยิ้มชั่วร้าย เป็นรอยยิ้มกวนประสาทแบบเดียวกับที่ซีวีเห็นบนใบหน้าของโซนาตาอยู่เป็นนิจ มันทำให้เธอสติขาดผึงและดึงพลังออกมามากขึ้น
“ยายบ๊องนั่น ทำอะไรของเธอเนี่ย” โซนาตาขมวดคิ้วมองจากที่ไกล ๆ เห็นได้ชัด ๆ ว่าซีวีกำลังโมโหที่พลังแสงของเธอโดนลูนาร์แย่งไป แต่แทนที่จะผละหนีซีวีกลับเร่งพลังขึ้นอีก
ความโกลาหลมากขึ้นในทุกขณะ นักสู้ที่เคยสู้แบบเกาะกลุ่มกันถูกเวทใหญ่ที่ต่างคนต่างสาดไปทั่วทำให้กระจัดกระจายกันออกไป ลูนาร์ถูกซีวีตามตอแยระยะกระชั้นแบบไม่ยอมให้ห่างทำให้เธอไม่สามารถดูทุกคนได้ทั่วถึง ตอนนั้นเองที่ฮาจาและลาโตรได้หายไปแล้ว
“ฮาจากับลาโตรหายไป” เอ็ดวานตะโกนออกมาก่อน
“ลาโตรน่ะช่างเถอะ ฮาจาอยู่ในวงล้อมของพวกเราไม่ใช่เหรอ” ซาร์ซาหันไปคาดคั้นกับเอ็ดวาน
“ไม่รู้ ข้ามัวแต่สู้เหมือนพวกเจ้านั่นแหละ”
ฮาจากำลังวิ่งอยู่ท่ามกลางหมอกควัน คาถาระเบิด คาถาไฟ และคาถาลวงตาบดบังทุกอย่าง แม้แต่เสียงตะโกนของเธอก็ถูกกลืนหายไปกับเสียงกรีดร้องและเสียงของพลังทำลายล้างที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
“ลูนาร์ เอ็ดวาน ซาร์ซา ลาโตร” ฮาจาตะโกนเรียกชื่อเพื่อนทีละคน วนไปวนมาแต่เธอไม่แน่ใจว่าเสียงส่งไปถึงหรือไม่และพวกเขาจะตอบกลับมาหรือเปล่า
“รู้แบบนี้เอากำไลสื่อสารของลูนาร์มาด้วยก็ดีสิ” เธอรำพึงรำพันกับตัวเอง
ในหมอกควันสีขาว ฮาจาไม่รู้ตัวว่ามีคน ๆ หนึ่งกำลังจับตาดูเธออยู่ เขาลูบคมของขวานในมืออย่างสบายอารมณ์ แม้ว่าการแข่งขันครั้งนี้จะมีกฎห้ามฆ่าอีกฝ่าย แต่ความชุลมุนแบบนี้ถ้ามีใครสักคนตายไปก็ยากจะจับมือใครดมได้
ชายผู้เสพย์ติดการฆ่าย่องกริบเข้ามาใกล้โดยที่หญิงสาวไม่ระแคะระคายแม้แต่เล็กน้อย เขามองผมสีทองของเธอด้วยความรู้สึกตื่นเต้นผสมเสียดาย เขาชอบเก็บเส้นผมของเหยื่อที่ตนเองสังหารเป็นที่ระลึกและเส้นผมที่ราวกับเส้นไหมทองคำของฮาจาเป็นของที่ไม่ได้พบเจอกันง่าย ๆ
…เสียดายชะมัด ถ้าฆ่าแล้วเก็บผมไปด้วยมีหวังได้ความแตก…
ขวานถูกเงื้อลงมาสุดแรง ด้วยอำนาจของขวานเวทมนตร์และทักษะลอบสังหารระดับสูง ฮาจาไม่ได้ยินเสียงหรือสัมผัสจิตชั่วร้ายของเขาเลยสักนิด หัวของเธอกำลังหลุดออกจากบ่าแบบไม่รู้ตัว
