Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 31: เลือดอาคม
ทหารอันเดดตัวเดิมย้อนกลับมาเพื่อเก็บศพของเจเนวีฟ แต่ก็เช่นเดียวกับครั้งก่อน มันต้องกลับไปมือเปล่า เจเนวีฟนอนหนุนตักของอนาทิลดาและหลับไปทั้งแบบนั้น แวมไพร์ชรายังคงลูบผมของเธออย่างเอ็นดู ดวงตาร่วงโรยมีความกังวลแฝงอยู่ด้วย
ใจครึ่งหนึ่ง เธอกลัวว่ามาร์เคลส่งเจเนวีฟมาเพื่อมาหลอกให้เธอตายใจและมอบของที่เขาต้องการ แต่ใจอีกครึ่ง เธอกังวลกว่าถ้าเจเนวีฟแค่ถูกส่งมาเป็นเหยื่อ แต่เธอกลับไม่ตาย มาร์เคลที่ไม่เคยพบลูกของเธอจริง ๆ อาจเอะใจบางอย่าง
…ถ้าข้าปล่อยเจเนวีฟกลับไป มันต้องสงสัยแน่ เด็กคนนี้อาจจะถูกทรมานหรือถูกฆ่าทิ้ง…
…และเด็กคนนั้น อาจจะไม่ปลอดภัย…
“ข้าไม่อยากให้คนชั่วแบบมันได้สมบัติของข้าไป บางทีข้าควรเลือกทางนั้นสินะ…” อนาทิลนาพึมพำกับตัวเอง
อนาทิลดาปล่อยให้เจเนวีฟนอนพิงเก้าอี้ของเธอหลับไป ร่างผอมลุกขึ้นเพราะเธอมีเรื่องสำคัญที่ต้องรีบจัดการให้ลุล่วงท่วงทันต่อความคิด
หญิงชรานำเอาขวดแก้วที่มีขนาดเท่ากับนิ้วก้อยของเธอออกมา จากนั้นจึงใช้เล็บกรีดเลือดของตนโดยใช้ขวดแก้วนั้นรองไว้
“ด้วยสายเลือดของเทพธิดาแห่งความตายและสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลเวียนอยู่ในกายข้า ข้าขอมอบความเป็นอมตะและอำนาจเหนือผู้อาศัยในความมืดทั้งปวงให้แก่ผู้สืบทอดของข้า จาคูอิเชนเต” อนาทิลดาท่องคาถากำกับใส่เลือดขวดนั้น มันส่องแสงจ้าและเปลี่ยนเลือดสีเข้มจนเกือบดำให้กลายเป็นสีแดงสว่าง
หลายนาทีหลังจากพิธีกรรมลึกลับของอนาทิลดา เจเนวีฟงัวเงียตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเรียกที่คุ้นเคย โซนาตาเรียกเธออยู่ที่หน้ากรงขัง โดยมีอนาทิลดายืนคุมเชิงอยู่
“นั่นไง ตื่นแล้ว” โซนาตาถอนหายใจอย่างโล่งอก “ฉันเป็นเพื่อนของเจเนวีฟ ลองถามเธอดูเองก็แล้วกัน”
“เจ้าหนุ่มนี่บอกว่าเป็นเพื่อนของเจ้า”
“ข้าไม่เคยเห็นเขามาก่อนค่ะ”
“อ้าว เฮ้ย” โซนาตาเกือบเผลอร้องเสียงหลง
“งั้นข้าจะเรียกยามให้”
โซนาตารีบแก้ตัวพัลวัน เขาเดาว่าเธอคงโกรธที่เขาย้อนกลับมาช่วยแทนที่จะไปหากุญแจต่อ โซนาตารีบอธิบายว่าเขาคิดว่ากุญแจน่าจะอยู่กับมาร์เคลและเขาก็ทำธุระอื่นเรียบร้อยแล้วด้วย ไม่มีเหตุผลที่เขาและเธอจะอยู่ในเมืองนี้ต่อไป
“จะอธิบายให้ฟังระหว่างทาง พวกเราต้องหนีก่อนที่พวกมันจะจับได้ว่าฉันไม่ได้อยู่ในห้องขังแล้ว” พูดจบโซนาตาดึงใช้อุปกรณ์ที่เขาแอบซ่อนไว้ตัดซี่ลูกกรงในพริบตา น่าแปลกใจที่เขาซ่อนมันเอาไว้โดยที่พวกเรวาเรนท์ไม่รู้ตัวมาก่อน
