Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 305: พายุที่กาฮานา
กลุ่มอะบีสมีเวลาพักผ่อนไม่นานนัก กิลด์อุสทรินาก็ติดต่อเข้ามาเพื่อขอความช่วยเหลือ
เช่นเดียวกับโซดาเรีย มีประเทศอีกมากมายได้รับหน้ากระดาษโครนิเคิลออฟซีน มันทำให้อุสทรินาและกิลด์ขนาดใหญ่ทั่วโลกขาดแคลนคนขั้นวิกฤติ และเพื่อให้ยังสามารถจัดการกับงานระดับสูงของกิลด์ได้ มาสเตอร์คาฟโตจึงต้องบากหน้ามาขอร้องพวกเขาอีกครั้ง
“ข้ารู้ว่าไม่มีเหตุผลที่พวกเจ้าจะรับงานแล้ว”
“อย่าได้พูดเหมือนเป็นคนอื่นคนไกลเลยครับ ท่านคาฟโตช่วยเหลือข้าเอาไว้มาก พวกเรากำลังคุยกันอยู่เลยว่าภารกิจที่อูนิสไม่จำเป็นต้องพาคนไปด้วยทั้งหมด” เรย์ตอบชายชราผ่านทางลูกแก้วสื่อสาร
“พวกเจ้ามีงานที่อูนิสด้วยรึ”
“เป็นคำขอโดยตรงจากกิงคารอนครับ พวกเค้าคาดว่าอูนิสอาจเป็นประเทศต่อไปที่ถูก ‘พวกนั้น’ หมายหัว แต่ทางอูนิสเชื่อมั่นว่าพวกเขาจัดการกันเองได้จึงไม่ได้ติดต่อไปขอยืมกำลังจากกิลด์หรือประเทศอื่นเลย”
“ทั้งที่หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ทางกิลด์เรากลับต้องมาขอยืมคน… ข้าละอายนัก”
“อย่าพูดแบบนั้นสิครับ อุสทรินา ไม่สิ กิลด์ใหญ่ทุกกิลด์กำลังเดือนร้อนที่เสียคนเก่งไปมากจากการโจมตีครั้งก่อน เรื่องภัยจากพวกต่างมิติก็สำคัญ แต่ความเดือดร้อนของผู้คนก็ละเลยไม่ได้”
“ต้องขอบคุณเจ้า รวมทั้งฝากขอบคุณไปยังหัวหน้าของเจ้าด้วย ข้าสัญญาว่าจะดูเรื่องค่าตอบแทนให้สมน้ำสมเนื้อที่สุด”
จากข้อสรุปดังที่ว่ามา มิเนอร์วาจะแวะกลับไปส่งทุกคนที่ลีโอตาร์ก่อนจะเดินทางต่อไปอูนิส กลุ่มของเซกัน โรมิเอล นานาชิ และเซเลนอสจะถูกทิ้งไว้ที่นั่น
“อย่าลืมติดตั้ง สัญลักษณ์อะบีสด้วยล่ะ” อลินาเตือนทุกคนซ้ำ “มันไม่ใช่แค่เข็มกลัดไว้ใส่โก้ ๆ นะ เข็มกลัดนี่จะส่งสัญญาณพิเศษออกมาทำให้มิเนอร์วารู้ตำแหน่งทุกคน ถ้าจำเป็นฉันจะได้ใช้สวิตช์อราวด์ย้ายที่ทุกคนได้ทุกเมื่อ”
“มีความเป็นไปได้ว่าศัตรูจะเป็นองค์กรขนาดใหญ่นะครับ” เซเลนอสเตือนด้านโซนาตาเช่นกัน
“ไม่ต้องกังวลด้านนี้หรอก มีทั้งฉัน ซีวี ลูนาร์ ทีมของเรย์ กับไซเลนเซอร์อีกทั้งทีม ทางนั้นเองก็อย่าประมาทแล้วกัน ภารกิจระดับสูงไม่ว่าอันไหนก็เสี่ยงทั้งนั้น” จีดัสกำชับอีกรอบ
