Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 296: ชาโดว์ของไลริค
ทีมของเซกันเพิ่งเดินทางถึงเอเทเซียได้ไม่นานนัก พวกเขามุ่งลงใต้สู่ป่าพรีวูดเพื่อจัดการกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาจากกิลด์
เป้าหมายของกลุ่มนี้คือการล่ามังกรป่า ป่าฟรีวูดในยุคนี้มีมังกรป่าชุกชุมกว่ายุคสมัยของเวเนและยุคของเซกัน ในบางปีจำนวนของมังกรป่าเพิ่มมากเกินไปจนอาณาเขตของพวกมันซ้อนทับกัน มังกรส่วนหนึ่งที่ถูกไล่ที่จากมังกรที่แกร่งกว่าจึงหันมาโจมตีสัตว์เลี้ยงของมนุษย์แทน
มันทำให้พวกเซกันนึกถึงข้อมูลที่ด้านโซนาตาได้มา ราลูโซลนั้นส่งผลกระทบไปถึงสิ่งมีชีวิตด้วยเช่นกัน พวกมังกรสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลก นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ปีนี้พวกมันดุร้ายยิ่งกว่าที่เคย
หน้าที่ของพวกเซกันไม่ใช่การล่าพวกมันตามใจชอบ แต่เป็นการลดจำนวนแค่บางส่วนที่ถูกเลือกเอาไว้แล้ว
เวเนกังวลใจกับภารกิจนี้อยู่บ้าง สาเหตุเพราะในยุคของเธอ เฮอร์มิตมีหน้าที่เพียงแค่การปกป้องรักษาป่าเท่านั้น เธอไม่เคยต้องฆ่าตัวอะไรก็ตามเพื่อควบคุมจำนวนประชากร
“มังกรเป็นนักล่าบนสุดของห่วงโซ่อาหาร” อัลโตพยายามอธิบายเท่าที่เขาเข้าใจ “แม้แต่มนุษย์เองก็ยังล่ามันยาก ถ้าปล่อยให้มันเพิ่มจำนวนอย่างไม่ควบคุม ป่าทั้งป่าอาจพังได้”
“มันอยู่มาได้เป็นหมื่น ๆ แสน ๆ ปีโดยที่มนุษย์ไม่เห็นต้องเข้าไปยุ่งเลย บางทีปล่อยเอาไว้เฉย ๆ พวกมันอาจจะค่อย ๆ ลดจำนวนลงเองจนกลับมาสมดุลก็ได้นะ”
“ก็อาจจะนะครับ” เซกันตอบ “แต่ระหว่างนั้นพวกมันอาจจะไปโจมตีหมู่บ้านจนวอดวายได้”
“นั่นสินะ แบบนั้นก็ปล่อยไปไม่ได้เหมือนกัน” เจเนวีฟทำท่าครุ่นคิด
“เรย์บอกว่าถ้าได้เนื้อมังกรมาก็ให้เก็บไว้ด้วย เห็นว่าเขาอยากจะทำแฮมเบอร์เกอร์เนื้อมังกร” อัลโตพูดขึ้นลอย ๆ มันทำให้เวเนตาโตขึ้นมา
“ยุคนี้มีมังกรป่าเป็นร้อยเป็นพัน ถ้าลดลงไปสักหน่อยก็คงไม่เป็นไรมั้ง” เวเนพูดพร้อมกับเช็ดน้ำลายไปด้วย
กลุ่มสุดท้ายที่ออกทำภารกิจคือกลุ่มของนานาชิ พวกเขาออกล่าสมบัติในโบราณสถานของเกาะโคราลูนาซึ่งเป็นอาณาเขตของพวกเงือก
เกาะโคราลูนาไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยวิธีทั่วไป หมอกเวทมนตร์ที่ปกคลุมรอบเกาะเป็นแบบเดียวกับที่เกาะมินิสเทรลมีอยู่ มันคือกำแพงที่กั้นเกาะทั้งสองออกจากโลกภายนอกแบบเดียวกับสนามพลังที่แบ่งซีนออกเป็นหลายส่วนที่ยังไม่เกิดขึ้นในยุคนี้
