Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 303: เหตุผลที่ถูกโจมตี
“ถ้าให้อธิบายอย่างเรียบง่าย มันคือหนังสือที่มีพลังในการซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโลกขอรับ หนังสือนี้คือหนึ่งในผลลัพธ์จากการค้นคว้าของกิงคารอนเพื่อหาหนทางฟื้นฟูโลกที่กำลังพังทลายลงจากผลกระทบลูกโซ่ที่เกิดจากสิ่งที่พวกเราเคยทำไว้ในอดีต”
“หลักการทำงานของมันคือเมื่อหนังสือเล่มนี้ได้รับพลังเวทมากพอ มันจะทำให้ประวัติศาสตร์ที่บิดเบือนกลับเข้าสู่สิ่งที่ควรจะเป็น พวกเราทุกคนเคยได้เห็นพลังส่วนหนึ่งของมันไปแล้ว”
จากนั้นราชามัลการ์จึงได้อธิบายว่าตัวหนังสือได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ โดยตัวหนังสือได้บอกเล่าเรื่องราวบางอย่างที่แตกต่างไปจากประวัติศาสตร์ที่ทุกคนรับรู้กันเป็นอย่างดี
เพื่อพิสูจน์พลังของตัวหนังสือ ราวหนึ่งปีก่อนกิงคารอนได้จัดงานประชุมใหญ่ขึ้นโดยเชิญเหล่าผู้นำจากทั่วโลกมารวมกัน ในงานนั้นพวกเขาได้แสดงให้เห็นพลังของหนังสือเล่มนี้จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน มันทำให้คนที่ควรจะตายไปแล้วคืนชีพกลับมา
“ทำให้คนที่ตายไปแล้วคืนชีพกลับมา” โซนาตาทวนประโยคของมัลการ์
“ตามที่เราจำได้ บุคคลนั้นตายไปแล้ว แต่เมื่อใช้พลังของหนังสือคน ๆ นั้นก็คืนชีพกลับมางั้นเหรอครับ” จีดัสถามย้ำ
“เป็นตามนั้นขอรับ” ชวาร์ซช่วยยืนยัน
“หนังสือเล่มนั้นบันทึกถึงประวัติศาสตร์ในช่วงที่มีการใช้ราลูโซลเช่นกัน แต่กลับไม่ได้พูดถึงความเสียหายร้ายแรงที่จะตามมา พวกเราจึงเชื่อว่าผลกระทบของราลูโซลที่เกิดกับโลกในตอนนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นและสามารถใช้พลังของหนังสือช่วยแก้ไขได้”
“คนที่ว่าตายไปแล้วฟื้นที่ว่าคือ…”
“มีมากมายเลยขอรับ หนึ่งในนั้นก็มีพระญาติของท่านมัลการ์ที่สามด้วย ใช่ไหมขอรับ”
“ใช่แล้ว ตอนที่เห็นญาติผู้น้องของข้าที่ตายไปนานแล้วคืนชีพกลับมา ข้ายังคิดว่าถูกผีหลอกกลางวันแสก ๆ เลย”
โซนาตามองหน้าจีดัสและเซเลนอส ในบรรดาคนมากมายที่นั่งอยู่บนโต๊ะ มีเพียงทั้งสามเท่านั้นที่รู้สึกว่าเรื่องราวนี้มีจุดแปลกประหลาดบางอย่าง แต่พวกเขาไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่านี้และปล่อยให้มัลการ์เล่าเรื่องต่าง ๆ ต่อไปโดยไม่ได้ขัด
“กิงคารอนต้องการแบ่งปันข้อมูลจึงจัดงานครั้งนั้นขึ้น แต่การใช้โครนิเคิลออฟซีนเพื่อซ่อมแซมทั้งโลกเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ทางกิงคารอนจึงแบ่งหนังสือออกเป็นส่วนให้กับประเทศต่าง ๆ นำไปศึกษาเพิ่ม”
“แต่เรื่องมันก็ยุ่งยากขึ้นเพราะกลุ่มลึกลับที่พวกท่านเพิ่งปะทะไปน่ะขอรับ พวกเขาต้องการหนังสือเช่นกัน เหตุการณ์เกิดขึ้นกับโซดาเรียไม่ได้เกิดขึ้นกับที่นี่เท่านั้น แต่มันกำลังเกิดขึ้นกับทุกประเทศที่ได้รับแบ่งหน้ากระดาษจากโครนิเคิลออฟซีนไปขอรับ” ชายสวมหน้ากากสรุปเพิ่มเติม
“แบบนี้นี่เอง พอจะเข้าใจสถานการณ์คร่าว ๆ แล้วล่ะ” ซีวีเปรยขึ้น
