Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 32: การผจญภัยของดีวาน

ดีวาน พาลาดินแห่งเปลวเพลิง
ดวงตาของเจเนวีฟเปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง เขี้ยวทั้งคู่งอกยาวขึ้นพร้อมกับเล็บที่กลายเป็นอาวุธ หญิงสาวใช้เวลาไม่นานนักเรียกสติกลับคืนมาได้และยังรู้ว่าเธอควรต้องทำอะไรต่อ
“พลัง… ” เธอพึมพำ มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
โดยไม่ต้องนัดแนะ เจเนวีฟช่วยโซนาตาเปิดทางในขณะที่เขารับมือกับพวกขุนพลที่ดาหน้ากันเข้ามาไม่หยุด เธอแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมจนแม้แต่อันเดดระดับกลางก็ไม่สามารถขวางได้ ส่วนโซนาตาที่ตั้งรับอยู่ ค่อยๆ ถอยไปรวมเป็นคู่กับเธอ
“บลัดสปีด” เจเนวีฟร่ายเวทโดยไม่รู้ตัว นี่เป็นเวทมนตร์แรกที่เธอใช้มันเพื่อช่วยเพิ่มความเร็วให้กับแวมไพร์จนทะลุขีดจำกัด
ในโลกที่ผู้คนจำนวนมากสามารถใช้เวทมนตร์ได้ ยังมีเวทมนตร์บางประเภทที่นับว่าเป็นชนิดพิเศษ เช่นเดียวกับเวทมนตร์ของเฮอร์มิตที่รังสรรค์มาเพื่อเฮอร์มิตโดยเฉพาะ แวมพิริคสเปลก็เกิดขึ้นมาเพื่อแวมไพร์เช่นกัน
เจเนวีฟที่น่าจะต้องใช้เวลาหลายสิบหลายร้อยปีเพื่อฝึกฝนสามารถใช้มันได้เพราะว่าเลือดที่อยู่ในกายเธอคือเลือดของแวมไพร์อายุนับพัน ๆ ปี เธอแทบไม่ทันรู้ตัวแต่เธอเข้าใจในทันทีว่านี่เป็นผลของพลัง เธอกลายเป็นทั้งแวมไพร์และผู้ใช้มนตราไปแล้ว
การประสานของทั้งโซนาตาและเจเนวีฟเกิดขึ้นด้วยดี เพราะนี่ไม่ใช่การต่อสู้ครั้งแรกที่พวกเขาเคยสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน เพียงแต่ตลอดมา เจเนวีฟรู้สึกว่าเธอไร้ค่า ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน โซนาตาก็เหมือนจะอยู่ไกลเกินเอื้อม แต่ในตอนนี้ที่ โซนาตาหยิบยืมเวทมนตร์ของเจเนวีฟมาใช้เพิ่มความเร็ว จนในที่สุดทั้งสองแหวกวงล้อมจนมาถึงแท่นหินเสาคู่สำเร็จ
มือของเจเนวีฟยื่นไปจับมือของโซนาตา เขาหันมามองเธอวูบหนึ่ง
…เธอจับเขาไว้ได้…
เธอเอ่ยกับตนเองในใจอย่างยินดี
มือของเธอปลดออกจากมือของเขาอีกครั้ง ขณะที่ทั้งคู่พุ่งตัวออกไปต่อทางด้านหน้า
“อย่าตามไป” โครนอคตะโกนห้ามบริวาร “ข้างนอกดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว”
ไบรเดนหยุดชะงักอยู่ที่หน้าทางออก เขาได้รับเวทมนตร์ใหม่ที่ทำให้สามารถเข้าออกเนโครโปลิสได้อย่างอิสระ แต่เมื่อรู้ว่าข้างนอกเป็นตอนเช้าเขาก็ถึงกับต้องหยุดคิด
“ถ้าพวกแกออกไปนังนั่นก็จะตาย” ไบรเดนตะโกนขู่ไล่หลัง “แต่อย่างแกคงไม่สนชีวิตยัยนี่สินะ”