หมอกเวทมนตร์ไม่ได้เป็นอุปสรรคใด ๆ ต่อเรือของพวกนานาชิ ก่อนหน้านั้น เขายืมตราแห่งความจริงมาจากเรย์เรียบร้อย ด้วยสิ่งนี้ด่านแรกสุดจึงผ่านไปอย่างราบรื่น
พวกเงือกในความคิดของวาโลและลูเมน คืออมนุษย์ที่ค่อนข้างขี้อายและตื่นกลัวง่าย มันจึงเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อยมีใครพบเห็นพวกเขาที่อื่นนอกจากบริเวณใกล้ ๆ กับเกาะโคราลูนา
ในตอนที่ได้เจอกับชาวเงือกบนเกาะ พวกเขาต้องแปลกใจมาก สิ่งที่พวกเขาไม่คาดคิดมาก่อนเกิดขึ้น พวกเงือกจะเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายก่อนเพราะความอยากรู้อยากเห็น
“พวกเจ้าผ่านหมอกเข้ามาได้ยังไงน่ะ”
“พวกเจ้าคือนักผจญภัยเหรอ แล้วเรือไม่มีลูกเรือคนอื่นเหรอ”
“ทำไมถึงมีเด็กตั้งหลายคนล่ะ”
สารพัดคำถามถูกยิงเข้ามาแบบไม่เว้นช่วง ภาพความคิดของวาโลและลูเมนที่ว่าเงือกจะต้องร้องเพลงอยู่บนริมโขดหิน พอเห็นมนุษย์แล้วก็ตกใจกระโดดหนีลงน้ำ ถูกแทนที่ด้วยภาพพี่สาวเสียงดังผู้ชื่นชอบการยุ่งเรื่องชาวบ้าน
ภาพลักษณ์ของเงือกตอนนี้ไม่เหลือเค้าภาพเดิมอีกแล้ว
“ที่เกาะนี้มีสถานที่ที่น่าจะเป็นดันเจียนไหมคะ” โซลิเนลองถามกลับดูบ้าง หลายคนในนั้นตาโตเมื่อได้ยิน
“นี่พวกเจ้ามาเพราะอยากได้สมบัติลับของเกาะนี้เหรอ”
“เอ่อ… คือ” โซลิเนคิดว่าเธอพลาดไปแล้วที่ถามออกไปตรง ๆ ถ้ามันเป็นสมบัติสำคัญของพวกเงือก พวกเธอคงไม่อยากให้มันไปตกอยู่ในมือของคนนอก
“ถ้าอยากไปจริง ๆ ข้านำทางให้ก็ได้นะ แต่ถ้าให้แนะนำก็อย่าไปเลย”
“เรื่องอันตราย ไม่ต้องห่วง พวกเราทุกคนเก่งนะ” ไลริคแสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับโซนาตาไม่มีผิด
ถนนหนทางบนโคราลูนามีลักษณะเป็นคูน้ำที่เชื่อมต่อเป็นเครือข่ายไปทั่วเกาะ ทางเข้าโบราณสถานเองก็อยู่เส้นทางที่ว่านี้ พวกนานาชิจึงสามารถติดตามบรรดาเงือกสาวที่เสนอจะเป็นผู้นำทางให้ไปจนถึงทางเข้าได้
พวกเงือกเตือนพวกนานาชิอีกหลายครั้ง พวกเธอบอกว่าตลอดหลายร้อยปีมานี้ มีเงือกที่ลองดีเข้าไปในดันเจียนแห่งนี้หลายต่อหลายคน แต่ว่าถ้าไม่ตัดใจหนีออกมาก่อนถึงปลายทาง พวกเขาก็มักจะจบด้วยการไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
“พวกเจ้าจะรออยู่ที่นี่ก็ได้นะ” นานาชิบอกกับเด็ก ๆ ขณะที่พวกเขาอยู่หน้าทางเข้า
“ใช่ เด็กและผู้หญิงอยู่ที่นี่ปลอดภัยกว่านะ” ไลริคบอกกับวาโล ลูเมนและโซลิเน
“เมื่อวันก่อนเจ้ายังดูเด็กกว่าข้าเลย” ลูเมนแทบกรี้ดใส่
“แต่ตอนนี้ข้าโตกว่าแล้ว ถึงจะนิดเดียวก็เถอะ” ไลริคเสียงดังแข่ง