เคร้ง
คมขวานของฆาตกรปลิวหายไปเหลือเพียงด้ามจับ เจ้าของการโจมตีที่แทรกเข้ามาไม่ได้พยายามปกปิดตัวตน
“เอ๋ คุณเซกัน” ฮาจาทักชายคนนั้น เธอยังไม่รู้ตัวว่าคนที่เกือบฆ่าเธอยังยืนตกใจอยู่ข้างหลัง
“สวัสดีครับ” หนุ่มชุดดำยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ดวงตาไม่ได้เหลือบมองคนข้างหลังด้วยซ้ำ
ฆาตกรใจชั่วยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง เขามองเซกันด้วยความรู้สึกหวาดกลัว เขาไม่เคยเจอกับอะไรแบบนี้มาก่อน ในสายตาของเขาเซกันไม่เหมือนมนุษย์คนไหนที่เขารู้จัก
…อะไรกัน ฆาตกรที่ฆ่าคนมาเป็นร้อยเป็นพันอย่างข้า กำลังหวาดกลัวเจ้าหนุ่มคนนี้งั้นเหรอ…
ขาก้าวถอยหลังออกไปโดยไม่รู้ตัว ความกลัวที่มีต่อเซกันรุนแรงขนาดนั้น เขารู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองลงไปในก้นบึ้งของขุมนรก
มันไม่ใช่การคิดไปเอง คนที่มือเปื้อนเลือดแบบเขามีสัมผัสไวต่อพลังชั่วร้าย เขามองเห็นเศษเสี้ยวพลังของเทพปีศาจฮาร์เบลได้ในตัวของเซกัน และความกลัวนี้กำลังกัดกินไปถึงวิญญาณของเขา
“คุณพลัดหลงจากกลุ่มมาสินะครับ”
“คะ ค่ะ ใช่ค่ะ” ฮาจาตอบตะกุกตะกัก
ต้นกำเนิดของพลังพิเศษของฮาจาและฆาตกรโรคจิตนั้นแตกต่าง แต่ว่าได้ผลลัพธ์คล้ายคลึง ฮาจามีสัมผัสต่อความมืดได้ไวเป็นพิเศษ เธอรู้สึกถึงบางส่วนของเทพปีศาจฮาร์เบลจากชายหนุ่มตรงหน้าเช่นกัน เรื่องน่าประหลาดคือ เธอไม่คิดว่าความมืดนี้กำลังคุกคาม ในทางตรงกันข้ามฮาจารู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้
เป็นความมืดที่กำลังโอบล้อมเธอไว้ราวกับกำลังโอบกอด และนอกจากอบอุ่นแล้ว เธอก็ใจสั่นชอบกล
“คุณก็หลงจากกลุ่มเหรอคะ” ฮาจาพยายามหาพวกและรู้สึกเขินเล็กน้อยตอนที่เขาส่ายหน้า เซกันไม่ได้ซุ่มซ่ามเหมือนเธอซะหน่อย
“ผมได้ยินเสียงคุณตะโกน เลยรู้สึกห่วงขึ้นมาครับ”
“แต่เราเป็นคู่แข่งกันนะคะ”
“นั่นสิครับ” เซกันหัวเราะแห้ง ๆ “แต่มันก็ไม่มีกฎว่าห้ามช่วยกันนี่ครับ คุณโซนาตาเองก็ไม่ได้บอกเอาไว้ คงจะไม่เป็นไรมั้ง”
เซกันทำอย่างที่สัญญาไว้ หลายครั้งหลายหนที่ทั้งคู่หลุดเข้าไปในการปะทะ แต่ก็ได้เขาช่วยคุ้มครองฮาจาอย่างเต็มที่ นอกจากคอยคุ้มครองแล้วเซกันยังช่วยตะโกนตามหาลูนาร์ไปพร้อมกันกับเธอด้วย