“ไม่เอาน่า เตือนกันไปเตือนกันมาแบบนี้ ใช่ว่าจะไปเจอกับพวกเฟรย์การ์ดซะหน่อย ลืมแล้วเหรอว่าพวกเราทุกคนน่ะแข็งแกร่งสุด ๆ หรือไม่จริง” เวเนพูดเสร็จก็ชูไม้ชูมือเรียกขวัญกำลังใจ ซึ่งก็มีหลายคนเช่น เมโร เอ็ดวาน และพวกเด็ก ๆ ที่บ้าจี้ไปกับเธอด้วย
อูนิสที่เป็นเป้าหมาย คือประเทศที่อยู่ทางตะวันตกของทวีปซีโรเปีย แม้จะมีความเจริญเทียบกับกิงคารอนที่ถูกเรียกว่า ’ประเทศจักรกล’ ไม่ได้ แต่อูนิสก็เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในซีนที่มีวิทยาการสูงกว่าอาณาจักรอื่น ๆ มาก
ด้วยความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีนี่เองทำให้อูนิสทะนงในกองทัพของตนเอง พวกเขาปฏิเสธความช่วยเหลือหลายต่อหลายครั้ง แม้ว่าการโจมตีครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนจะทำให้อาณาจักรต้องย้ายที่เก็บหน้ากระดาษมากกว่าสามครั้งในวันเดียว แต่พวกเขาก็ยังหัวแข็งไม่เปลี่ยนแปลง
ชายผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าของโซนาตาคือ ‘สครัล’ นักประดิษฐ์และขุนพลคนสำคัญของประเทศ สครัลสร้างผลงานมากมายทั้งอาวุธของกองทัพและเครื่องไม้เครื่องมือที่อำนวยความสะดวก แม้แต่ระบบสื่อสารแบบใหม่ที่ไม่ต้องอาศัยลูกแก้วเวทมนตร์เขาก็เป็นผู้พัฒนาขึ้น ผลงานของเขาทำให้เขากลายมาเป็นคนสำคัญของประเทศตั้งแต่วัยหนุ่ม และในวัยสี่สิบสี่ปีเขาก็กลายเป็นคนสำคัญอันดับสองของประเทศรองจากองค์ราชา
“ข้าเคยแจ้งไปแล้วไม่ใช่รึ อูนิสสามารถจัดการกับปัญหาของเราเองได้” ชายวัยกลางคนกระแทกเสียงใส่ชวาร์ซอย่างไม่ค่อยยินดีเมื่อเห็นเขาและกลุ่มอะบีสมาขอเข้าพบ
“ได้โปรดอย่าเข้าใจผิดนะขอรับ กิงคารอนของเราไม่ได้ดูแคลนการรักษาความปลอดภัยของอูนิสเลย พวกเราต้องการให้แน่ใจว่าคนร้ายที่สร้างความวุ่นวายไปทั่วโลกจะถูกจับกุมตัว”
แม้จะยืนกรานว่าไม่ได้ดูถูกดูแคลน แต่คำพูดของชวาร์ซก็ยังสื่อว่าอูนิสไม่มีทางจัดการกับผู้บุกรุกได้โดยปราศจากความช่วยเหลือ ชวาร์ซไม่ได้พูดเกินจริง หลายวันที่ผ่านมาอาณาจักรแห่งนี้ทำได้เพียงแค่ย้ายหน้ากระดาษของโครนิเคิลออฟซีนหนีจากแห่งหนึ่งสู่อีกแห่ง แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนที่สักกี่ครั้ง ศัตรูก็บุกเข้ามาราวกับล่วงรู้การเคลื่อนไหวทุกอย่าง
