Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 295: ความลับของเซเลนอส
ฟรีโอนิเอลตกอยู่ในวงล้อมของกลุ่มโจรสลัดที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่ง กลุ่มนี้ไม่เพียงแค่มีสมาชิกรวมกว่าสี่หมื่นคน แต่ในนั้นยังเต็มไปด้วยยอดฝีมือและพวกครึ่งมนุษย์ครึ่งอสูร
“แกซวยแล้วที่มาหาเรื่องกลุ่มโจรสลัดสคอร์ชเชอร์”
“ไม่รู้เหรอว่าพวกเราคือกลุ่มใหญ่ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสี่ของโลก”
“วันนี้แกตายแน่”
ฟรีโอนิเอลเหม่อมองศัตรูที่มีราวครึ่งแสนอย่างครุ่นคิด เขาอยากใช้เวทมนตร์เรียกอุกกาบาตลงมากลางวง แต่ดูเหมือนจะตัดสินใจช้าไปก้าวเดียว ศัตรูบางคนในนั้นเป็นจอมเวท พวกเขามองออกว่าฟรีโอนิเอลมีเวทมนตร์อันตรายซ่อนอยู่จึงร่ายเวทบางอย่างไว้ก่อนเพื่อรบกวน
“อันดับสี่ของโลกเลยเหรอ ก็น่ากลัวอยู่หรอก…” ฟรีโอนิเอลหัวเราะ “แต่ข้าก็เคยถูกเรียกด้วยฉายาที่มอบให้กับนักดาบห้าคนที่เก่งที่สุดในโลกเช่นกัน”
“มันพล่ามอะไรของมันวะ”
“ที่สำคัญ… ข้าไม่ได้มาคนเดียวซะหน่อย” สิ้นคำก็เกิดระเบิดตูมตามขึ้นโดยรอบ
โซนาตาเลียนแบบพลังของเรย์ เขาพ่นสายฟ้าออกจากปากเพื่อเปิดทาง จีดัสยิงธนูแสงถล่มลงมาราวกับห่าฝน ซีวีเขวี้ยงลูกไฟใส่ถังน้ำมันที่อีกฝ่ายเตรียมไว้จนเกิดความวินาศวอดวาย
แอนทิสตารวมร่างกับไตรเซอรา เธอวิ่งตีคู่ไปกับไกราที่ร่ายเวทเสริมกำลังมาก่อนหน้านั้น ทั้งสองวิ่งทะลวงใส่ฝูงศัตรูราวกับคนเหล่านั้นเป็นแค่อุปกรณ์ประดับฉาก มีบางคนในนั้นที่ขึ้นชื่อว่ามีพลังช้างสาร เขาพยายามหยุดการทะลวงของทั้งคู่ แต่ความพยายามเหล่านั้นไม่เป็นผล มันไม่ง่ายเลยที่จะหยุดการประสานของคู่นี้
เรย์ต้องการทดสอบเกราะและเสื้อผ้าชุดใหม่ของเขา เกราะนี้คือรุ่นพัฒนาอีกขั้นของเกราะเดิมที่เฟอร์โรสร้างให้ เกราะใหม่ไม่เพียงแค่ทำให้เรย์ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะพังมันตอนแปลงร่าง แต่มันยังเสริมความแข็งแกร่งในร่างมังกรขึ้นอีกด้วย
แล้วเรย์ในร่างมังกรสายฟ้าก็เริ่มอาละวาด เขาสาดลมหายใจสายฟ้าไปรอบ ๆ ซ้ำยังเรียกสายฟ้าขนาดใหญ่ผ่าลงมาตรงร่างของตนก่อนที่จะปล่อยระเบิดสายฟ้ากระจายออกไปโดยมีตนเองเป็นจุดศูนย์กลางของความพินาศ
