Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 299: โลกที่สงบสุข โลกที่กำลังลุกไหม้
กลุ่มอะบีสมองว่าจำเป็นต้องมีใครสักคนหยุดพวกเธอไว้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายขึ้นจริง แต่ก่อนที่จะได้ลงมือกิลด์มาสเตอร์ได้มาถึงที่เกิดเหตุพอดี มันทำให้ทั้งคู่หยุดมือก่อนที่จะถูกเตือนด้วยซ้ำ
“ข้าบอกแล้วยังไงว่าห้ามสู้กันในกิลด์” ชายชราส่ายหัว
“ข้าไม่ได้เริ่มก่อน” ฟรองเซย์แก้ตัวไม่เต็มปากเต็มคำ
“ข้าเริ่มก่อน แต่แล้วยังไง…” เวโรนิกายังไม่ทันจบประโยคดี กำปั้นของชายแก่ก็พุ่งตรงไปที่กลางกระหม่อมของเธอ เสียงดังโป๊กลั่น ทำให้ฟรองเซย์หวาดเสียวว่าจะโดนไปด้วยไหม
“จะเอาด้วยไหม” คาฟโตถามฟรองเซย์
“ไม่… ไม่เป็นไรค่ะ”
คาฟโตปรายตามองโต๊ะที่แหลกเป็นชิ้น พื้นที่ไหม้เป็นรู และข้าวของอีกหลายอย่างที่เสียหายแล้วก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “ค่าเสียหายทั้งหมดจะเก็บกับพวกเจ้าทั้งคู่นี่แหละ”
“เอ๋ ข้าด้วยเหรอ” เวโรนิกาชี้ไปที่ตัวเอง
“โดยเฉพาะเจ้านั่นแหละ” ชายแก่เอ็ดใส่ “ที่โดนลงโทษให้มาทำงานที่นี่ ไม่ได้ทำให้เข็ดหลาบเลยสินะ”
เวโรนิกาเบ้ปาก ก่อนที่จะโดนดุมากไปกว่านี้เธอตัดสินใจถอยออกไป แต่ยังไม่วายหาเรื่องฟรองเซย์ทิ้งท้าย “ฝากไว้ก่อนเถอะ”
เหตุการณ์กลับมาสงบลง กลุ่มอะบีสช่วยกันเก็บกวาดคนละไม้คนละมือจนโรงอาหารที่เละเทะกลับมาอยู่ในสภาพที่ไม่น่าเกลียดจนเกินไปนัก คาฟโตลงมานั่งคุยกับพวกเขาและเริ่มเล่าเรื่องของภารกิจโดยที่โซนาตายังไม่ทันได้เอ่ยถาม
“พวกเจ้าน่าจะได้ยินเกี่ยวกับภารกิจลับที่โซดาเรียแล้วใช่ไหม”
“โซดาเรีย” เรย์แทบสำลักไวน์ ไม่แปลกที่จะตกใจเพราะโซดาเรียมันคือประเทศบ้านเกิดของเขา “เกิดอะไรขึ้นที่โซดาเรีย”
กิลด์มาสเตอร์ชราลดเสียงลง “ทางนั้นไม่ได้แจ้งรายละเอียดมา พวกเรารู้เพียงว่ามีกิลด์ใหญ่หลายกิลด์ได้รับภารกิจนี้ โซดาเรียกำลังรับมือกับศัตรูที่แข็งแกร่งชนิดที่ว่ากองทัพไม่สามารถรับมือได้ตามลำพัง ทางเราส่งมือดีไปช่วยหลายคนแต่ดูเหมือนว่ามันจะรุนแรงมากกว่าที่คิด”
“ศัตรูเป็นใครจากไหนถึงได้แข็งแกร่งได้ขนาดนั้นครับ” เอ็ดวานถามบ้าง
“พวกนั้นเป็นองค์กรขนาดเล็ก… แต่เราไม่รู้เลยว่ามีที่มาจากไหน มีประเทศใดให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ โซดาเรียไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และพวกเราก็สืบไม่ได้มากไปกว่านั้น” ชายชราเอ่ยอย่างท้อใจ
“องค์กรที่แข็งแกร่งขนาดนั้นแต่ไม่มีที่มาที่ไปงั้นเหรอ” จีดัสกุมคางครุ่นคิด
“ถ้าเป็นพวกที่มาจากเนเธอร์เวิลด์ก็ไม่แปลกที่จะไม่มีใครรู้จักนะครับ โลกปีศาจไม่ค่อยมีใครสนใจใครด้วยครับ” เซเลนอสพูดจากประสบการณ์ตรง สมัยที่เขายังเป็นวายร้ายตอนนั้นก็แทบไม่มีใครรู้จักตัวจริง จนกระทั่งวันที่เรื่องที่ก่อขึ้นรุนแรงจนถูกทุกคนจับตานั่นแหละ