สครัลเองก็กำลังหนักใจ เขาใช้ทุกวิธีที่นึกออก ทุกอาวุธและเครื่องมือที่รู้จักเพื่อตอบโต้ กับดักต่าง ๆ ใช้การไม่ได้ผลราวกับอีกฝ่ายมองเห็นทะลุปรุโปร่ง เครื่องมือลดทอนพลังเวท อสูรดัดแปลงที่เป็นไม้ตายของประเทศ อาวุธเดวัลกลที่เก็บกู้และดัดแปลงจากกิงคารอน พวกเขามีกำลังลับ ๆ ที่สามารถสั่นคลอนทั้งทวีปซีโรเปียได้ แต่สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นแค่ของเล่นเมื่ออยู่ต่อหน้าพวกดิแอส
จอมทัพผู้นี้กำลังเข้าตาจน แต่ศักดิ์ศรีที่ค้ำคอทำให้เขาไม่สามารถยอมรับโดยดี
“ถ้าไม่เชื่อว่ากองทัพเราแข็งแกร่งขนาดไหน ข้าจะอนุญาตให้พวกท่านได้เห็นส่วนหนึ่งของกองทัพเรา” สครัลถือโอกาสนี้อวดแสนยานุภาพของกองทัพ
เมื่อได้เห็นกองทัพของอูนิสและความเจริญของประเทศ โซนาตาและเพื่อน ๆ รู้สึกประทับใจในระดับหนึ่ง สำหรับโลกที่ถ้าไม่นับเรื่องของเทคโนโลยีจากเวทมนตร์แล้ว ความเจริญด้านอื่น ๆ ก็เทียบเท่ากับยุคกลางของโลกที่เขารู้จัก อูนิสเจริญก้าวหน้าไปไกลมาก พวกเขาน่าจะอยู่ในยุคสมัยใหม่ตอนต้นเลยด้วยซ้ำ
พวกเขาอาจรู้สึกทึ่งกว่านี้ถ้าไม่ใช่เพราะอาณาจักกิงคารอนในยุคเดียวกันล้ำหน้ากว่านี้ไปไกลมาก
“ว่าแต่ กิงคารอนเจริญขนาดนั้นได้ยังไงนะ ในยุคของข้าบ้านเมืองของรีสเลย์หรือจีดัสก็ไม่ได้เจริญมากมายนี่นา” ซีวีจุดประเด็นขึ้นระหว่างที่สครัลกำลังโอ้อวดกองทัพติดอาวุธทันสมัยของเขา
“ไม่รู้เหมือนกัน ในยุคของข้ากิงคารอนก็ล้ำหน้ากว่าที่อื่นแล้ว พวกเขาเป็นพวกแรกในโลกที่สร้างเดวัลกลด้วยมั้ง” เรย์ผสมโรงซุบซิบด้วยอีกคน เขาเริ่มเบื่อการแสดงแสนยานุภาพของอูนิสที่สุดท้ายคงไร้ประโยชน์เมื่ออีกฝ่ายคือศัตรูจากอัลเทอร์เนทซีน
“บางที อาจจะเป็นฝีมือเจ้าพวกนั้นก็ได้” โซนาตาขยายความว่าเจ้าพวกนั้นที่เขาพูดถึงคือเดอะคอลเลคชันและผู้รอดชีวิตส่วนหนึ่งของเซคเตอร์โฟร์
ในปี 4011 หลังจากเสร็จสิ้นจากศึกที่เกาะโอรินอส มีผู้รอดชีวิตส่วนหนึ่งตัดสินใจขึ้นยานมิเนอร์วาเพื่อมองหายุคและสถานที่ที่เหมาะสมต่อไป ในขณะที่มีอีกไม่น้อยที่ตั้งใจตั้งรกรากในโลกนั้น ด้วยความห่วงใยอดีตเพื่อนร่วมรบด้วยกันมา เดอะคอลเลคชันและเหล่าโปรเจคทดลองของโซนาตาจึงตัดสินใจอยู่ในยุคนั้นต่อเพื่อคอยดูแลช่วยเหลือพวกเขาเช่นกัน
พวกเขาส่วนใหญ่เลือกเดินทางไปตั้งรกรากอยู่ที่กิงคารอน มันอาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้ ทว่าหลังจากนั้นเกือบร้อยห้าสิบปี กิงคารอนก็กลายเป็นอาณาจักรที่มีเทคโนโลยีสูงอย่างก้าวกระโดด