สงครามระหว่างอะบีสและกลุ่มโจรสลัดสคอร์ชเชอร์ดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด พวกลิ่วล้อกว่าสามหมื่นคนสิ้นสติไปแล้วทุกคน ส่วนพวกระดับสูงต่างก็ได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า
“ยังมีกำลังเสริมมาอีกแฮะ” โซนาตามองโจรสลัดกลุ่มใหม่ที่แห่กันมาจากรอบด้าน เขาสังเกตว่าพวกที่วิ่งเข้ามาเติมนั้นแต่งตัวแตกต่างกัน
“นี่พวกเราไม่ได้ทำเกินหน้าที่ใช่ไหม” ซีวีตะโกนถามจากบนฟ้า
“ไม่เป็นไรมั้ง จัดการให้หมดนี่แหละ น่าจะได้เงินอื้อเลย” โซนาตาตอบแบบไม่ใส่ใจ
คนแปดคนต่อสู้อย่างต่อเนื่องโดยแทบไม่ได้หยุดพัก พวกเขาแน่ใจแล้วว่าตำแหน่งที่สู้อยู่ในตอนนี้ไม่ใช่จุดที่กองทัพตั้งใจจะโจมตีตั้งแต่แรก เพราะไม่มีกำลังเสริมใด ๆ มาช่วยเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเริ่มไปแล้วพวกเขาก็ไม่คิดจะถอย กลุ่มอะบีสปักหลักสู้ด้วยวิธีการผลัดกันสู้และพัก ขณะที่หกคนกำลังต่อกรกับศัตรู อีกสองคนจะได้พักที่กลางวงล้อม
เรย์ใช้เวลาพักส่วนหนึ่งไปกับการเตรียมอาหารให้ทุกคนด้วย ต้องขอบคุณกระเป๋ามิติที่ลูนาร์ให้โซนาตายืมมาก่อนหน้านี้ พวกเขาจึงมีวัตถุดิบมากพอสำหรับการยื้อสู้ในสภาพนี้
“ข้างหน้ามีค่ายพักด้วย ขาดเหลืออะไรก็เข้าไปปล้นเลยก็ได้นะ”
“ชักอยากได้ของเหมือนไม้เท้าของเวเนแล้วสิ หรือไม่ก็พลังของมินอาก็ดีนะจะได้เข้าไปพักผ่อนได้ทุกคน” จีดัสเสนอ
“น่าสนใจ ไว้ลองถามลูนาร์ดูแล้วกัน ส่วนตอนนี้ก็มาจบการต่อสู้ที่เหลือกันเถอะ” โซนาตาที่เริ่มเบื่อหน่ายกับการต่อสู้กับพวกอ่อนแอตัดสินใจปิดฉากด้วยการเรียกอสูรอัญเชิญที่เขาไม่ได้เรียกมาซะนาน
ไข่ประหลาดปรากฏขึ้นกลางสนามรบ มันดูดเอาพลังของทุกคนเข้าไปอย่างตะกละตะกลามโดยไม่เลือกว่าเป็นฝ่ายเดียวกันหรือศัตรู โซนาตารอจนแน่ใจว่าพวกปลายแถวทุกคนไม่เหลือเรี่ยวแรงยืนอยู่แล้วจึงส่งมันกลับ
“เจ้าไข่นี่มันปลอดภัยจริงเหรอ” จีดัสตั้งข้อสงสัย
“ไม่มีทางหรอก เมื่อกี้ก็เกือบคุมไว้ไม่อยู่” โซนาตาตอบตามตรง เดิมทีอสูรอัญเชิญตนนี้ก็เป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้อยู่แล้ว
แถมหลังจากที่โซนาตาถูกชาโดว์ดูดกลืนเข้าไปเจ้านี่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปด้วย
“ถ้าคุมไม่ได้จริง ๆ ก็อย่าใช้สิ” ซีวีโวยวายใส่ ส่วนโซนาตาก็แกล้งทำหูทวนลม