โซนาตาหยุดวิ่งและนิ่งไป เขามองเจเนวีฟที่ยืนอยู่ข้างกายซึ่งกลายเป็นแวมไพร์เต็มตัวด้วยความกังวล ในหัวก็กำลังคิดหาสารพัดวิธีที่จะพาเจเนวีฟออกไปโดยไม่ให้เธอต้องตายจากแสงแดด
“ข้าจะถ่วงเวลาให้ ท่านต้องรอดไปให้ได้” เจเนวีฟชักมีดออกมาเตรียมสู้ตาย เธอยังไม่รู้ตัวถึงสิ่งที่โซนาตากำลังจะทำเพราะเขาเพิ่งระลึกบางอย่างขึ้นได้ แต่โซนาตาที่รู้ดีถึงสิ่งที่ตนกำลังจะทำถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
โซนาตาทิ้งเสียงหัวเราะไว้ในชั่วเสี้ยววินาทีสั้น ๆ ตอนที่ทั้งเขาและเจเนวีฟหายวับไปต่อหน้าต่อตาของไบรเดน ทิ้งให้ฝ่ายนั้นสบถออกมาอย่างหงุดหงิด เพราะคิดไว้เพียงว่าโซนาตาคงหนีไป แต่ไม่คิดว่าโซนาตาจะพาเจเนวีฟไปด้วย
ที่แท่นบูชาด้านบน แสงอ่อน ๆ กำลังสาดส่องไปทั่วบริเวณ โซนาตานั่งหอบหายใจพิงเสาต้นหนึ่งเอาไว้ ส่วนเจเนวีฟก็กำลังยืนเหม่อมองแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านใบไม้ลงมากระทบร่าง แสงอาทิตย์ไม่ได้ทำร้ายเธอ กลับกันมันมอบความอบอุ่นให้กับร่างที่ควรจะเย็นเฉียบไปแล้ว
“ท่านรู้ได้ยังไงว่าแสงไม่มีผลกับข้า”
โซนาตาชี้ไปที่มีดที่ด็อกมาสร้างให้ เจเนวีฟไม่รู้ตัวว่าแสงอาทิตย์เทียมไม่มีผลกับเธอ ตอนนี้เธอกลายเป็นแวมไพร์ชนิดพิเศษที่ไม่หวาดกลัวต่อดวงอาทิตย์ที่เขาเรียกกันว่า “เดย์วอล์คเกอร์”
“นี่คงเป็นเหตุผลที่เจ้ามาร์เคลอยากได้เลือดนี่นักหนา” โซนาตาถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ยังวางใจพักไม่ได้ พวกเรารีบกลับเอเทเซียกันเถอะค่ะ”
“มีอีกที่ที่ฉันต้องไปด้วย”
หลังจากได้รับความช่วยเหลือจากศาสตราจารย์ด็อกมา ดีวานก็พลิกแผ่นดินตามล่าวอลโดผู้เป็นอาจารย์ จากเหนือสู่ใต้ จากตะวันตกสู่ตะวันออก เขาออกตามหาไปพลาง ฝึกฝนฝีมือไปพลาง รู้ตัวดีว่าฝีมือตนเองยังเป็นรองวอลโดอยู่หลายขั้น ดีวานใช้เวลาที่เหลือทุ่มเทให้กับการฝึกปรือฝีมือเพิ่ม
ไฟแค้นในใจไม่ได้เพียงรอเผาผลาญศัตรูของเขาเท่านั้น แต่มันยังโหมทำลายเขาทุกวินาทีอีกด้วย ทั้งที่ทักษะดาบก้าวหน้าขึ้น ดีวานกลับพบว่าความแข็งแกร่งโดยรวมของเขากำลังตกลง เขาสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเอง ในหนทางแห่งความถูกต้อง และในแสงสว่างที่ตนเคยศรัทธา ทีละเล็กทีละน้อย ดีวานกำลังเสียคุณสมบัติของพาลาดินไป
“แฮนด์ออฟเฮฟเวน”
ดีวานใช้ฝ่ามือกระแทกใส่เดวัลกิ้งก่ายักษ์ที่เข้ามาจู่โจมเขาก่อน มันควรจะแหลกคามือ แต่เจ้าเดวัลกลับได้รับความเสียหายไม่มากนัก นี่คือหลักฐานว่าพลังในฐานะพาลาดินของเขากำลังเสื่อมถอย