…คน ๆ นี้ใจดีจัง…
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เซกันกำลังรับศึกด้านหนึ่งในขณะที่ลูกธนูจากที่ไหนก็ไม่รู้ลอยตรงไปทางฮาจา
ฮาจารู้ตัวและกำลังจะวิ่งหลบให้พ้นระยะ แต่ระหว่างนั้นเซกันเกิดความกลัวว่าเธอจะหลบไม่พ้น เขายื่นมือออกขวางโดยไม่รู้ตัว
ธนูดอกนั้นอัดแน่นไปด้วยจิตต่อสู้ มันสามารถสร้างบาดแผลให้กับเขาได้ เซกันไม่ได้สนใจอาการบาดเจ็บนัก หลังจากล้มศัตรูตรงหน้าได้เขาก็ชวนให้เธอไปกันต่อ
“เดี๋ยวสิคะ มือของคุณ” ฮาจาคว้ามือของชายหนุ่มขึ้นมาหวังจะรักษา แต่ก็ต้องตกใจแม้ว่าเลือดจะยังติดอยู่แต่แผลที่ถูกแทงจนทะลุมือหายไปแล้ว
“ผมมีพลังฟื้นตัวสูงครับ แผลทั่วไปจะหายในพริบตา คุณไม่ต้องกังวลนะครับ”
“หมายถึง… ไม่จำเป็นต้องใช้เวทมนตร์รักษาเลยเหรอคะ”
“ครับ ไม่จำเป็นเลยครับ” เซกันส่งยิ้มให้อย่างไร้เดียงสา
ฮาจาถูกกระตุ้นให้รู้สึกบางอย่างซึ่งไม่เคยรู้สึกมาก่อน เหมือนเป็นความรู้สึกน้อยใจที่ตนเองไม่สามารถช่วยเหลือตอบแทนอะไรเขาได้เลย เธอดื้อใช้เวทรักษาเขาอีกหลายครั้ง แต่ผลนั้นไม่แตกต่าง ก่อนที่จะร่ายสำเร็จแผลของเซกันก็หายไปแล้ว
“ขอบคุณนะครับ ช่วยได้มากเลย” เซกันถนอมน้ำใจด้วยการพูดโกหก แต่มันยิ่งทำให้ฮาจารู้สึกเสียความมั่นใจยิ่งกว่าเดิม
ฮาจาตระหนักดีว่าเธอมีบทบาทแบบไหนในการต่อสู้ คอยอยู่ด้านหลังใช้เวทมนตร์สนับสนุนและคอยรักษาเพื่อนที่บาดเจ็บ เธอควรจะดีใจที่เขาแข็งแกร่งจนแทบไม่มีใครสร้างบาดแผลได้ และถึงมีคนทำให้เขาเจ็บ เมื่อบาดแผลเลือนหายไปเองในพริบตา ในฐานะของผู้รักษาแล้วเธอควรจะหมดกังวลไม่ใช่เหรอ
…นั่นสินะ เราควรจะดีใจที่เขาไม่เจ็บตัวนี่ แล้วความรู้สึกเศร้านี่มันอะไรนะ…
ตอนนั้นฮาจายังไม่รู้ตัวว่าความรู้สึกนั้น มันคือความรู้สึกที่อยากมีประโยชน์กับคนที่เธอเห็นความสำคัญนั่นเอง
จนแล้วจนรอด ฮาจาก็ไม่ได้กลับไปรวมกลุ่มจนกระทั่งเวลาในการแข่งขันหมดลง สาเหตุเดียวที่เธอเอาตัวรอดได้จนถึงท้ายที่สุดไม่ใช่อื่นใด แต่เป็นเซกันนั่นเอง
