Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 30: ท่านแม่
“นี่มัน…” เจเนวีฟรับมา เธอเปิดดูแล้วพบว่ามันคือสร้อยคอล็อคเก็ต เธอเปิดดูแล้วพบว่าในนั้นนอกจากเป็นนาฬิกาไขลานแล้ว มันยังมีช่องสำหรับใส่รูปด้วย
“ด็อคน่ะสิ… ทำไมถึงทำออกมาแบบนี้ก็ไม่รู้ แต่มันเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ฉันตามหาเธอได้ และเธอเองก็สามารถส่งสัญญาณมาบอกได้เมื่อมีภัย”
“แต่มันไม่มีรูปอยู่นะคะ”
“ตาแก่ดันเอารูปฉันมาใส่ก็เลยถอดออกไปแล้ว” เสียงของโซนาตาแฝงความหงุดหงิด มือเขาขยับเล็กน้อยและท่าทีแฝงความงุ่มง่าม แต่แค่เพียงพริบตาก่อนจะกลับมากระฉับกระเฉงเช่นเดิม
หัวใจของเจเนวีฟพองโตด้วยความปลื้มปิติ เธอทันสังเกตเห็นแววตาและสีหน้าของโซนาตาที่แปรเปลี่ยนในชั่วเสี้ยววินาที มันอาจเป็นความสามารถพิเศษของผู้หญิงและอาจจะผิดพลาดได้ แต่เธอก็อยากเชื่อมั่นว่าเธอได้เห็นความห่วงหา ซึ่งถึงจะแค่เล็กน้อย แต่หมายความว่าหัวใจของเธอและเขากำลังสื่อเข้าหากัน ขอแค่รอดไปได้ ไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องใจอ่อนกับเธอ
“รูปน่ะ ขอคืนด้วยค่ะ”
“หืมมม จะเอาไปทำไม ฉันทิ้งไปแล้ว”
“งั้นถ้าพวกเรารอดกลับไปได้ สัญญานะคะว่าจะให้รูปใหม่กับข้า”
“เธอจะอยากได้รูปฉันไปทำไม”
“สัญญานะคะ” เจเนวีฟไม่ตอบแต่จ้องเขม็ง บังคับให้โซนาตายอมตกลง
“ดูเหมือนมันไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าพาเธอไปด้วยตอนนี้จะเสี่ยงกว่า เธอรออยู่ที่นี่และระวังตัวให้ดี” โซนาตาสั่งไว้ก่อนจะแยกตัวไป
เจเนวีฟทรุดกายลงนั่งด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยกำลังใจ เธอเริ่มคิดถึงสิ่งดี ๆ ซึ่งอาจเกิดขึ้นต่อจากนี้เมื่อพวกเขาได้กุญแจมาและหนีไปจากที่นี่ได้สำเร็จ
แสงแห่งความหวังของเธอริบหรี่ลงเมื่อมาร์เคลและทหารแวมไพร์ของเขามาหาเธอจนถึงห้องขัง เขาพยักหน้าให้กับทหาร จากนั้นหนึ่งในนั้นก็ไขลูกกรงและพาตัวเธอออกมา
“จะพาข้าไปไหน” หญิงสาวร้องโวยวายแต่เจ้าแห่งแวมไพร์ไม่ได้ตอบ
“พาตัวไป”
เจเนวีฟถูกโยนเข้าไปในห้องขังอีกแห่งหนึ่ง เธอพยายามวิ่งสวนออกมาแต่ก็ถูกพวกทหารอันเดดดันกลับเข้าไปในห้อง เมื่อไม่มีทางหนี เธอจึงเริ่มสำรวจรอบ ๆ
ห้องนี้ใหญ่โตและดูแปลกตาจากห้องเก่าที่เธอเคยอยู่ มันมีทั้งเครื่องเรือน ข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้แต่ห้องน้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะด้านหน้าสุดมีซี่กรงอยู่ เธอคงหลงคิดไปว่าตนกำลังถูกต้อนรับในห้องพักรับรองแขกคนสำคัญ
เจเนวีฟหันรีหันขวาง เธอเพิ่งเอ๊ะใจว่าไม่ได้สังเกตเห็นมุมหนึ่งของห้องว่ามีใครคนหนึ่งอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว
อีกฝ่ายลุกขึ้นยืน เมื่อเจเนวีฟสบตาด้วย และเดินเข้ามาใกล้
ร่างนั้นซูบผอม และอยู่ในวัยชรา เธอทำให้เจเนวีฟแทบจะหัวใจวาย หน้าของอีกฝ่ายถูกซ่อนไว้ด้วยผมกระเซอะกระเซิงสีขาวยาวปิดบังใบหน้า