“ตกลงเจ้าหนุ่มนี่รู้จักเจ้าแน่ ๆ ใช่ไหม” อนาทิลดาไม่มีท่าทีเป็นปรปักษ์ ด้วยวัยเธอดูออกว่าโซนาตาไม่ได้พูดโกหก
“ท่านแม่หนีไปด้วยกันสิคะ” เจเนวีฟเป็นห่วงอนาทิลดา
“ข้าจะเป็นตัวถ่วงของพวกเจ้า” อนาทิลดาไม่ได้โหยหาอิสรภาพ “ถ้าจนมุม ก็ใช้สิ่งนี้ต่อรองกับมาร์เคล เจ้านั่นอยากได้เลือดลงอาคมนี้ไปดื่มมาตลอด”
“เจ้าโรคจิตนั่นจับท่านมากักขังเพราะอยากได้สิ่งนี้ แล้วข้าจะรับมันมาได้อย่างไร”
“รับไปเถอะ ถือว่าเป็นของขวัญจากแม่คนนี้ก็ได้”
คำพูดนี้ทำให้น้ำตาหญิงสาวหยุดไม่อยู่ บางคนที่ไม่ได้มายืนในจุดของเธออาจจะไม่เข้าใจว่าเวลาสั้น ๆ แค่นี้ทำไมถึงทำให้เธอผูกพันกับอนาทิลดาได้ขนาดนี้ แต่นี่คือความอบอุ่นของแม่ที่เธอรอคอยมาตลอด
“ไปซะ แล้วแม้ว่าจะไม่ลืมข้าว่าเป็นแม่ของเจ้า แต่อย่าได้คิดกลับมาที่นี่อีก” อนาทิลดาย้ำเป็นครั้งสุดท้าย แม้สีหน้าจะเรียบเฉย แต่เจเนวีฟรู้ว่าอนาทิลดากำลังเสียใจ ทางเจเนวีฟปล่อยโฮออกมาและโผกอดหญิงชราเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะรีบเช็ดน้ำตาและเป็นฝ่ายดึงมือโซนาตาพลางกระตุ้นเขาให้รีบพาเธอออกไป
เธอมองไปข้างหน้าขณะวิ่งไป บอกตัวเองไว้ว่าจะไม่หันกลับไปมองอนาทิลดา
แม้ไม่เห็น แต่เธอรู้ว่าหญิงชราจะต้องหลั่งน้ำตาอยู่กับการมองเห็นเธอต้องจากไป แม้เธอจะเหมือนเป็นตัวแทนของใครสักคน แต่นั่นฉีกกระชากใจอนาทิลดาซึ่งแอบซ่อนความหวังว่าจะได้พบคน ๆ นั้นอยู่ตลอดมาแม้ว่าไม่รู้ว่าเธอคนนั้นจะอยู่หรือตายไปจากโลกนี้แล้ว
หนึ่งหนุ่มและหนึ่งสาว วิ่งอยู่ในทางมืด ๆ โดยมีฝ่ายชายเป็นผู้นำทาง เขาใช้เวลาสั้น ๆ สร้างแผนที่ของเมืองไว้อย่างละเอียด คลังอาวุธอยู่ที่ไหน สถานที่สำหรับสร้างอันเดดเพิ่ม ปราสาทของผู้นำทั้งสาม นอกจากที่อยู่ของกุญแจแล้วเขาได้พิกัดทุกอย่างมาจนครบ
“ข้างหน้ามีทางลับ อีกไม่กี่ร้อยเมตรเราจะกลับเข้าไปในทางวงกตแล้ว”
แต่แล้วเขาก็ชะลอฝีเท้าลง เจเนวีฟเองก็รู้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เธอนิ่งเงียบไม่ปริปากอะไรแม้แต่คำเดียวเพราะรู้ว่าโซนาตากำลังใช้สมาธิค้นหาบางสิ่ง
“พวกมันรู้ตัวแล้ว…”
ครั้งนี้ต่างจากการถูกล้อมครั้งก่อน พวกเรวาเรนท์ไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อเล่นงานโซนาตาโดยเฉพาะ อันเดดที่ขวางทางอยู่มีปะปนกันหลายชนิด โซนาตาไม่รอให้อีกฝ่ายพร้อม เขาและเจเนวีฟกระโจนเข้าสู่วงล้อม ทางโซนาตาเริ่มเลียนแบบความสามารถ ส่วนเจเนวีฟนั้นเธอรู้ด้วยประสบการณ์ถึงจุดอ่อนและช่องว่างให้โจมตีเมื่อเผชิญหน้ากับอันเดด เธอแทงพวกมันด้วยอาวุธที่ได้คืนมาจากโซนาตาด้วยความเด็ดขาดและแม่นยำ