“มันแปลก ๆ อยู่นะ ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่มีคนจากอนาคตเข้าไปแก้ประวัติศาสตร์ มันจะทำให้เกิดโลกคู่ขนานขึ้นเหรอ แต่กิงคารอนที่ล้ำหน้าเนี่ย เราเห็นมาแล้วทั้งในยุคนี้ ยุคของเรย์ และยุคของลูนาร์” คำพูดของซีวีทำให้หลายคนรู้สึกว่าต้องมองเธอใหม่แล้ว มันมีประเด็นน่าสนใจอยู่
“เรายังไม่รู้เงื่อนไขที่แน่นอน ถ้าเป็นการทดลองก็ต้องบอกว่าจำนวนครั้งมันน้อยเกินไปจนยากจะสรุปผล เรายังไม่รู้แน่ว่าอะไรบ้างเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโลกคู่ขนานจากการแทรกแซงเวลา มันมีความเป็นไปได้อยู่ว่าพวกเดอะคอลเลคชันและพวกผู้รอดชีวิตอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไปแล้ว”
“การที่มีพวกที่เดินทางข้ามมิติคู่ขนานได้เหมือนพวกที่มาจากอัลเทอร์เนทซีน ยิ่งทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก” จีดัสไม่ได้ช่วยให้เข้าใจมากขึ้น แถมยังทำให้ทุกคนงุนงงยิ่งกว่าเดิม
“สรุปก็คือ?”
“สรุปคือไม่มีข้อสรุป… อย่างน้อยก็จนกว่าพวกเราจะข้อมูลมากกว่านี้” โซนาตาพูดเสร็จก็ทำมือจุปาก เพราะเห็นสายตาเคือง ๆ ที่ส่งมาจากขุนพลใหญ่ที่กำลังโอ้อวดกองทัพแต่ไม่มีใครตั้งใจฟัง
การโจมตีในครั้งก่อน ๆ ทำให้สครัลเชื่อว่าศัตรูจะใช้วิธีการแบบเดิม ๆ ผู้บุกรุกจะปรากฏตัวออกมาด้วยประตูมิติในระยะที่ไม่ห่างออกไปจากเป้าหมาย การต่อสู้จะถูกยื้อไว้ก่อนที่หน้ากระดาษจะถูกส่งไปที่อื่นด้วยเวทมนตร์เคลื่อนย้าย
สครัลไม่คาดคิดว่าครั้งนี้มันจะต่างออกไป
กาฮานาคือชื่อของเมืองเล็ก ๆ ของอาณาจักรอูนิสที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญมากมาย ที่นี่ไม่ได้มีกองทัพใหญ่โตประจำการอยู่ ไม่มีความเจริญระดับสูงเหมือนกับเมืองหลวง ไม่ได้มีห้องวิจัยลับซุกซ่อนอยู่ใต้ดินหลายสิบหลายร้อยเมตร
สครัลทิ้งเหยื่อปลอมเอาไว้ที่อื่นโดยไม่คิดเลยว่าแผนการสลับที่หลายต่อหลายครั้งจะความแตกได้ง่ายดาย ขณะนี้กาฮานาซึ่งมีหน้ากระดาษของจริงซุกซ่อนเอาไว้กำลังถูกถล่มจากมหาพายุที่รุนแรงยิ่งกว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติใด ๆ