“ท่านคือ….” เจเนวีฟทำใจดีสู้เสือถามออกไปเสียงสั่น เธอยังไม่แน่ใจว่าหญิงชราผู้นี้นี่คือคน วิญญาณ หรือว่าเป็นพวกอันเดด
“มาร์เคลส่งมาอีกแล้วเหรอ” หญิงชราตวาดด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร “ข้าบอกแล้วว่าไม่ต้องส่งใครมาอีก”
เจเนวีฟไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหญิงแก่คนนี้คือใคร และเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าแห่งแวมไพร์
“ออกไปซะ” หญิงชราตวาดซ้ำ เจเนวีฟตกใจยิ่งกว่าเดิมเพราะคราวนี้เธอเห็นอย่างชัดเจนว่าอีกฝ่ายมีเขี้ยวยาวซ่อนอยู่ในปาก
…แวมไพร์…
หญิงชราปรี่เข้ามาคว้าข้อมือของเธอ เจเนวีฟพยายามขัดขืนแต่เรี่ยวแรงมนุษย์ไม่สามารถต่อกรกับแวมไพร์ได้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นแวมไพร์หนังหุ้มกระดูกและดูโรยรา แต่ไม่ใช่แค่เจเนวีฟที่ตกใจกับท่าทีอีกฝ่าย ด้านหญิงชราเองก็นิ่งอึ้งไป เมื่อเธอเห็นใบหน้าของเจเนวีฟอย่างชัดเจน
“ใบหน้าของเจ้า…” เสียงของแวมไพร์ชราดูเกรี้ยวกราดน้อยลงทันที
“หน้าของข้ามีอะไรเหรอ” เจเนวีฟกลัวจนหน้าที่ขาวอยู่แล้วซีดยิ่งขึ้นจนเกือบเท่ากับแวมไพร์ที่เธอเผชิญหน้าอยู่
“เหมือนมาก” หญิงชราใช้มือเหี่ยวย่นสัมผัสใบหน้าของเจเนวีฟ มือของเธอเย็นเฉียบ มันไม่ใช่สัมผัสของมนุษย์เลย แถมเล็บยาวสีดำนั่นก็คมกริบราวกับมีดโกน
เจเนวีฟฝืนยิ้มสู้ ถ้าอีกฝ่ายคิดจะหักคอหรือฉีกเธอเป็นชิ้น ๆ ก็คงทำได้ง่ายดาย แต่เธอรู้สึกได้ว่าความดุดันในตอนแรกหายไปหมดแล้ว สายตาของหญิงสูงวัยภายใต้ผมกระเซอะกระเซิงซึ่งสะท้อนแววตาจากแสงที่กระทบลงไป มันไม่ใช่สายตาของสัตว์ร้าย ตรงกันข้ามเธอรู้สึกถึงความอ่อนโยนซ่อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น
ทหารอันเดดที่นำเจเนวีฟมาส่งวกกลับมาที่ห้องขัง หน้าที่ของมันคือมาเก็บศพของเธอหลังจากที่เธอกลายเป็นมื้อหนึ่งของแวมไพร์ชรา แต่แล้วมันก็ต้องถอยกลับไปเมื่อพบว่าหญิงสาวยังคงสบายดีอยู่ นอกจากไม่ถูกดูดเลือดจนแห้งตาย เธอยังถูกปฏิบัติด้วยราวกับได้เป็นคนรับใช้ของแวมไพร์ชราตนนั้น
ถ้ามันไม่ใช่ซอมบีระดับล่างที่เพียงแค่ทำตามคำสั่ง และคิดได้แต่เรื่องไม่ซับซ้อน ก็คงรู้สึกแปลกใจกับภาพที่เห็นและรีบไปรายงานเรื่องนี้ แต่ทหารอันเดดตัวนี้ ทำเพียงหมุนกายกลับไปทำหน้าที่เดิมของมัน และกลับมาอีกครั้งในอีกหลายชั่วโมงข้างหน้า ก่อนจะจากไปอีกหน
“งั้นเหรอคะ ข้าคงดูคล้ายลูกสาวท่านมากเลยสินะคะ” เจเนวีฟบีบนวดขาให้กับแวมไพร์เฒ่าที่กำลังนั่งอยู่ อีกฝ่ายลูบหัวเธออย่างเอ็นดูราวกับว่าเธอคือลูกสาวที่จากไปนานแล้ว
“เหมือนมาก ๆ และก็คล้ายท่านแม่ของข้าด้วย”
“ข้าคงไม่งามเท่าหรอกค่ะ ดูจากท่านก็รู้ สมัยก่อนท่านต้องงดงามหาคนเทียบได้ยากแน่เลย”
“ไม่ต้องมาทำเป็นปากหวานประจบข้าหรอก” เสียงของหญิงชราดูดุขึ้น เธอเข้าใจว่าเจเนวีฟแค่พูดเอาใจ ดูสารรูปของเธอในตอนนี้มันไม่ได้มีเค้าของสมัยสาวให้เห็นสักนิด