“เนเธอร์เวิลด์…” โซนาตาสะดุดใจ มันทำให้เขานึกถึงอีกคำหนึ่งคือคำว่า ‘พาราเรลเวิลด์’
จีดัสพอเดาออกว่าโซนาตากำลังนึกถึงอะไร ก่อนหน้านี้กิลด์มาสเตอร์เล่าว่ามีข่าวลือเกี่ยวกับพวกวายร้ายที่มาจากโลกคู่ขนาน แม้จะมีโอกาสน้อยที่เรื่องมันจะพอเหมาะพอเจาะแบบนั้น แต่จีดัสไม่แปลกใจที่โซนาตามองว่าทั้งคู่เป็นข้อมูลที่น่านำมาขยายต่อ
“แล้วกิลด์อุสทรินาจะยังรับงานนี้ต่อไหมครับ” จีดัสถามชายชรา
เขาทำท่าคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“เป็นคำขอจากโซดาเรียข้าคงปฏิเสธไม่ได้ แต่การเสียคนในคราวก่อนเป็นความเสียหายที่ร้ายแรง เราอาจจะต้องส่งระดับ S ที่เหลือคนสุดท้ายไปพร้อมกับระดับที่ต่ำลงมา” คาฟโตพูดโดยตั้งใจไม่นับกลุ่มอะบีสทั้งยี่สิบห้าอยู่ในกำลังรบเพราะงานที่ผ่านมาคืองานสุดท้ายที่ตกลงกันไว้
“หมายถึงฟรองเซย์?”
“ใช่แล้วล่ะ ข้าคุยกับฟรองเซย์กับอัสการ์เอาไว้แล้ว และน่าจะต้องขอแรงระดับ A และ B ไปช่วยอีกหลายคน”
“ระดับ S หลายคนยังไม่รอด ส่งระดับ A และ B ไปจะไม่ยิ่งทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายมากขึ้นเหรอครับ” เซกันถามด้วยความเป็นห่วง
คาฟโตถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขารู้อยู่แก่ใจแต่ก็อับจนทนทาง เพื่อให้ระดับ S คนสุดท้ายอย่างฟรองเซย์มีโอกาสรอดกลับมา มันอาจจะหมายความว่าต้องมีคนอีกหลายคนไปเสี่ยงชีวิตเพิ่ม
“ให้พวกเราช่วยก็ได้นี่คะ” ฮาจาถามคาฟโตและขออนุญาตโซนาตาไปพร้อมกัน “ได้ใช่ไหมคะ พวกเราไม่มีภารกิจอะไรหลังจากนี้แล้วนี่”
เซเลนอสและจีดัสได้ยินแล้วจึงลอบหัวเราะอยู่ในใจ ฮาจาไม่รู้ว่าทั้งคาฟโตและโซนาตาต่างก็อยากให้กลุ่มอะบีสช่วยภารกิจนี้ พวกเขาแค่กำลังรอให้อีกฝ่ายเป็นคนยื่นเสนอก่อน
โซนาตาอยากรู้รายละเอียดของภารกิจและคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ประเมินตัวฟรองเซย์ว่าคุ้มค่าที่จะดึงตัวเข้ากลุ่มไหม
ส่วนด้านคาฟโต อุสทรินากำลังขาดกำลังคนอย่างรุนแรง เขาย่อมอยากได้คนช่วยแน่ ที่นิ่งไว้ก่อน มันคือการเล่นตัวเพื่อที่จะได้ต่อรองข้อเสนอที่ดีกว่า
แต่ฮาจากลับเผยไพ่ว่าทางฝ่ายอะบีสไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธ
“เอาเถอะ พวกเราจะรับงานนี้” โซนาตายกยิ้มเจ้าเล่ห์ เป้าหมายหลักของเขายังไม่เปลี่ยนไปจากเรื่องของราลูโซลและการหาสมัครพรรคพวกเพิ่ม
การหารืออย่างไม่เป็นทางการของกลุ่มอะบีสและกิลด์มาสเตอร์จบลง หลังจากนั้นโซนาตาปล่อยให้ทุกคนตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อในระหว่างรอเดินทางไปโซดาเรียในวันพรุ่งนี้
“ฉันว่าจะกลับมิเนอร์วาเลย ใครยังมีธุระอะไรกับที่นี่ก็รีบทำให้เสร็จล่ะ ยังมีเวลาจนถึงพรุ่งนี้เช้า” โซนาตาบอกกับทุกคน