“พวกขุนพลยังมาไม่ถึง ต้องแหวกวงล้อมให้ได้ก่อนจะแย่” โซนาตาเข้าจับเนโครแมนเซอร์รายหนึ่งไว้ได้ เขาตีฝ่ายจนเกือบหมดสภาพ จากนั้นเขาก็เริ่มเพิ่มจำนวนอันเดดฝ่ายตัวเองด้วยความเร็วสูง จากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อยในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
เจเนวีฟรักษาระยะห่างกับโซนาตาเป็นอย่างดี เธอโทษตัวเองที่ครั้งก่อนทำให้โซนาตาต้องยอมให้จับและครั้งนี้เธอสาบานกับตัวเองว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้เขาอีก
โซนาตาสามารถแย่งชิงอันเดดมาเป็นพวกได้หลายร้อยตน แต่จำนวนมันถูกหยุดอยู่แค่นั้น อันเดดที่เหลือส่วนใหญ่คือแวมไพร์และปีศาจชุดเกราะที่เขาไม่สามารถแย่งการควบคุมมาได้
สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นเมื่อไบรเดนมาพร้อมกับเดธไนท์ของเขา อดีตเจ้าชายขี้โมโหยินดีออกนอกหน้าเมื่อเห็นโซนาตาหลบหนีออกจากที่คุมขังได้ เขาไม่มีทางหายแค้นจนกว่าจะได้ฆ่าโซนาตาด้วยมือตนเอง
“สวรรค์เป็นใจแล้ว ข้าคิดว่าจะหมดโอกาสฆ่าแกแล้วซะอีก” เจ้าชายผู้กลายเป็นอันเดดกระโจนใส่ เขาเหวี่ยงดาบใส่โซนาตาอย่างบ้าคลั่ง แต่มันไม่ใช่การโจมตีมั่ว ๆ เพลงดาบเอเทเซียของไบรเดนพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นแล้ว
ขวานยักษ์ถูกเหวี่ยงมาจากด้านหลังของโซนาตาในเวลาเดียวกัน เขาเกือบพลาดท่าเพราะจับความรู้สึกแทบไม่ได้ ราวกับร่างยักษ์ของราชาบอร์แมนไม่ได้อยู่ตรงนั้น
“ข้าคือกริฟ ราชาเผ่าบอร์แมน” สัตว์ประหลาดที่มีหัวของหมูป่าพูด พ่นลมหายใจแรง
ศัตรูดาหน้าเข้ามาไม่รู้จักหยุดหย่อน การรับมือกับทั้งไบรเดนและกริฟว่าแย่แล้ว แต่มันยังไม่แย่ถึงที่สุด กระทั่งเมื่อโครนอค ดาร์คเจสเตอร์และมาร์เคลมาถึง หายนะที่แท้จริงจึงเริ่มขึ้น
เจเนวีฟรู้ว่าแต่เดิมโซนาตายังไม่ได้สู้อย่างเต็มที่ เพราะเขายังมัวมองมาที่เธออย่างพะวักพะวน บรรดาอันเดดที่เขาควบคุมไว้กำลังลดจำนวนอย่างรวดเร็ว ไม่ช้าไม่นานเขาคงกลัวว่าเธอจะกลายเป็นเป้า
หญิงสาวมองขวดแก้วเจียระไนในมือด้วยความรู้สึกลังเล มันคือไพ่ใบสุดท้ายที่เธอเหลืออยู่ ถ้าเธอใช้มันต่อรองกับมาร์เคล บางที…
“หยุดเดียวนี้” เจเนวีฟชูขวดบรรจุเลือดขึ้น เธอจงใจชูมันให้มาร์เคลเห็น