“ขะ… ขอโทษค่ะ” เจเนวีฟงุดหน้าหนีเพราะเสียใจที่ถูกดุ เธอไม่ได้ตั้งใจจะประจบเอาใจ เธอแค่จินตนาการว่าหากหญิงชราผู้นี้ยังเป็นสาว เธอก็คงจะงดงามมาก เพราะเธอได้เห็นแล้ว ทั้งดวงตา และโครงหน้า เธอมั่นใจจริง ๆ ว่าอีกฝ่ายเคยงดงามมาก
แวมไพร์ชราเห็นเธอดูสลดแบบนั้นก็สงสาร เธอดึงเจเนวีฟมานั่งใกล้ ๆ และเริ่มลูบหัวอีกครั้ง
“ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยเจเนวีฟ ข้าไม่ควรจะขึ้นเสียงกับเจ้าเลย”
ระหว่างที่รับใช้แวมไพร์ตนนี้ เจเนวีฟได้พบความจริงที่น่าตกใจหลายเรื่อง เรื่องแรกคือหญิงชราผู้นี้คืออนาทิลดา เรสเซนไฮด์ เธอเป็นผู้สืบสายเลือดจากจักรพรรดิแวมไพร์องค์ก่อน หลังจากจักรพรรดิหายสาบสูญไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน มาร์เคลก็ยึดเรวาเรนท์เป็นของตนเองรวมทั้งจับเธอมาขังไว้ที่นี่ด้วย
“โหดร้าย! นี่ท่านถูกขังมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้วเหรอคะ”
“แวมไพร์น่ะ ถ้าไม่ได้ดื่มกินเลือดของมนุษย์อย่างสม่ำเสมอ ถูกทิ้งไว้ให้อด ๆ อยาก ๆ เป็นเวลานาน ร่างกายของเราก็จะเป็นแบบนี้แหละ” อนาทิลดาอธิบาย มาร์เคลจะส่งเหยื่อมาให้เธอเป็นครั้งคราวเพื่อแค่ต่อชีวิตให้เธอเท่านั้น
เจเนวีฟรู้สึกผิดขึ้นมาทันที แวมไพร์ผู้นี้ต้องอดทนถูกกักขังและอดอาหารมาอย่างยาวนาน ทั้งที่หิวจนแทบหมดแรงแต่อนาทิลดาก็ยังให้สัญญาว่าจะไม่ดูดเลือดของเธอแม้แต่หยดเดียว
“ถ้าดูดแค่นิดหน่อย… ข้าน่าจะไม่เป็นอะไร”
“อย่าทดสอบความอดทนข้า” หญิงชราส่ายหน้า “ข้ายอมอดตายดีกว่ากินเลือดคนที่เหมือนกับลูกสาว”
“แต่ถ้าไม่กินตอนนี้ ท่านอาจจะ…” เจเนวีฟน้ำตาคลอเบ้า เธอก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมเธอถึงรู้สึกห่วงใยคนที่เพิ่งพบหน้าปานนี้ ที่ร้ายกว่านั้นคืออีกฝ่ายเป็นผีดิบดูดเลือดด้วย
“เคยมีใครบอกไหมว่าเจ้านี่เป็นเด็กดีจริง ๆ นะ” อนาทิลดากุมสองมือของเจเนวีฟเอาไว้ ด้วยรอยยิ้มของเธอแม้จะมองเห็นเขี้ยวได้ชัดแต่เจเนวีฟก็ไม่รู้สึกกลัวแล้ว
บางทีนี่อาจจะเป็นความรู้สึกที่เธอไม่เคยได้รับ เช่นเดียวกับอีกฝ่ายที่อยากกอดลูกสาวที่เสียไปอีกสักครั้ง เจเนวีฟเองไม่เคยเลยจะได้รับความอบอุ่นจากพ่อและแม่ เพราะพวกเขาจากไปตั้งแต่เธอยังจำความไม่ได้ แต่ยามหญิงชราตนนี้กอดเธอ เธอรู้สึกได้ว่าความรู้สึกที่ส่งผ่านมาให้นั้น คือความรู้สึกที่เธอโหยหามาตลอด
“ข้าขออะไรท่านสักอย่างได้ไหมคะ” เจเนวีฟถามด้วยความลังเล เธอกลัวจะโดนดุที่ได้คืบก็จะเอาศอก แค่ตอนนี้เธอยังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว แต่แรงปรารถนาที่มีในใจมากกว่า จนเธอต้องปริปากพูดสิ่งที่ต้องการออกมา
อนาทิลดาเลิกคิ้วขึ้น เธอหวังว่าสิ่งที่เจเนวีฟขอจะไม่ใช่สิ่งที่เธอยังระแวงอยู่ เธอภาวนาขอให้มันไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับมาร์เคล
“ข้าขอเรียกท่านว่าท่านแม่ได้ไหมคะ”