“ข้ามีธุระอีกนิด คืนนี้คงจะพักที่ลีโอตาร์เป็นคืนสุดท้าย” ฟรีโอนิเอลตอบเสียงนิ่ง ทุกคนรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ นี่คงนัดกาเรนมาตระเวนราตรีโต้รุ่งเป็นการสั่งลาอย่างแน่นอน
“ข้าเองก็อยากจะเดินตลาดของที่นี่เป็นครั้งสุดท้าย มีหนังสือทำอาหารหลายเล่มที่ยังไม่ได้ซื้อด้วย”
“ไกราจะอยู่เป็นเพื่อนเรย์เอง”
“จริงสิ มีของที่อยากให้นายซื้อให้เหมือนกัน” โซนาตาหันไปทางเซกัน “เดี๋ยวจะส่งรายการตามไปให้”
“ได้ครับ” เซกันรับอย่างงง ๆ เขาแปลกใจที่โซนาตามอบหมายงานซื้อของให้ทั้งที่เรย์ยังอยู่เมืองนี้แถมยังรู้จักลีโอตาร์ดีกว่าตน
“ฝากฮาจาช่วยดูด้วยอีกคนได้ไหมจ๊ะ” ซีวีรู้เจตนาโซนาตา เธอรับไม้ต่อมาโดยการฝากพวกการซื้อข้าวของจุกจิกของสาว ๆ ให้ฮาจาช่วยจัดการ
“ดะ… ได้ค่ะ ไว้ใจข้าได้เลย”
“อืมม ก็ดีนะ งั้นข้าไปด้วย โอ๊ยยย” เอ็ดวานร้องลั่นเมื่อถูกทั้งเวเนและเจเนวีฟตบไหล่ทั้งสองข้างแบบตั้งใจ
“ไม่ได้ยินเหรอ ว่าฮาจาจะต้องไปซื้อพวกของจุกจิกของผู้หญิง” เจเนวีฟใช้น้ำเสียงมีจิตสังหารแฝงอยู่
“ใช่แล้ว เจ้ากลับขึ้นมิเนอร์วาดีกว่า ข้ามีเมนูใหม่อยากหาคนชิมด้วย”
“อูยยย” เอ็ดวานร้องโอดโอย “บอกดี ๆ ก็ได้นี่นา ทำไมข้าถึงได้รู้จักแต่ผู้หญิงมือหนักเนี่ย”
“เงียบไปเถอะ พูดมากเดี๋ยวก็โดนเชือดหรอก” ลามินาเข้ามาร่วมวงด้วย น้ำเสียงเธอไม่เหมือนล้อเล่นสักนิด
เอ็ดวานงงว่าเขาทำผิดอะไร แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา มันทำให้เขาคิดว่ายิ่งไปต่อล้อต่อเถียงด้วยก็ยิ่งเป็นเรื่อง ทางที่ฉลาดกว่าคือเงียบปากและทำตามที่พวกสาว ๆ แนะนำจะดีกว่า
“จะลงเอยกันได้ไหมนะ” ซีวีกระซิบกับโซนาตา เธอมองจนเซกันและฮาจาแยกออกไป
“ก็ทำเท่าที่ทำได้แล้วนะ” โซนาตายักไหล่ เขาคิดว่าเรื่องแบบนี้ไปเร่งรัดมากไปก็ไม่ดี ที่เหลือก็แค่ปล่อยให้มันเป็นอย่างที่ควรเป็น
เซกันและฮาจาได้ใช้เวลาด้วยกันตามแผนของทุกคน แน่นอนว่าไม่มีอะไรคืบหน้าสำหรับคู่นี้ที่ต่างฝ่ายต่างก็แค่คิดว่าตนห่วงใยอีกฝ่ายเป็นพิเศษ พวกเขาทำงานตามที่ได้รับมอบหมายอย่างเคร่งครัดมากกว่าที่จะได้เดินเที่ยวชมเมืองอย่างสบายใจ
เรย์บังเอิญได้เจอกับฟรองเซย์และอัสการ์ที่ตลาดใกล้กับกิลด์ ในบางขณะเรย์รู้สึกราวกับเห็นเวิร์นอยู่ตรงนั้น พวกเขามีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างกัน ความเหมือนที่เด่นชัดอย่างหนึ่งก็คือกำแพงที่ทั้งสองพ่อลูกมีเหมือนกัน เรย์รู้สึกว่าเธอไม่ต้องการให้ใครเข้าใกล้จนเกินไป
“มีร้านอาหารเปิดใหม่ตรงหัวมุมถนน อาหารน่าจะใช้ได้เลยเพราะคนต่อแถวยาวจนล้นออกมานอกร้าน” อัสการ์ชี้ไปทางหนึ่งแต่ฟรองเซย์ทำเป็นไม่ได้ยิน