แทนที่จะเกรงกลัวเขากลับพุ่งเข้าใส่อย่างบ้าดีเดือด โล่ถูกเขวี้ยงใส่ศัตรูทำให้มันชะงัก จากนั้นเขาก็ตวัดดาบตัดคอเดวัลดวงกุดจนขาดกระเด็น
“จะสูญเสียพลังของพาลาดินก็ช่างมัน เรายังเก่งขึ้นได้ด้วยทักษะดาบ” เขาปลอบใจตัวเอง
ดีวานทบทวนสิ่งที่เขามีเหลือ พละกำลังและความเร็วยังคงเป็นอาวุธหลักของเขา เวทมนตร์ที่เขาใช้ได้ในตอนนี้มีเวทธาตุไฟระดับเบื้องต้น เช่น ไฟร์โบลต์ ไฟร์ และระดับถัดมาเช่น ไฟร์บอล เมกะไฟร์ การเสียดาบฟราคาเรียนไปพร้อมกับเวทไฟศักดิ์สิทธิ์โฮลีเฟลมจึงเป็นความสูญเสียร้ายแรง
…ดาบที่ท่านด็อกมามอบให้ช่วยทำให้ช่องว่างที่เสียไปถูกถมได้แค่ระดับนึง ข้าต้องหาวิธีเพิ่ม…
นอกจากอาวุธแล้วเกราะเองก็เป็นสิ่งที่เขาต้องหามาใช้แทนอันเดิมที่ถูกวอลโดทำจนยับเยิน ตอนนี้ดีวานหันมาใส่เกราะห่วงโซ่ที่เขาพอจะหาซื้อได้จากแถวนั้น
ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ดีวานได้ข่าวมาว่าอดีตพาลาดินศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวขึ้น เขารีบรุดไปโดยไม่รอช้าและก็พบว่ามันเป็นแค่ข่าวโคมลอย
“งั้นเหรอ ท่านมาจับโจรสินะ” สาวชาวบ้านรายหนึ่งหยุดคุยด้วยเมื่อเห็นดีวานมาพร้อมกับใบประกาศจับ วอลโดเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ไม่ได้รับอภัยโทษจากเชอรีส มีบางคนร้องขอให้เธอเห็นแก่ความสามารถของเขาและตามกลับมา แต่เชอรีสดูเหมือนรู้ตัวตนของวอลโด เธอตัดสินใจได้ถูกต้องในความเห็นของดีวาน เธอเลือกจะประกาศจับวอลโด ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ขอให้พิสูจน์ว่าคน ๆ นั้นจะสิ้นฤทธิ์และสิ้นชื่อ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประโยชน์กับการตามล้างแค้นของดีวาน
ถ้าคนยังหลงยกย่องเจ้าพาลาดินจอมปลอมที่ไร้ศีลธรรมนั่น เขาคงเคลื่อนไหวออกล่าลำบาก
“น่าเสียดายที่ไม่ได้อยู่ที่นี่” ดีวานตอบเสียงนิ่งแต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยไฟแค้น
“ไหน ๆ ก็มาจนถึงนี่แล้ว อยู่ช่วยปราบเจ้าเดวัลนั่นให้ด้วยจะดีมากเลย”
เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยโดยเฉพาะในหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลความเจริญ พวกเขาหวังพึ่งพวกนักผจญภัย คนที่มีดาบน่าจะกวัดไกวมันได้ หมู่บ้านนี้ถูกเดวัลที่เรียกกันว่าโฟกีโจมตี
“รูปร่างคล้ายลิง ตัวเล็ก มีสองขาสี่แขน อยู่ตัวเดียวไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่พอรวมกลุ่มกันได้ก็อันตรายมาก” ผู้ใหญ่บ้านอธิบายรายละเอียดพร้อมกับใช้ไม้วาดรูปประกอบบนพื้นให้ดูด้วย