ช่วงเวลาเดียวกับการปะทะบนเกาะปากัส กลุ่มเซกัน กลุ่มเซเลนอส และกลุ่มนานาชิ ต่างก็ทำภารกิจอยู่ที่มุมอื่นของโลก
ไม่ห่างออกไปจากปากัสมาก เซเลนอสแวะที่เกาะแห่งหนึ่งที่ถูก ‘ลิชคิง’ ยึดครองอยู่ ราชาอันเดดตนนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเรวาเรนท์โดยตรง เขาคืออดีตเนโครแมนเซอร์ผู้สังเวยผู้คนเป็นจำนวนมากเพื่อแลกกับความเป็นอมตะของตนและสร้างกองทัพแห่งความชั่วร้ายขึ้น
เอ็ดวานและฮาจาแยกตัวออกไปเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกจับไว้ที่ท้ายเกาะ ชาวบ้านกลุ่มนี้ถูกจับไว้เป็นตัวประกันเพื่อไม่ให้คนอื่นกล้าหนีจากเกาะไป ในขณะเดียวกันก็ถูกเก็บไว้เพื่อเปลี่ยนพวกเขาเป็นอันเดดในอนาคตด้วย
ป้อมปราการที่ทั้งสองบุกเข้าไปนั้นหนาแน่นกว่าที่มองเห็นภายนอก มันมีทั้งคนที่ถูกวิญญาณร้ายสิงสู่ ซอมบี สเกเลตัน หรือแม้แต่เดวัลที่ถูกจับมาปล่อยในป้อม
เอ็ดวานกับฮาจารู้งานกันเป็นอย่างดี คนหนึ่งเลือกเล่นงานพวกศัตรูที่มีร่างกายเป็นเป้าหมายหลัก ส่วนอีกคนใช้พลังศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างวิญญาณร้ายและช่วยเหลือคนที่ถูกสิง การประสานของทั้งสองแข็งแกร่งจนแทบไม่มีอะไรหยุดได้ และในขณะเดียวกันยิ่งมุ่งไปข้างหน้าพวกเขาก็ยิ่งได้สมัครพรรคพวกเพิ่มขึ้น
ที่ห้องขังใหญ่ที่อยู่ด้านในสุด เอ็ดวานและฮาจาได้พบอดีตแม่ทัพของประเทศถูกขังอยู่ ทั้งคู่หากุญแจและช่วยปลดปล่อยเขาออกมา แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาทำให้พวกเขาแปลกใจ
“ไม่มีประโยชน์หรอก พวกเจ้าไม่ควรเสี่ยงชีวิตมาช่วยพวกเราเลย” ขุนพลรายนั้นพูด ฮาจาเพิ่งเห็นชัดว่าร่างกายของเขาได้รับความเสียหายหนักจากการขัดขืน แขนขวาและขาซ้ายหายไปและตาข้างหนึ่งก็เสียไปด้วย
“ใช่แล้ว คิดว่าก่อนหน้านี้พวกเราไม่เคยพยายามหนีเหรอ” ขุนพลอีกคนพูด เขามีสภาพไม่ดีกว่าคนแรก ทั้งตัวเต็มไปด้วยผ้าพันแผลสกปรก นิ้วมือทั้งสองข้างเหลือรวมกันแค่เพียงสามสี่นิ้ว
“ตราบใดที่ล้มลิชคิงไม่ได้ อนาคตของเกาะนี้ก็จบสิ้นแล้ว”
“เรื่องนั้นใครเป็นคนกำหนดเหรอคะ”
“เห็นสภาพพวกเราแล้วยังไม่เข้าใจอีกเหรอ นี่คือสิ่งที่ชะตากรรมได้กำหนดไว้แล้ว”
“ชะตากรรม” เอ็ดวานพึมพำ