ผลการประลองไม่ต่างจากที่ทุกคนคาด กลุ่มตัวเต็งยังเหลืออยู่ครบ ไม่ว่าจะกลุ่มของเดเรสที่ได้รับบาดเจ็บกันแค่เพียงคนละเล็กคนละน้อย กลุ่มของซิลวานที่สามารถเปลี่ยนสนามราวหนึ่งในสามกลายเป็นพื้นที่ป่าได้สำเร็จ กลุ่มของนานาชิที่ผ่านมาได้ด้วยพลังรุกรับที่สมบูรณ์ของสมาชิกทั้งสาม
“แย่ชะมัดพวกเจ้ามีกันตั้งหลายคน ทำไมถึงพลัดหลงกับข้าได้เนี่ย” ลาโตรโวยวาย เขาเป็นคนเดียวในกลุ่มของลูนาร์ที่ถูกลามินาจากกลุ่มอะบีสเล่นงานจนต้องตกรอบ
“เจ้ากับฮาจาต่างหากที่พลัดหลงกับคนอื่น” ลูนาร์ว่าจะไม่พูดแล้วแต่ก็อดไม่ได้
“เจ็บกันมาพอสมควรเลยนะคะ” ฮาจาร่ายเวทรักษาลูนาร์ เอ็ดวานและซาร์ซาไปพร้อมกัน ทั้งสามมีบาดแผลกันถ้วนหน้า ไม่ถึงกับร้ายแรงแต่ก็ห่างไกลกับคำว่าปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
“ซีวี… ยายนั่นทั้งเร็ว ทั้งพริ้ว พลังเวทก็มหาศาลราวกับไม่ใช่มนุษย์” ลูนาร์ชื่นชมอีกฝ่าย การชื่นชมคนอื่นเช่นนี้เกิดขึ้นได้น้อยครั้งสำหรับเธอ
“พูดถึงความเร็วแล้วเจ้านินจาบ้านั่นน่าปวดหัวกว่า” ซาร์ซาเขม่นเพ่งมองไปทางกลุ่มของนานาชิ
“เรย์น่ากลัวมาก… ตอนที่อยู่มิเนอร์วาไม่ค่อยได้เห็นเขาเอาจริง เลยรู้แค่ว่าหมอนั่นทำอาหารได้สุดยอด เพิ่งรู้นี่แหละว่าตำนานวีรบุรุษสงครามซีนครั้งที่สี่น่ากลัวขนาดนี้” เอ็ดวานเป็นอีกคนที่ชมศัตรูไม่ขาดปาก
“พวกเจ้านี่ไม่ไหวเลยนะ เอาแต่ชื่นชมศัตรู พวกนั้นเก่งแล้วยังไง เราก็แค่ต้องเก่งกว่าไม่ใช่เรอะ”
“เจ้าก็พูดได้สิ ตกรอบไปแล้วก็ไม่ต้องสู้กับพวกนั้นอีก” เอ็ดวานโวยใส่ลาโตร
“ข้าเองก็เจอมาเยอะเหมือนกันแหละน่ะ ก่อนเจอกับลามินา ข้าก็ต้องรับมือกับเจ้าบ้าที่ถือร่มกระดาษ แถมก่อนหน้านั้นก็เกือบต้องสู้สามต่อหนึ่งกับกลุ่มเดเรส นอกจากนี้ยังโดนเจ้าบ้าไกราป่วนด้วย…”
“เรื่องนั้นช่างมันเถอะ” ลูนาร์ขี้เกียจฟังต่อจึงรีบตัดบท “ผ่านเข้ารอบแค่สี่คน แต่รอบต่อไปต้องจัดทีมสามคน พวกเราจะแบ่งแบบไหนดี”
“ทีมเยอะแต่คนไม่ครบก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นตัดกรณีแบ่งแบบทีมละสองคนไปได้เลย”
“ข้าเห็นด้วยกับซาร์ซา ถ้าเลือกจากกำลังรบตัวข้ากับซาซาร์คงต้องเป็นตัวหลัก ปัญหาคือคนสุดท้ายควรจะเป็นเอ็ดวานหรือฮาจาดี”