“ไปกันหมดนี่แหละค่ะ” โซลิเนเข้ามาห้ามทัพ อาจจะฟังดูไม่ดีที่จะพาเด็ก ๆ เข้าไปในที่อันตราย แต่โซลิเนไม่อยากทิ้งใครไว้ข้างนอกเช่นกัน
กลุ่มของนานาชิลงลึกไปในดันเจียนที่ครึ่งหนึ่งจมอยู่ในน้ำ พวกเขาพบว่ามันไม่ได้ซับซ้อนเหมือนกับที่คิดไว้ในตอนแรก และที่ปลายทางก็ไม่มีทั้งสมบัติ กับดักหรือเดวัลชนิดใดรออยู่
สิ่งเดียวที่รอพวกเขาอยู่คือแท่นหินที่มีอักขระเวทสลักไว้จนทั่ว
มันคือของแบบเดียวกับที่อยู่บนชั้นสูงสุดของหอคอยสวรรค์ในเมืองอัลกราด พวกนานาชิเข้าใจได้ทันทีว่าสิ่งนี้คือเวทเคลื่อนย้ายและปลายทางของมันถ้าไม่ใช่สมบัติก็คงต้องเป็นกับดักอย่างแน่นอน
พวกเขาก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง เมื่อการเคลื่อนย้ายเสร็จสิ้น พวกเขาเข้าใจว่าพวกตนติดอยู่ในสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะเหมือนโดมขนาดยักษ์
ไม่นานนัก ความจริงของสถานที่แห่งนี้ได้ประจักษ์ต่อสายตา…
ผนังสีดำที่ล้อมรอบอยู่มันไม่ใช่กำแพงแต่เป็นม่านพลังโปร่งใสที่กั้นระหว่างพื้นที่แห้งที่พวกเขาอยู่ กับก้นมหาสมุทรข้างนอก
“พวกเราอยู่ใต้ทะเลลึก” ไลริคบอกให้ทุกคนระวังตัวเพราะเขาสัมผัสได้ว่าบางอย่างกำลังเข้ามาใกล้
แสงสว่างปรากฏขึ้นจากเบื้องบน ทุกคนรู้ว่ามันไม่มีทางเป็นแสงจากธรรมชาติ เหตุก็เพราะว่ามันเป็นแสงสีแดงสี่จุดและกำลังตรงเข้ามาหาด้วยความเร็วสูง นานาชิใช้คาถานินจาทำให้บริเวณรอบ ๆ สว่างขึ้นและเผยให้เห็นส่วนหนึ่งของร่างของศัตรู
มันคือร่างขนาดยักษ์ พวกเขาไม่สามารถเห็นทั้งหมดของมันได้เนื่องจากความมืดและขนาดใหญ่โตจนแสงไม่สามารถสาดส่องไปได้ทั่ว ตอนนี้พวกเขาแน่ใจแล้วว่าแสงสีแดงที่เห็นตอนแรกมาจากดวงตาทั้งสี่ของมัน
หัวของสัตว์ประหลาดยักษ์มีรูปร่างคล้ายกับวาฬ ปากของมันมีฟันแหลมอัดแน่นอยู่เต็มปาก รูปร่างของมันคล้ายกับงูหรือปลาไหล แต่ด้วยขนาดและความยาวที่ผิดปกติ พวกเขาสามารถบอกได้ว่ามันไม่ใช่งูอย่างแน่นอน
“ใหญ่กว่าคราเคนอีกใช่ไหม” วาโลไม่เคยเห็นคราเคนทั้งตัว แต่เขาประเมินจากรูปของหนวดคราเคนที่เรย์ส่งมาอวด เจ้าสิ่งนี้อย่างน้อยก็น่าจะใหญ่กว่าสี่ถึงห้าเท่า
“ฉันตรวจดูสนามพลังรอบ ๆ แล้ว มันทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้น้ำทะเลเข้ามาเท่านั้น ทั้งเราและเจ้าสัตว์ประหลาดน่าจะผ่านมันได้โดยไม่ทำให้มันเสียหาย”