ฮาจาฟังแล้วรู้สึกเจ็บแปลบในใจ คำพูดลักษณะเดียวกันนี้เธอเคยพร่ำบอกกับกลุ่มอะบีสในตอนที่เธอยังไม่ได้เป็นหนึ่งในพวกเขา เธอเชื่อในสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วแต่มองว่าการไปฝืนมันอาจจะยิ่งทำให้สิ่งเลวร้ายกว่าตามมา
แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่ฮาจาเปลี่ยนความคิดนั้น ตอนนี้เธอเชื่อว่ามันควรจะต้องดิ้นรนให้ถึงที่สุด พระเจ้าจะมอบรอยยิ้มให้กับผู้ที่พยายามอย่างเต็มที่แล้วเท่านั้น
“ข้าเคยเชื่อในเรื่องชะตากรรมค่ะ” เธอตอบพร้อมกับร่ายคาถา
มันคือมัลติเทราฮีล คาถารักษาระดับสูงที่สุดที่มนุษย์เพียงหยิบมือเท่านั้นที่ไปถึง
เวทมนตร์ของเธอไม่ได้ส่งผลเพียงกับขุนพลตรงหน้า แต่มันครอบคลุมไปถึงคนทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น
“หาาา” ขุนพลผู้น่าจะเป็นหัวหน้าใหญ่ร้องลั่น แขนและขาข้างที่ขาดหายไปงอกกลับออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนตาข้างหนึ่งที่เคยมืดบอดก็กลับมาหายดีราวปาฏิหาริย์
คาถาระดับต่ำกว่าเทราฮีลสามารถฟื้นคืนอวัยวะที่ขาดหายไปได้เช่นกัน แต่ที่พวกเขาประหลาดใจนั่นมาจากเหตุที่ว่าไม่มีคาถารักษาชนิดไหนคืนสภาพอวัยวะที่ขาดหายไปนานแล้วได้ แขน ขาและดวงตาของเขาถูกทำลายผ่านมานานจนแผลปิดสนิทแล้วด้วยซ้ำ แต่คาถารักษาของฮาจาแหวกกฏเหล่านั้นได้หน้าตาเฉย
ทุกคนต่างตื่นเต้นตกใจแต่ฮาจายังไม่พอใจกับผลการรักษาแค่นี้ เธอจำความเจ็บใจที่ตนไม่สามารถช่วยเหลือเซกันในรอบคัดตัวของการประลองที่แอนเกียได้ ฮาจาหวังว่าตนเองจะเก่งขึ้นเพื่อจะตอบแทนน้ำใจของเขาได้บ้าง
ตอนที่ฮาจารู้จากคนในกลุ่มว่าแม้แต่เซกันเองก็มีศัตรูซึ่งพลังฟื้นตัวของเขาไม่สามารถเอาชนะได้ ฮาจาเกิดความคิดดี ๆ ขึ้นมา ถ้าเธอสามารถรักษาในสิ่งที่ผู้อื่นทำไม่ได้ เธอต้องสามารถเป็นประโยชน์ต่อทุกคนได้อย่างแน่นอน
นั่นคือเป้าหมายของฮาจา…
ในวันที่เซกันต้องสู้กับริแลนท์อีกครั้ง เธอจะอยู่เคียงข้างเขาและไม่ใช่เป็นแค่ตัวถ่วงอย่างที่เคยเป็น แต่ในฐานะสหายศึกที่เขาจะหวังพึ่งพิงได้
ที่ปราสาทของลิชคิง เซเลนอสและดีวานต่างบุกเข้าไปจากคนละด้าน ทั้งคู่ไม่ได้ช่วยกันสู้อย่างที่ควรทำ แต่ราวกับกำลังแข่งขันว่าใครจะเป็นคนได้หัวของลิชคิงก่อน