“พวกนั้นยังไม่ได้หน้ากระดาษไป เดี๋ยวคงย้อนกลับมาอีก แล้วทางโซดาเรียเตรียมรับมือไว้ยังไงบ้าง” ฟรองเซย์ถามราชามัลการ์ที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ
“ข้าขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมา กองทัพโซดาเรียของเราไม่สามารถหยุดพวกเขาได้…” มันเป็นเรื่องน่าขายหน้าสำหรับผู้เป็นราชาที่ต้องยอมรับเรื่องนี้ แต่มัลการ์เลือกที่จะขายขี้หน้าดีกว่าต้องเห็นทหารและผู้คนของโซดาเรียต้องมาตายลงไปมากกว่านี้
“แล้วจะคืนมันให้กิงคารอนไปเหรอครับ” เซเลนอสถาม
“ถ้าไม่มีทางเลือกนะ…”
“ทางเลือกอื่นที่ว่า จะให้เป็นพวกเราดูแลแทนได้ไหม พวกเราเองทั้งกำลังรบที่สามารถปกป้องมันได้ และหน่วยวิจัยเวทที่มีประสบการณ์ บางทีพวกเราอาจจะค้นหาวิธีใช้มันเพื่อฟื้นฟูโลกได้” จีดัสพุ่งเข้าประเด็น เขารู้ว่าโซนาตาก็สนใจหน้ากระดาษ และที่กษัตริย์มัลการ์นำเรื่องนี้มาพูดคุยก็เพราะอยากให้อุสทรินาและกิลด์ต่าง ๆ ทำอะไรสักอย่าง
“ถ้าทางกิงคารอนไม่มีปัญหานะ ได้ใช่ไหม”
“ถ้าเป็นกิลด์อุสทรินา ผมมั่นใจว่าไม่มีปัญหาขอรับ” ชวาร์ซรับคำและยังรับปากว่าเขาจะติดต่อทางกิงคารอนเอง เพื่อขออนุญาตอย่างเป็นทางการอีกที
ไม่ใช่ทุกกิลด์ที่เห็นด้วยที่อุสทรินาได้รับความไว้ใจมากกว่า แต่พวกเขาจำใจต้องสงบปากสงบคำเอาไว้เพราะการต่อสู้ที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นแล้วว่ากลุ่มอะบีสที่ทำงานภายใต้ชื่อของอุสทรินานั้นเป็นกลุ่มเดียวที่ต้านทานผู้บุกรุกเอาไว้ได้
เรื่องราวที่โซดาเรียดูเหมือนจะจบลง กิลด์ต่าง ๆ รวมกองหนุนจากอาณาจักรอื่นเตรียมตัวกลับประเทศของตน ราชามัลการ์ได้ขอให้ทุกคนพักผ่อนที่นั่นต่ออีกสักหนึ่งคืนซึ่งไม่มีใครกล้าปฏิเสธน้ำใจของเจ้าบ้าน
ทีมของโซนาตาและสมาชิกตัวแทนของแต่ละทีมได้ถูกเรียกมารวมกันในห้องพักที่ทางโซดาเรียจัดให้ พวกเขากำลังสรุปเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นอีกครั้ง
“ข้าได้อ่านแล้ว หน้ากระดาษนี่บันทึกเรื่องราวในยุคของเรย์” จีดัสเป็นคนเริ่ม
เรย์ได้ยินแล้วก็ย่นคิ้ว “ข้านึกว่ามันจะเป็นของโบราณกว่านั้นซะอีก นี่เท่ากับว่ามันเพิ่งถูกเขียนได้ไม่ถึงยี่สิบปีเหรอ”
“ไม่ใช่หรอก ข้าตรวจเรื่องนั้นแล้วเช่นกันมันน่าจะมีอายุราว ๆ 300 ปี”
“มีจุดให้น่าสงสัยเต็มไปหมดสินะครับ” เซเลนอสยิ้มมุมปากอย่างนึกสนุก
“นอกจากเรื่องที่บันทึกดูใหม่แล้ว มีจุดที่น่าสงสัยอื่นด้วยเหรอครับ?” เซกันถามโดยซื่อ
“เต็มไปหมดเลยแหละ” โซนาตาเองก็แสยะยิ้ม “ถ้าจะเริ่มก็ตั้งแต่เรื่องเล่าของราชามัลการ์แล้วล่ะ”
“จะบอกว่าราชาพูดปดเหรอ” ซีวีลดเสียงลงเพราะกลัวจะมีใครมาได้ยินเธอนินทากษัตริย์ในวังของเขาเอง
“ราชาไม่ได้โกหกหรอก อย่างน้อยก็เท่าที่ฉันจับได้ แต่เขาน่าจะถูกหลอก” โซนาตาหัวเราะเบา ๆ
“ใช่ครับ เรื่องเล่ามันมีจุดที่น่าประหลาดอยู่ ถ้าหนังสือที่ชื่อว่าโครนิเคิลออฟซีนมีพลังในการทำให้ประวัติศาสตร์เป็นไปอย่างที่ควรจะถูกบันทึกไว้ อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อเราไปแก้มันเหรอครับ” เซเลนอสถามเธอ
“เอ๋… ก็ไม่ใช่ว่าเป็นอย่างที่เล่าเหรอ คนที่ยังไม่ควรตายก็จะฟื้น… หรือคนที่ควรจะตายก็จะตายไป ไม่ใช่เหรอ?”