“แต่ข้างนอกเป็นก้นทะเลลึก ถ้าหลุดออกไปก็คงตายกันเกือบทุกคนแหละ” ไลริคเชื่อว่ามีแค่เขากับโซลิเนเท่านั้นที่มีโอกาสรอด นานาชิ วาโลและลูเมน แม้แต่เก่งแค่ไหน ร่างกายของพวกเขาก็ยังเป็นมนุษย์ มันไม่มีทางทนแรงดันขนาดนั้นได้
“ไม่เป็นไร ที่ออกจะเหลือเฟือ” นานาชิตอบอย่างใจเย็น ดวงตาของเขาจ้องเจ้าเดวัลยักษ์แบบไม่ยอมกะพริบตา
ศัตรูมีทั้งร่างกายใหญ่โต ความเร็ว และยังสามารถโจมตีทั้งระยะใกล้และไกลด้วยเวทมนตร์ มันเลื้อยเข้ามาในพื้นที่ของโดมโดยไม่ทำให้สนามพลังเสียหาย แต่สิ่งที่นานาชิกังวลที่สุดคือเวทมนตร์น้ำแข็งที่มันสาดไปทั่วจะมีผลกับอักขระที่สลักไว้บนพื้นหรือไม่ เขาไม่อยากให้สนามพลังเวทที่กั้นน้ำทะเลไว้และเวทมนตร์ที่จะนำพวกตนออกไปจากที่นี่หลังจากสู้จบถูกทำลายไปซะก่อน
วาโลและลูเมนตัดสินใจรวมร่างกันกลายเป็นร่างผู้ใหญ่ วันนี้ทั้งคู่ไม่ได้ติดเล่นเหมือนกับทุกครั้ง พวกเขาสัมผัสได้ว่าศัตรูคราวนี้ไม่สามารถประมาทได้
โซลิเนรับมือด้วยเสียงเพลง ‘บทเพลงแห่งท้องทะเล’ เป็นเพลงที่ทั้งไพเราะและแฝงด้วยความเศร้าจนทำให้ผู้ฟังสามารถหลั่งน้ำตาออกมาได้ง่าย ๆ เนื้อหาของเพลงเกี่ยวความรักที่ไม่สมหวัง การพลัดพรากจากคนที่ตนรัก ความรู้สึกนั้นได้ถูกส่งข้ามทะเลไปหาคนที่อยู่ไกลแสนไกล ผู้ที่อาจไม่มีโอกาสได้ยินเสียงนี้อีกแล้ว
พลังของเพลงโซลิเนไม่เพียงแค่มีผลต่อการฟื้นฟูพลังเวทมนตร์เท่านั้น แต่ทำให้ศัตรูเคลื่อนไหวช้าลงด้วย และมันเปิดโอกาสให้คนที่เหลือตอบโต้
ไลริคมีการเคลื่อนไหวที่คล้ายโซนาตา แต่อาวุธที่เขาใช้ไม่ใช่ปืนทำลายล้างหรือพลังที่เลียนแบบมาจากคู่ต่อสู้ เขามีอาวุธที่เป็นของตัวเขาเอง
“เบตา” สิ้นเสียงตะโกนของไลริค สัตว์ประหลาดสีดำสนิทก็ปรากฏตัวขึ้น มันมีรูปร่างคล้ายกับสิงโตสีดำในขนาดที่ใหญ่ว่าสิงโตทั่วไปหลายเท่า
ไลริคขึ้นไปขี่เบตาในทันทีที่มันโผล่ออกมา เขากวักมือเรียกเพื่อน ๆ ขึ้นมาด้วยกันแต่ว่าคนที่วิ่งตามขึ้นไปมีเพียงแค่ร่างรวมของวาโลและลูเมนเท่านั้น ทั้งนานาชิและโซลิเนมองสิ่งนั้นอย่างไม่ไว้ใจ
ชาโดว์คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งมีชีวิต พวกมันคือด้านมืดที่รู้จักเพียงการทำลายเท่านั้น เพียงแค่ปรายตามองนานาชิก็เข้าใจเรื่องนี้อย่างแจ่มแจ้ง ส่วนโซลิเนผู้ที่เคยต่อสู้ห้ำหั่นกับชาโดว์มามากมายนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“แกมมา” คราวนี้เป็นชาโดว์รูปร่างม้าสองหัว นอกจากพายุที่ก่อตัวขึ้นรอบ ๆ ยังเห็นได้ชัดว่าอาวุธของชาโดว์ตนนี้คือดาบยักษ์สองเล่มที่แต่ละหัวคาบมา