การแยกกันไปคนละทางไม่ได้แย่ไปซะทีเดียว อย่างน้อยมันทำให้ฝ่ายศัตรูต้องแบ่งกำลังออกเป็นสองส่วนด้วยเช่นกัน เซเลนอสบุกเข้าไปด้วยการเคลื่อนที่ผ่านเงา มันทำให้เขาไปได้เร็วกว่าดีวานที่กำลังถูกกำลังส่วนใหญ่ในปราสาทล้อมเอาไว้
ดีวานไม่ได้เกรงกลัวอันเดดจำนวนหลายพันหลายหมื่นที่แห่เข้ามาจากทุกทิศ เพลิงศักดิ์สิทธิ์ของเขาทำลายพวกมันทั้งหมดโดยที่ดีวานไม่จำเป็นต้องขยับแม้แต่ปลายก้อย
หากเป็นเดวัลทั่วไป เมื่อเห็นกองเพลิงที่ปกคลุมทั้งห้องโถง พวกมันคงหนีแตกฮือไปคนละทิศละทาง แต่อันเดดซึ่งเป็นบริวารเกือบทั้งหมดของลิชคิงไม่ได้มีสติปัญญาขนาดนั้น พวกมันกระโจนเข้าหาดีวานราวกับแมลงเม่าที่บินเข้าสู่กองไฟ
เพราะมัวแต่เสียเวลาอยู่กับพวกลิ้วล้อ ดีวานจึงช้าไปเพียงไม่กี่ก้าว ตอนที่เขาไปถึงห้องของลิชคิง เซเลนอสได้มาถึงก่อนเขา ไม่เพียงแค่นั้นในมือของชายหนุ่มยังถือหัวกระโหลกของลิชคิงอยู่ด้วย
“เรียบร้อยแล้วล่ะครับ”
“ชนะได้โดยไม่มีรอยขีดข่วนเลยนะ” ดีวานถามทั้งที่เห็นอยู่
“ลิชคิงเก่งอยู่ครับ แต่ไม่เก่งขนาดที่เอาชนะผมหรือคุณได้หรอก”
ดีวานสัมผัสพลังที่เหลืออยู่ของลิชคิงได้ มันมากกว่าที่เขาคิดเอาไว้พอสมควร ต่อให้เขาทุ่มสุดกำลังก็ใช่ว่าจะชนะได้รวดเร็วและไร้บาดแผลแบบนี้ มันทำให้เขาแน่ใจว่าเซเลนอสแข็งแกร่งกว่าครั้งสุดท้ายที่เขาเคยประลองด้วย
“ถามอะไรหน่อยได้ไหม เจ้าพูดอะไรกับโรมิเอลถึงได้ทำให้เขาเปลี่ยนใจมาช่วยงานเรา”
“ผมว่ามันไม่ใช่เวลามาถามนะครับ ลูกน้องของลิชคิงกำลังมาเพิ่มแล้ว”
ดีวานได้ยินเสียงอึกทึกกำลังเข้ามาใกล้ ดูเหมือนว่าไม่ใช่อันเดดทุกตนจะสลายไปหลังจากที่หัวหน้าถูกกำจัด หลาย ๆ ตัวกำลังมุ่งตรงมาทางนี้
เขาโบกมือไปยังทิศของประตู กำแพงเพลิงสีขาวได้ปรากฏขึ้นปิดทางเข้าออกโดยสมบูรณ์ ไม่มีอันเดดตนไหนจะผ่านเข้ามาในกำแพงไฟที่ร้อนแรงขนาดนั้นได้
“มีเวลาแล้ว” ดีวานตอบ
เซเลนอสหัวเราะชอบออกชอบใจในความดื้อด้าน เขายอมรับว่าไม่ได้เกลียดคนแบบดีวานเลย
“เข้าใจแล้วครับ จะตอบให้ก็ได้ ความจริงแล้วผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังคุณหรอกครับ เรื่องนี้จะให้เริ่มก็คงมาจากผมคิดว่ามันคงไม่ดีที่จะปล่อยให้คุณโรมิเอลทำอะไรตามใจจนเกินไป ผมก็เลยลองเจรจากับเขาดูครับ”
“เจรจา?”