เจ้าของภัยพิบัตินี้คือมาร์ฟีส เทมเพสต์เด็กหนุ่มสายเลือดฟาเกล มาร์ฟีสอยู่ในร่างของครึ่งวิหกครึ่งมนุษย์ตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ เขาบินวนไปมาด้วยความเร็วสูงขณะที่ร่ายเวทควบคุมกระแสอากาศและทำให้เกิดพายุที่มีพลังทัดเทียมกับคาถาขั้นเทรา
“มันโผล่มาแล้ว ยิงเข้าไป”
กองทัพที่สครัลซุ่มซ่อนเอาไว้ตอบโต้อย่างรวดเร็ว หน่วยแรกที่โต้กลับคือหน่วยทหารปืนกลเวท กระสุนเวทที่พวกเขาใช้สามารถทะลุผ่านพายุที่รุนแรงเข้าไปได้จากคุณสมบัติพิเศษ นอกจากนั้นพวกมันยังมีความเร็วเหนือกว่าความเร็วเสียง แต่กระสุนเวททั้งหมดไม่มีนัดใดเลยที่เฉียดมาร์ฟีสไป เขาเร็วเหนือกว่านั้นหลายเท่าตัว
เช่นเดียวกับมาร์ฟีสที่ไม่สนใจกระสุนที่ระดมยิงขึ้นมาจากเบื้องล่าง ซีวีก็ไม่ได้สนทั้งกระสุน ทั้งพายุขนาดยักษ์ที่อีกฝ่ายสร้างขึ้น เธอบินขนานไปกับทิศทางของกระแสลมและใช้เวลาไม่นานนักพาตัวเองเข้าสู่ศูนย์กลางของพายุที่มาร์ฟีสรออยู่
“ก่อเรื่องใหญ่โตเชียวนะ” ซีวีว่าพร้อมกับปล่อยกำปั้นออกไปใส่มนุษย์นก
มาร์ฟีสไม่ได้ประมาท เขาเบี่ยงหลบด้วยความเร็วสูงสุด แต่ระยะห่างที่มีหายไปในชั่วพริบตา กำปั้นเล็ก ๆ ของซีวีฟาดใส่ใบหน้าของมาร์ฟีสจนดังราวกับเสียงระเบิด
สองฝ่ายพุ่งเข้าใส่กันด้วยความเร็วสูง ทุกการเคลื่อนไหวของมาร์ฟีสและซีวีทำให้กระแสอากาศปั่นป่วน ทั้งสองทำให้พายุใหญ่ที่มาร์ฟีสสร้างขึ้นในตอนแรกอ่อนแรงลง แต่มันกลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิมเพราะพวกเขากำลังทำให้พายุขนาดเล็กจำนวนมากเกิดขึ้นทั่วเมือง
“ทำไมพวกเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
“ก็มาเพื่อหยุดพวกต่างโลกอย่างเจ้านั่นแหละ”
“เลิกเรียกแบบนั้นสักที พวกเรามีชื่อนะ”
ซีวีเอามือป้องหูเพื่อให้ได้ยินชัดขึ้น ท่าทางยียวนของเธอทำให้มาร์ฟีสรู้สึกว่ากำลังถูกกวนประสาท
“พวกเราคือเอ็กซิคิวชันเนอร์แห่งฟอร์ชาโดเวอร์”
“ฟังดูเหมือนเป็นความลับรึเปล่านะ”
ครึ่งมนุษย์ครึ่งเหยี่ยวมาร์ฟีสไม่ได้กังวลเพราะต่อให้รู้ชื่อไปก็ไร้ค่า ศัตรูของเขาไม่ได้มีพลังข้ามมิติจึงไม่สามารถรู้อะไรไปได้มากกว่านั้น นอกจากนี้อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าพวกเขาก็จะถูกจัดการจนหมดแล้ว
“อย่าคิดว่าครั้งนี้จะเหมือนคราวก่อนเชียว”
“เจ้าก็อย่าคิดว่าครั้งที่แล้วข้าเอาจริงล่ะ”
“บนท้องฟ้าแบบนี้ ฟาเกลอย่างข้าไม่มีทางแพ้มนุษย์หน้าไหนหรอก”