“เดลตา” ขณะที่นานาชิกำลังกังวลเรื่องอักขระบนพื้นจะได้รับความเสียหาย พลังของไลริคกำลังแหวกพื้นออกจากกัน ภายในธารลาวาที่กำลังเดือดระอุ สุนัขสามหัวกำลังไต่ขึ้นมาอย่างช้า ๆ
“เอปไซลอน” ร่างปีศาจได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับอาณาเขตเวทของตนเอง พลังของมันดันเอาม่านพลังที่ครอบคลุมพวกไลริคให้ขยายวงออกไปยิ่งกว่าเดิม
“เซตา” เงาสีดำคราวนี้กลายร่างเป็นมังกร คลื่นความเย็นที่แผ่ออกมาไม่มีผลกับพวกไลริคแม้แต่น้อย แต่มันกำลังแช่แข็งพื้นทะเลที่อยู่นอกเหนือพื้นที่ที่ถูกเอปไซลอนขยายออกไป
“อีตา” เสือดำตัวใหญ่ที่ดูปราดเปรียวปรากฏขึ้นเป็นลำดับที่หก โดยที่ไม่รอคำสั่งใด ๆ อีตาพุ่งไปรอบ ๆ ด้วยความเร็วเหนือเสียง มันใช้กรงเล็บและคมเขี้ยวขย้ำฉีกศัตรูที่กำลังถูกเซตาแช่แข็ง
“ธีตา” ชาโดว์ที่เหมือนหุ่นไล่กาถูกเรียกออกมาเพิ่ม มันออกมาในจังหวะเหมาะพอดีเพราะฝ่ายศัตรูกำลังระดมยิงเวทเข้าใส่ไลริค แต่กระสุนเวทเหล่านี้ถูกสะท้อนกลับไปหมดด้วยพลังของชาโดว์ตนนี้
“ไอโอตา” นี่คือชาโดว์ตนสุดท้ายที่ไลริคมี งูยักษ์ที่เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระในน้ำ มีพิษร้ายที่แค่หยดเดียวก็สามารถสังหารผู้คนได้นับร้อยนับพัน และมีพลังเข้าคู่กับธีตาเพราะมันสามารถสะท้อนทุกความเสียหายทางกายภาพกลับไปได้
ชาโดว์ทั้งแปดกระโจนเข้าปะทะอย่างดุเดือด มันคือสงครามของสัตว์ประหลาดอย่างแท้จริง ฝ่ายศัตรูได้เปรียบในเรื่องของขนาดตัวและพละกำลังที่เดวัลทั่วไปไม่อาจเทียบได้ แต่ฝ่ายชาโดว์เองก็ได้เปรียบกว่าทั้งเรื่องของจำนวนและพลังพิเศษที่ร้ายกาจ
วาโลและลูเมนตัดสินใจคืนร่างเดิมเพื่อสงวนแรงเอาไว้ ทั้งคู่มายืนรวมกับไลริคและคนอื่น แต่ละคนเตรียมรับมือเผื่อว่าสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้น
“แข็งแกร่งมาก เจ้ามีพลังแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ” นานาชิถามไลริค
“ฉันเพิ่งควบคุมได้ขนาดนี้นี่แหละ อยากทดลองว่าจะใช้ทุกตัวพร้อมกันได้นานแค่ไหน” เขาตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เห็นได้ชัดว่ากำลังฝืนแรงอยู่
“น่ากลัวจริง ๆ” โซลิเนจำได้ดีตอนที่ชาโดว์เหล่านี้เป็นศัตรู แม้ว่าตอนนี้คนที่กลายเป็นเจ้านายของพวกมันจะเป็นไลริค เธอก็ยังรู้สึกว่ามันน่าสะพรึงกลัว
“ฉันไม่ปล่อยให้พวกมันทำร้ายใครหรอก” ไลริคเข้าใจความกังวลของโซลิเนดี “เชื่อใจฉันสิ”