“ใช่ครับ คุณโรมิเอลอยากกลับยุคของตนเพื่อตัดสินกับศัตรูคู่แค้นของเขาครับ”
ดีวานพยักหน้ารับรู้ เขาเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเช่นกัน ตอนที่ปีศาจจิ้งจอกน้ำแข็งอาละวาดและความอัปยศที่ต้องหนีกันมาอย่างหัวซุกหัวซุน
“คุณโรมิเอลเชื่อว่าคุณโซนาตามัวแต่กลัวเซลซารอสจึงเอาแต่หาพรรคพวกเพิ่มไม่ยอมกลับไปยุคนั้นเพื่อสู้ตัดสินครับ”
“พวกเรายังควบคุมเครื่องข้ามเวลาไม่ได้ต่างหาก”
“นั่นแหละครับ ปัญหาคือเขาไม่เชื่อ… ยิ่งหลายครั้งหลายหนพวกเรามักจะไปโผล่ในยุคที่มีสงครามใหญ่และได้พรรคพวกติดไม้ติดมือกลับมาทุกครั้ง เขาก็ยิ่งเชื่อว่านั่นคือความตั้งใจ คุณโรมิเอลเชื่อว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนั้น มิเนอร์วาจะท่องเที่ยวไปเรื่อยไม่มีทางจบสิ้น เขาจะไม่มีทางได้กลับไปยุคเดิมอีกเลย”
ดีวานคิดว่านั่นคือความคิดที่เหลวไหล แต่เขาไม่สามารถปฏิเสธในเรื่องที่การสุ่มข้ามเวลาอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ อาจจะทำให้โรมิเอลไม่มีโอกาสกลับยุคของตนเอง
“เขาเชื่อว่าถ้าตนเองกลายเป็นผู้กุมบังเหียนของกลุ่มอะบีส เขาจะบังคับให้โซนาตาพาตนเองกลับไปยุคเดิมได้ครับ และเพื่อการนั้นผมก็เลยบอกเขาว่าผมจะให้ความร่วมมือด้วย”
“ว่าไงนะ” ดีวานคำรามใส่พร้อมกับชี้ดาบไปที่คอของอีกฝ่าย
“อย่าเพิ่งโมโหไปครับ ผมแค่บอกเขาว่า ถ้าเขารวบรวมพรรคพวกได้มากพอ ผมจะช่วยสนับสนุนเขา ดังนั้นก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เขาต้องพิสูจน์ตนเองว่าสามารถเป็นผู้นำกลุ่มเราได้”
“เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าโกหกโรมิเอลงั้นเหรอ”
“ผมเชื่อในตัวทั้งคู่ครับ ผมเชื่อว่าคุณโรมิเอลจะสามารถกลายเป็นกำลังสำคัญของกลุ่มได้ ขณะเดียวกันผมก็เชื่อว่าคุณโซนาตาจะทำให้คุณโรมิเอลยอมรับในตัวเขาเหมือนกับที่ผมเชื่อได้”
ดีวานเกลียดเรื่องแบบนี้ เขาเคยผิดหวังกับคนประเทศตนเองที่มัวแต่เล่นการเมืองภายในโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน กลุ่มอะบีสที่ทุกคนต่างพูดเรื่องที่อยากพูด ทำสิ่งที่ควรทำได้โดยไม่ต้องห่วงว่าจะมีสิ่งแอบแฝง คือสถานที่พักใจของเขา มันจึงทำให้เขาไม่ชอบการกระทำของเซเลนอสเลย
อย่างไรก็ตาม ดีวานคุมตัวเองให้ใจเย็น เขาเชื่อว่าเซเลนอสไม่ได้พูดโกหก ชายหนุ่มคนนี้รักกลุ่มนี้ไม่แตกต่างจากตน แต่วิธีจัดการปัญหาของเขาแค่น่าหงุดหงิดใจเท่านั้น
“ถ้าข้ารู้ว่าเจ้าคิดจะทรยศล่ะก็…”
“ถึงตอนนั้นก็มารับหัวผมไปได้เลยครับ” เซเลนอสตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง