Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 302: หน้ากระดาษ
อัสการ์ของโลกด้านนี้ไม่สามารถต่อกรกับอัสการ์ผู้เป็นนักดาบได้สักนิด เขาเป็นนักผจญภัยจากกิลด์มีชื่อและก็เคยสร้างผลงานเอาไว้ไม่น้อย แต่อัสการ์จากอีกโลกนั้นเป็นอีกระดับที่ห่างชั้นออกไป
ซีวีเข้ารับช่วงต่อ เธอได้ลองประลองดาบกับอัสการ์ดู อีกฝ่ายสามารถหยุดดาบแสงของเธอไว้ได้ไม่ยากเย็น ซีวียิ่งสู้ก็ยิ่งรู้สึกคุ้นกับวิชาดาบของอัสการ์ มันเหมือนใครที่ซีวีเคยรู้จัก
“เหมือนกับวิชาดาบของเรเซอร์”
อัสการ์จากอัลเทอร์เนทซีนยังเยือกเย็นหลังจากได้ยินซีวีพึมพำ แต่เธอก็สัมผัสได้ว่าเขามีความหวั่นไหวเล็กน้อย คน ๆ นี้ต้องมีความเกี่ยวข้องกับเรเซอร์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
คู่สุดท้ายที่กำลังประลองกันอยู่ที่คู่ของจีดัสและมาร์ฟีส ฝ่ายเด็กหนุ่มไม่หลงเหลือเค้าเดิมก่อนหน้านี้ ไม่ใช่เด็กหนุ่มหน้าตาดีที่มีรอยยิ้มกวนโทสะ แต่เขากลายเป็นครึ่งนกครึ่งคนไปแล้ว
ฟาเกลคือชื่อเผ่าพันธุ์พิเศษผู้ปกครอง ‘ฟาเกลเนีย’ เมืองที่ตั้งอยู่บนภูเขาไฟที่ดับไปแล้ว พวกเขาคืออมนุษย์ที่มีความเกี่ยวข้องกับนกชนิดต่าง ๆ ในยามปกติพวกเขาจะอยู่ในรูปร่างของมนุษย์จึงไม่สามารถแยกออกได้ด้วยสายตา แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นพวกเขาก็สามารถกลายร่างเป็นครึ่งคนครึ่งนกเช่นนี้ได้
มาร์ฟีสเกิดในเผ่าของนกเหยี่ยว นอกจากนั้นยังเป็นสายพันธุ์ที่เร็วที่สุดอีกด้วย นกสายพันธุ์นี้คือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่เดวัลที่เร็วที่สุดในโลก มันมีความเร็วสูงถึง 108 เมตรต่อวินาที เมื่อเอาความเร็วนั้นมารวมเข้ากับร่างกึ่งมนุษย์และเสริมด้วยเวทมนตร์อีกเล็กน้อย มาร์ฟีสก็กลายเป็นชายผู้ที่เร็วที่สุดในโลกไปอย่างไม่ยากเย็น
แต่จีดัสกลับอ่านเส้นทางการบินของเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เขาก็แค่ต้องเคลื่อนไหวโดยการคำนวณไว้ล่วงหน้า ซึ่งถ้าเป็นสมองระดับอัจฉริยะของจีดัสเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย
จีดัสยิงธนูออกไปหลายดอก แต่ละดอกล้วนมีเป้าหมายเพื่อบีบไม่ให้มาร์ฟีสเคลื่อนไหวได้โดยอิสระ ยิ่งอีกฝ่ายพยายามบินวนเพื่อหลบเลี่ยงมันก็ยิ่งเข้าทางจีดัส ลูกธนูของชายผมเงินกำลังไล่ต้อนมาร์ฟิสราวกับอสรพิษที่กำลังรัดคอเขาแน่นขึ้น ๆ ในทุกขณะ
ผลลัพธ์คือจีดัสกลายเป็นคนแรกที่ทำให้ศัตรูต้องล้มฟาดลงกับพื้น มันไม่ได้ทำให้ครึ่งมนุษย์อย่างมาร์ฟีสเจ็บปวดนัก แต่การถูกสอยให้ร่วงง่าย ๆ แบบนี้สร้างบาดแผลให้กับเกียรติยศของเด็กหนุ่ม
“ไอ้บ้านี่ บังอาจนัก”
“ทำให้เชื้อพระวงศ์โกรธ เป็นความสามารถพิเศษของข้าเลย” จีดัสตอบพร้อมกับขยับแว่นขึ้น
ทั้งสองฝ่ายยื้อกันอยู่อีกสักพักหนึ่ง จนในที่สุดฝีเท้าของคนที่เหลือซึ่งใกล้เข้ามามากก็ทำให้พวกดิแอสตระหนักความจริงว่าภารกิจของพวกเขาล้มเหลวแล้ว พวกเขาไม่มีทางชนะหากฝ่ายศัตรูยังมีกำลังเสริมมากไปกว่านี้
“คราวนี้ยอมถอยก่อนเถอะค่ะ โอกาสหน้ายังมี” ลอเรนซ์บอกกับพรรคพวก
“แล้วเจอกันใหม่” ดิแอสแสยะยิ้ม
“ไม่ให้หนีได้ง่าย ๆ หรอก” เรย์พยายามพุ่งเข้าไปคว้าตัวดิแอส แต่มันช้าไปแค่ก้าวเดียว ฝ่ายตรงข้ามเปิดประตูมิติขึ้นที่ด้านหลังก่อนจะกระโจนหายเข้าไป
“อย่าเข้าไป” จีดัสรีบร้องห้ามเรย์ที่ทำท่าจะพุ่งตามเข้าไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง
เหตุการณ์ทำนองเดียวเกิดขึ้นกับสี่คนที่เหลือ เมื่อหัวหน้าตัดสินใจไปก่อนแล้ว พวกเขาทั้งสี่จึงเปิดประตูมิติขึ้นและตามเข้าไปเช่นกัน
“อย่ารีบร้อน พวกเราไม่รู้ว่าอีกฟากมีอะไรอยู่ บางทีอาจจะเข้าไปติดกับดักก็ได้” จีดัสเตือนเรย์ซ้ำ ทำให้เขาหน้าหมองลงเล็กน้อย
โซนาตามองเรย์อย่างคาดโทษ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ผลีผลามคิดจะตามเข้าไปในถิ่นศัตรูเท่านั้น แต่รวมไปถึงเรื่องที่คราวนี้เขาทำผลงานได้ไม่ดีเลยในการปะทะกับดิแอส
“อย่าทำเหมือนกับตัวร้ายในมังงะโชเน็งสิฟะ ตอนอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามก็เก่งอยู่หรอก แต่พอกลายเป็นพวกพระเอกก็โดนเนิร์ฟซะงั้น”
“ห๊ะ! มังงะโชเน็ง? โดนเนิร์ฟ?”
“มังงะคือหนังสือการ์ตูนนั่นแหละ เดี๋ยวเอาให้อ่านทีหลัง ในคอมพิวเตอร์ของมิเนอร์วามีมังงะให้อ่านเพียบเลย” ซีวีอธิบายพร้อมทำไม้ทำมือประกอบไปด้วย
“ส่วนเนิร์ฟที่พูดถึงในกรณีนี้คือการปรับความเก่งของตัวละครให้ลดลงยังไงล่ะ ในเกม การ์ตูน หรือนิยายบางเรื่อง เพื่อให้ตัวร้ายที่เข้ากลุ่มพระเอกไม่เก่งจนเกินไปก็จะหาเรื่องทำให้ตัวร้ายเหล่านั้นอ่อนแอลง บางเรื่องใส่เหตุผลที่น่าเชื่อถือลงไปอย่างชัดเจน แต่บางเรื่องก็หลับหูหลับตาเนิร์ฟแบบไม่ให้เหตุผลอะไร ตัวละครที่เคยเก่งกาจอยู่ ๆ ก็อ่อนแอลง”
เรย์ไม่แน่ใจว่าตามทัน “เอ่อ… แต่ดิแอสคนนั้นแกร่งจริง ๆ นะครับ”