“สวัสดี” ไกราทักทายทั้งคู่และมีเพียงแค่อัสการ์ที่ทักทายกลับ
“พวกเราได้ยินจากกิลด์มาสเตอร์ครับ พวกคุณจะมาช่วยภารกิจที่โซดาเรียใช่ไหม บอกตามตรงว่าทำให้โล่งใจขึ้นเยอะเลยครับ”
“พวกเราจะลองดูว่ามีอะไรทำได้บ้าง แต่อย่าคาดหวังอะไรกับพวกเรามากเลย” เรย์ตอบแบบถ่อมตน
“คนที่เข้ามาแล้วได้แรงค์ชั่วคราวสูงขนาดนั้น แล้วยังกวาดเควสระดับตำนานที่ไม่มีใครจัดการได้จนหมดไป ไม่มีทางเป็นคนธรรมดาอย่างแน่นอน” อัสการ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม
ฟรองเซย์ไม่ได้พูดมากเหมือนอัสการ์ เธอเพียงลอบมองสำรวจเรย์และไกราอย่างอยากรู้อยากเห็น หญิงสาวอาจไม่แสดงออกเหมือนกับคนอื่นในกิลด์ แต่ฟรองเซย์คงสงสัยที่มาที่ไปของกลุ่มอะบีสเช่นกัน
กลายเป็นว่าทั้งสี่เดินเที่ยวชมเมืองไปด้วยกัน พวกเขาแวะร้านมากมายตลอดทาง มีทั้งร้านหนังสือและร้านเครื่องครัวที่เป็นเป้าหมายหลักของเรย์ ร้านอาหารแนะนำของอัสการ์ ร้านขายอาวุธและอุปกรณ์เครื่องป้องกัน ร้านประจำที่ฟรองเซย์มักจะนำอาวุธมาซ่อมอยู่เสมอ และร้านรวงอีกมากมายที่บางครั้งพวกเขาก็แค่แวะเข้าไปเพราะอยากรู้ว่ามันขายอะไร
ฟรองเซย์เป็นมิตรกว่าที่พวกเขาเคยคิดมาก เธออาจจะหน้านิ่ง พูดน้อย และไม่ค่อยมีอารมณ์ขัน แต่เธอไม่ใช่คนไม่ใส่ใจผู้อื่น การใช้เวลาด้วยกันสั้น ๆ ทำให้เรย์และไกราแน่ใจว่าสาเหตุที่คนทั่วไปไม่ชอบเธอ มันเป็นเพียงเพราะเธอมีบุคลิกเย็นชาชวนเข้าใจผิดและเรื่องที่เธอคือลูกสาวของเวิร์น
“อ้าว อะไรกันเนี่ย ลุงเองก็มาเดินเที่ยวแถวนี้ด้วยเหรอ”
“บอกว่าอย่าเรียกลุง เดี๋ยวถูกยันโครมให้หรอก” ฟรีโอนิเอลแยกเขี้ยวใส่ไกรา แต่อีกฝ่ายไม่ได้กลัวเลยสักนิด
“พวกเราว่าจะไปดื่มกันต่อน่ะ ว่าแต่…” กาเรนเหลือบมองไปทางฟรองเซย์
“อัสการ์ครับ ส่วนทางนี้คือฟรองเซย์ คุณก็อยู่ในกลุ่มเดียวกับเรย์เหรอ ไม่เคยเห็นหน้าเลย”
กาเรนพยายามแนะนำตัวกับฟรองเซย์ เธอโค้งให้เล็กน้อยตามมารยาท
“ระวังนะ ยายนี่ดูน่ารักแต่มือหนักน่าดู ไปทำเจ้าชู้ใส่เดี๋ยวจะชะตาขาดเอาได้” ฟรีโอนิเอลกระซิบบอกเพื่อน
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันชินกับผู้หญิงมือหนักแล้ว” กาเรนกระซิบตอบด้วยเสียงเบาพอกัน
ด้วยเหตุนี้กลุ่มเดินเที่ยวจากสี่จึงกลายเป็นหกไป เรย์อดรู้สึกไม่ได้ว่าความสงบสุขแบบนี้คือสิ่งที่เขาหวังจะเห็นที่สุด โลกที่ไม่มีเทพปีศาจ โลกที่มนุษย์ไม่ควรจะต้องอยู่อย่างหวาดกลัว มันควรจะเป็นแบบนี้ใช่ไหม
แต่แล้ว…ภาพแห่งความสุขก็ถูกทำลายจนสิ้นในอีกหลายวันต่อมาในประเทศบ้านเกิดของเรย์
สิ่งที่เขากำลังเผชิญหน้าช่างแตกต่างจากความสุขในหลายวันก่อนอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะมองไปทางทิศทางไหน เขาก็เห็นแต่เลือด ฝุ่นควัน เปลวไฟ และเศษชิ้นส่วนของมนุษย์ที่กระจัดกระจายจนทั่ว