มาร์เคลรู้ทันทีว่ามันคืออะไร เขาใช้กำลังจิตของเขาสั่งให้ทุกคนหยุดมือและเปิดทางให้เขาเดินเข้าไปใกล้เจเนวีฟ
“เจ้าได้ของสิ่งนี้มาได้อย่างไร” ยังไม่ทันที่เจเนวีฟจะตอบเขาก็พูดต่อ “แบบนี้นี่เอง”
“ระวังนะ เจ้านี่อ่านใจได้” โซนาตาเตือนเจเนวีฟ
“อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้ ไม่งั้นข้าจะเขวี้ยงลงพื้นให้แตก” เจเนวีฟเตือน เธอค่อย ๆ เดินถอยจนเข้าไปใกล้โซนาตา
“ส่งมา” มาร์เคลสะกดจิตเจเนวีฟ เธอตกอยู่ในภวังค์และกำลังจะก้าวออกไปหามาร์เคล แต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมาเจเนวีฟก็ได้สติ
“อย่ามาลูกเล่นงี่เง่าน่า” โซนาตาจับข้อมือเจเนวีฟเอาไว้ เขาเองที่เป็นตัวการแทรกแซงพลังของมาร์เคล
“ถ้าส่งสิ่งนั้นมา ข้าจะปล่อยพวกเจ้าหนีไปก็ได้” มาร์เคลต่อรอง คำพูดของเขาทำให้โครนอคโกรธถึงกับต้องเอาดาบโครงกระดูกกระแทกพื้น
“เจ้านี่โกหก” โซนาตากระซิบ พลังพิเศษของเขาอ่านได้อย่างชัดเจนว่ามาร์เคลไม่เคยคิดที่จะปล่อยให้ศัตรูรอดไปได้
เจเนวีฟไม่รู้ว่าตอนนั้นเธอคิดอะไรอยู่ จะเพราะความสิ้นหวัง ความรู้สึกที่อยากปกป้องสิ่งสำคัญที่อนาทิลดามอบให้ หรือแค่คิดว่าถ้าอย่างไรก็ไม่รอดก็อยากลองวัดดวงดู เธอได้ตัดสินใจทำให้สิ่งที่โซนาตาเองก็ห้ามปรามไม่ทัน
หญิงสาวเปิดขวดออกแล้วดื่มเลือดสีแดงนั่นเข้าไปจนหมด มาร์เคลพยายามจะหยุดเธอด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ของแวมไพร์แต่โซนาตาก็ตัดสินใจขวางเอาไว้ด้วยการเคลื่อนที่ที่แทบไม่ต่างกัน กรงเล็บของมาร์เคลถูกหยุดเอาไว้ด้วยเท้าของโซนาตาก่อนที่มันจะถึงตัวเจเนวีฟเพียงคืบเดียว
เพียงแค่เลือดนั้นผ่านลำคอไป มันก็แสดงผลออกมาอย่างฉับพลัน เจเนวีฟขาดใจตายในช่วงนั้น และก่อนที่ร่างของเธอจะล้มลงไป หัวใจที่หยุดเต้นไปแล้วกลับถูกกระตุ้นให้ทำงานใหม่ เลือดสีแดงเข้มจนเกือบดำได้ส่งผลไปสู่เซลล์ทุกเซลล์ทั่วร่าง ทุกอณูวิญญาณของเธอกำลังเกิดใหม่ด้วยความเร็วเหลือเชื่อ
คนทั่วไป หลังได้รับเลือดจากแวมไพร์จะเกิดอาการเลือดเป็นพิษ บางกรณีต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะเสียชีวิตและหลังจากนั้นก็มักจะต้องใช้เวลาอีกนานหลายชั่วโมงหรือเป็นวันกว่าจะที่คนเหล่านั้นจะคืนชีพขึ้นมาเป็นแวมไพร์ แต่มันไม่ใช่กับกรณีที่เกิดขึ้นกับเจเนวีฟ สวอนส์
เลือดอาคมที่ได้จากราชินีแวมไพร์ทำให้เธอกลายเป็นแวมไพร์เต็มตัวในเวลาเพียงแค่อึดใจ และที่น่ากลัวกว่านั้นเธอยังเป็นแวมไพร์พิเศษด้วย