โซลิเนพยักหน้ารับ เธอกลับมาร้องเพลงที่ค้างเอาไว้ตั้งแต่ครู่ก่อน ส่วนนานาชิ วาโล และลูเมนก็ไม่ยอมน้อยหน้าทั้งสามรู้ว่าไลริคกำลังอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็วพวกเขาจึงต้องเตรียมการสำหรับการโจมตีที่ใช้เผด็จศึก
นานาชิใช้วิชาแยกร่าง ลูเมนและวาโลรวมร่างกันอีกครั้งเพื่อใช้ท่าไม้ตาย ส่วนโซลิเนก็ใช้แฟนคลับมีทอัพเรียกบรรดาซัมมอนที่เกิดจากแฟน ๆ ของเธอมาช่วย
เดวัลยักษ์ที่เจ็บสาหัสจากชาโดว์ไม่สามารถต้านทานได้ มันถูกเซตาชาโดว์ตัวสุดท้ายที่ไลริคเหลือไว้ลากเข้ามาในวงของสนามพลังเดิม ถึงจะเป็นแค่ส่วนหัวแต่มันก็เกินพอ นานาชิใช้ความเร็วและร่างแยกฉีกมันออกทีละนิด ส่วนร่างรวมของวาโลและลูเมนก็กำลังระดมหมัดใส่หัวของศัตรูไม่ยั้ง
เดวัลร่างยักษ์ค่อย ๆ ล้มลง อักขระบนพื้นเรืองแสงขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่สนามพลังจะค่อย ๆ เสื่อมกำลัง ทั้งห้าถูกย้ายที่ออกไปยังสถานที่ใหม่เพียงชั่วพริบตาก่อนที่พวกเขาจะถูกบดขยี้ด้วยแรงกดมหาศาลของใต้ทะเลลึก
ในห้องสมบัติเก่าแก่ของเกาะโคราลูนา มันแทบไม่เหลือสมบัติใด ๆ อยู่ที่นั่นแล้ว หีบสมบัติเพียงกล่องเดียวที่ยังถูกปิดอยู่คือเป้าหมายภารกิจของพวกนานาชิ
ผลงานภารกิจทั้งหมด กลุ่มของโซนาตาและเรย์ที่จัดการกับโจรสลัดในปากัสจนราบคาบ กลุ่มเซกันที่เผชิญหน้ากับฝูงมังกรป่า กลุ่มของเซเลนอสกับกองทัพของลิชคิง เช่นเดียวกับกลุ่มทั้งสี่ที่ทำสำเร็จก่อนหน้านั้น กลุ่มของนานาชิเองก็สามารถจบภารกิจสุดโหดลงได้ รางวัลมหาศาลของภารกิจจึงตกเป็นของพวกเขา
ชื่อเสียงในฐานะผู้ที่จัดการกับภารกิจที่ไม่มีใครรับมือไหวกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานคงไม่มีใครในวงการที่ไม่รู้จักพวกเขา และตอนนั้นภารกิจสุดโหดหินจากทั่วโลกจะถูกส่งไปรวมกันที่กิลด์อุสทรินาอย่างแน่นอน
แค่คิด ทุกคนก็ยิ้ม เพราะนั่นหมายถึงพวกเขาจะกอบโกยความมั่งคั่งจากยุคนี้ได้เพิ่มอีก
ในช่วงพักว่างจากภารกิจ โซนาตาไม่ลืมที่จะนำเรื่องเกี่ยวกับราลูโซลไปปรึกษากันทุกคนด้วย
ลูนาร์และด็อกมารับปากว่าจะศึกษาเรื่องนี้เพิ่ม
“เวทมนตร์ที่มีปัญหาขนาดนี้ คนที่ใช้มันลงไปราวกับว่าตั้งใจทำเพื่อทำลายโลกเลย” ลูนาร์พึมพำตอบมาจากอีกด้านของเครื่องมือสื่อสาร
โซนาตาไม่อยากรีบด่วนสรุปไปในทิศทางนั้น แต่สัญชาตญาณของตนได้ร้องเตือนแบบเดียวกัน
เขานึกถึงชื่อ ๆ หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์นี้ อดีตเสนาธิการของกิงคารอน ‘กัลลาร์ด อมาเรียส’ ที่อยู่ในยุคเดียวกับเรย์
…ขอให้แค่คิดมากไปเถอะ…