“เก่งน่ะไม่เถียงหรอก น่าจะเก่งว่ารีสเลย์ที่เป็นอัศวินมังกรเหมือนกันเป็นเท่าตัวเลยแหละ แต่ก็ไม่ได้เก่งเท่าเจ้ากริมเซฟซะหน่อย อย่างมากที่สุดก็น่าจะเก่งพอ ๆ กับนายน่ะแหละ” โซนาตาประเมินแบบเผื่อเหลือเผื่อขาดแล้ว ใจจริงเขายังคิดว่าเรย์เก่งกว่าเล็กน้อย
เรย์ไม่รู้จะตีสีหน้ายังไง ไม่รู้ว่าควรดีใจที่โซนาตาชื่นชมตนหรือสลดที่ถูกคาดหวังไว้สูงแต่ตนกลับไม่สามารถสนองความคาดหวังนั้นได้
“ขอโทษ…” เสียงนั้นไม่ใช่ของเรย์แต่เป็นของอัสการ์ที่นั่งสลดอยู่ “ผมเองก็ทำอะไรไม่ได้เลย สู้กับหมอนั่นไม่ได้สักนิด”
“ถ้ารู้ตัวว่าอ่อนแอก็กลับไปฝึกซ้อมซะ จะมัวแต่นั่งอยู่แบบนั้นไปถึงเมื่อไหร่” ฟรองเซย์ไม่ได้พูดกับแค่อัสการ์เท่านั้น เห็นได้ชัดว่าเธอก็เจ็บแค้นเช่นกันที่อาชญากรที่เข่นฆ่าผู้คนไปมากมายอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่เธอกลับไม่สามารถหยุดพวกเขาได้
เธอคงอยากฝึกฝนตัวเองเพิ่มขึ้นอีก
พวกเขาถกเถียงและนั่งพักเอาแรงกันได้ไม่นาน คนก็เริ่มกลับมารวมตัวกัน ไม่ว่าจะไกราและแอนทิสตาที่ถูกซัดปลิวไปก่อนหน้านั้น โชคดีที่ทั้งสองไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมาย
จากนั้นก็ตามมาด้วยทีมอื่น ๆ บางส่วนเสียเวลากับการช่วยขนย้ายผู้บาดเจ็บ บางส่วนก็ยุ่งอยู่กับการรักษาและการชุบชีวิต และมีอีกส่วนที่ตรวจสอบความเรียบร้อยจนแน่ใจว่าไม่มีศัตรูหลงเหลือแล้ว
กลุ่มสุดท้ายที่มาถึงคือราชาของโซดาเรียนั่นเอง เขามาพร้อมกับทหารองครักษ์ที่ต่างก็บาดเจ็บกันถ้วนหน้าจนอดสงสัยไม่ได้ว่าไม่ควรให้พวกเขาได้พักรักษาตัวกันก่อนเหรอ
“ในนามแห่งข้า มัลการ์ที่สาม ข้าต้องขอบคุณพวกท่านมากที่ได้ช่วยอาณาจักรโซดาเรียของพวกเราทุกคนเอาไว้” กษัตริย์วัยกลางคนแนะนำตัว
เขาซักถามชื่อเสียงเรียงนามของพวกโซนาตาทีละคน รวมทั้งกล่าวขอบคุณอีกหลายครั้งที่พวกเขาช่วยยับยั้งความเสียหายไม่ให้มากไปกว่านี้ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าควรจะให้เวลาทุกคนได้พักรักษาตัวก่อน
ด้วยการดูแลรักษาอย่างดีจากแพทย์หลวงและเวทมนตร์ฟื้นฟูที่ยากจะหาคนเทียบของฮาจา ในช่วงเช้าของวันรุ่งขึ้น ทุกคนจึงสามารถมาร่วมงานเลี้ยงแบบไม่เป็นทางการของกษัตริย์มัลการ์ได้อย่างพร้อมหน้า แขกที่ถูกเชิญมาไม่ได้มีแค่โซนาตา กลุ่มอะบีส ฟรองเซย์ อัสการ์ และสมาชิกของกิลด์อื่น ๆ ที่เข้าร่วมศึกในคราวก่อน แต่มีแม้กระทั่งคนสำคัญของอาณาจักรอื่นที่ถูกส่งมาช่วยรบด้วย