“มันไม่ใช่พลังในการชุบชีวิต… นี่คือพลังในการแก้ไขความจริง” จีดัสแย่งซีวีตอบ
“แล้วยังไงล่ะ” โรมิเอลเริ่มหงุดหงิดที่มีบางคนสะกิดใจบางอย่างแต่ยังโยกโย้ไม่รีบอธิบายออกมาให้หมด
“ถ้าประวัติศาสตร์ถูกแก้ให้เป็นอย่างที่ควรเป็น นั่นก็หมายความว่าเรื่องที่คน ๆ นั้นตายไปอย่างไม่ควรเป็นก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นหลังจากแก้ไขมันเสร็จแล้ว…”
“ก็ไม่ควรมีใครจำเรื่องนั้นได้” จีดัสต่อประโยคของโซนาตาให้จบ
“เข้าใจแล้ว ถ้าพลังนี้แก้ประวัติศาสตร์ให้เหมือนเดิมได้จริง มัลการ์ที่สามก็ไม่ควรจำได้ว่าก่อนหน้านี้ลูกพี่ลูกน้องของเขาตายไป แต่ควรจะเข้าใจว่าลูกพี่ลูกน้องของเขายังอยู่ดีมีสุขมาตลอด”
“ไม่ด่วนสรุปไปหน่อยเหรอ” เรย์ท้วง “ท่านมัลการ์ก็บอกว่าพลังของหนังสือยังไม่สมบูรณ์ มันถึงยังแก้ปัญหาที่รุนแรงกว่านั้นอย่างราลูโซลไม่ได้ บางทีมันอาจจะไม่ถึงขั้นที่ทำให้ความทรงจำของทุกคนกลับไปอย่างที่ควรเป็นก็ได้”
“ทุกคนเลยเนี่ยนะ… ผู้นำทุกคนที่ถูกกิงคารอนเรียกไปรวมตัว ได้เห็นอะไรบางอย่างที่หนังสือแก้ไข และพวกเขาทุกคนก็เชื่อมัน ไม่ดูเหมือนการจัดฉากไปหน่อยเหรอ” โซนาตาถามทั้งรอยยิ้ม
ยังไม่ทันที่เรย์จะตอบ จีดัสก็ดันแว่นขึ้นและพูดต่อ “ประเด็นที่เรย์ว่าพวกเรายังตัดออกไปไม่ได้ และศาสตร์ลึกลับที่เรียกว่าเวทมนตร์บางครั้งก็มีเงื่อนไขที่ยากจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ที่ข้าขอให้โซนาตาเรียกมาคุยในวันนี้คือจะเตือนกันไว้ว่าอย่าเชื่อใจกิงคารอนมากจนเกินไปดีกว่า”
“หรือจะย้ำให้ชัดก็คือ อย่าไว้ใจชายสวมหน้ากากที่ชื่อชวาร์ซสินะครับ” เซเลนอสแผ่จิตสังหารออกมาเล็กน้อย
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ไว้ใจใครง่าย ๆ โดยเฉพาะคนที่ใส่หน้ากากปิดหน้าแบบนั้น” คำพูดนานาชิดูไม่น่าเชื่อถือ เพราะมันออกจากปากของคนที่ซ่อนหน้าเอาไว้ตลอดเวลา แถมตัวเขายังมีประโยคติดปากทำนองว่า “ถึงจะปิดหน้าปิดตาแบบนี้ แต่ข้าก็ไม่ใช่คนไม่น่าสงสัยหรอกนะ”
“เอาล่ะ เรื่องที่จะบอกก็มีแค่นี้แหละ วันนี้กลับไปพักผ่อนกันได้แล้ว เก็บแรงเอาไว้ให้เต็มที่ ฉันสังหรณ์ว่าความวุ่นวายมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น”