หนึ่งในนั้นคือชายที่ดูสะดุดตาเป็นพิเศษเพราะว่าเขาสวมใส่หน้ากากเหล็กที่ดูแปลกตา
“หน้ากากนี้ช่วยบิดบังแผลเป็นที่ไม่น่าดูครับ” อีกฝ่ายสังเกตว่าตนกำลังถูกจ้องจึงอธิบายและแนะนำตัว “กระผมคือตัวแทนจากกิงคารอน... ชวาร์ซขอรับ”
“ท่านชวาร์ซนี่เอง ผมเคยได้ยินชื่อเสียงท่านมานานแล้ว” อัสการ์พูดจบก็แนะนำตัวเองบ้าง อาการสลดที่มีในช่วงก่อนหน้านี้มลายไป
กษัตริย์แห่งโซดาเรียปล่อยให้ทุกคนได้พูดคุยและกินดื่มกันอย่างเต็มที่ เขายังเก็บเงียบเรื่องสาเหตุที่ถูกโจมตีหรือเรื่องเกี่ยวกับศัตรูเอาไว้จนกระทั่งทุกคนจัดการกับอาหารตรงหน้าเสร็จสิ้น
“บอกตามตรง ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่าเรื่องนี้จากตรงไหนก่อน”
“ถ้าเช่นนั้น ขอให้ข้าเป็นผู้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดแทนได้ไหมขอรับ” ชวาร์ซลุกขึ้นขออนุญาตก่อนที่จะเริ่มเล่าเรื่อง
กษัตริย์มัลการ์พยักหน้า “เชิญท่านชวาร์ซกล่าวแทนได้เลย”
“ก่อนอื่น… เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านที่อยู่ที่นี่น่าจะเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับราลูโซลแล้วใช่ไหมขอรับ”
ชื่อของเวทมนตร์โบราณทำให้หลาย ๆ คนตาโต เกือบทุกคนที่อยู่ตรงนี้เคยได้ยินชื่อของมันผ่านหูมาไม่มากก็น้อย แต่ทุกครั้งที่ได้ยินมันจะเป็นแค่เพียงข่าวลือในหมู่นักผจญภัยเท่านั้น บางประเทศไม่ยอมรับการมีอยู่จริงของเวทมนตร์นี้ด้วยซ้ำ
“หมายถึงเวทมนตร์ที่กำลังทำให้โลกนี้ปั่นป่วนน่ะเหรอ” นักผจญภัยระดับ S รายหนึ่งถามเพื่อย้ำให้แน่ใจว่ากำลังคุยในสิ่งเดียวกัน
“ใช่ขอรับ ราลูโซลที่… กิงคารอนเคยใช้นั่นแหละครับ” ชวาร์ซสะดุดไปเล็กน้อยตอนที่ต้องพูดถึงชื่อประเทศของตน
“ผู้บุกรุกห้าคนนั้นเกี่ยวอะไรกับเรื่องของราลูโซล” ลามินาห้ามความสงสัยไว้ไม่ได้จึงรีบถามต่อ
“พวกเราไม่รู้เจตนาที่แท้จริงของพวกนั้นขอรับ แต่ที่มั่นใจคือพวกนั้นพยายามจะชิงของสิ่งหนึ่งไป และมันคือหนทางรอดของโลกนี้”
ถึงตรงนี้มัลการ์ได้หันไปพยักหน้ากับคนสนิทของเขา ขุนนางคนนั้นเดินออกไปและกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับโต๊ะขนาดเล็กที่มีกระดาษเก่า ๆ วางไว้เพียงแผ่นเดียว
“สิ่งนี้คือหน้ากระดาษของโครนิเคิลออฟซีน” กษัตริย์มัลการ์อธิบาย “พวกเราเชื่อว่ามันคือหนทางในการฟื้นฟูสภาพโลกนี้จากคาถาราลูโซล”
“โครนิเคิลออฟซีน” โซนาตาได้ฟังก็ขมวดคิ้ว
“ฟื้นฟูโลก...” จีดัสเองก็ขมวดคิ้วเช่นกัน