“พวกมันอยู่ไหน” น้ำเสียงของดีวานดุดันกว่าที่เคยเป็น เขาคิดว่านี่เป็นเรื่องดีที่เขาจะได้ฝึกฝน
“ในถ้ำทางเหนือ เดินเลาะไปตามลำธารนี่ไปก็จะเจอเอง”
เมื่อเดินขึ้นเหนือโดยใช้ลำธารเป็นจุดสังเกต ดีวานก็พาตัวเองมาอยู่หน้าถ้ำแห่งหนึ่ง มันคือถ้ำที่ผู้ใหญ่บ้านเล่าให้ฟังอย่างไม่ต้องสงสัย ที่เขารู้ก็เพราะว่ามันเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดตลบอบอวลลอยออกมา
…น่าจะมีพวกมันอยู่มากกว่าสามสิบตัว บางทีอาจจะถึงห้าสิบเลยก็ได้ ท่านต้องระวังอย่าเผลอเข้าไปติดกับดัก ให้พยายามล่อมันออกมาแทน ในที่โล่งจะสู้กับมันได้สะดวกมือกว่า พวกนี้มันร้ายนัก…
ดีวานจำคำพูดของชาวบ้านได้ดี แต่เขาไม่ได้ยี่หระต่อคำเตือนเลย แทนที่จะล่อพวกมันออกมา หรือค่อย ๆ ลอบเข้าไปอย่างระมัดระวัง เขาเดินดุ่ม ๆ เข้าไปในถ้ำพร้อมกับคบเพลิงและเปิดฉากโจมตีโฟกีที่เฝ้ายามในทันที
เขาสับพวกมันแต่ละตัวเป็นสองท่อนในชั่วพริบตา ไม่มีโอกาสแม้แต่จะกรีดร้องเพื่อเตือนพรรคพวก สองตัวแรกตายไปและตัวที่สามที่สี่ก็ถูกเล่นงานตามในทันที
ดีวานเช็ดคราบเลือดที่ดาบอย่างใจเย็น กลุ่มที่เฝ้าอยู่หน้าปากถ้ำมีแค่นี้ แต่เขารู้ว่าพวกที่ลาดตระเวนกำลังเข้ามาใกล้และอีกไม่นานมันก็คงจะรู้ว่ากลิ่นเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วไม่ใช่กลิ่นจากเหยื่อแต่เป็นกลิ่นของพรรคพวกของมันเอง
พวกลาดตระเวนไม่ได้โผล่มาในเส้นทางที่ดีวานคิดไว้ แต่กลับเป็นอีกกลุ่มที่น่าจะแอบซ่อนตัวอยู่นอกถ้ำ โฟกีตัวหนึ่งใช้ลูกดอกอาบยาพิษเป่าใส่ดีวาน แต่เขาก็รวดเร็วพอที่จะปัดป้องมันไว้ได้
“เจ้าพวกนี้เจ้าเล่ห์จริง”
โฟกีบุกเข้ามาจากทั้งด้านหน้าแล้วด้านหลัง พวกมันทำงานอย่างมีระบบจนไม่เหมือนกับสัตว์เดวัลทั่วไป โฟกีที่ตัวใหญ่จะเข้าปะทะโดยตรงเพื่อบีบให้เหยื่อต้องตั้งรับ พวกที่ตัวเล็กกว่าจะใช้อุปกรณ์ที่ชิงมาจากมนุษย์เช่นหน้าไม้ ลูกดอกอาบยาพิษ และพวกอันตรายที่สุดคือโฟกีที่ใช้เวทมนตร์ได้จะอยู่ด้านหลังสุด
ดีวานมีประสบการณ์ต่อสู้กับศัตรูจำนวนมาก การถูกขนาบจากสองด้านจึงไม่ได้ทำให้เขาจนมุม ปัญหาของเขาเริ่มขึ้นเมื่อโฟกีแย่งคบเพลิงไปได้ แม้ดีวานจะตามไปเล่นงานมันทันแต่เลือดของโฟกีตัวนั้นก็ทำให้คบเพลิงของเขาดับลง
ดีวานสามารถใช้ดาบที่ด็อกมามอบให้จุดไฟขึ้นมาใหม่ได้ แต่เขากลับไม่ทำ อดีตพาลาดินผู้อับโชคนึกถึงครั้งที่เขาถูกทำลายดวงตาจนต้องสิ้นหวัง มันทำให้เขาเกิดความรู้สึกว่าต้องเอาตัวเองผ่านสถานการณ์ในตอนนี้ได้ด้วยกำลังของตนเอง
ท่ามกลางศัตรูที่สามารถมองเห็นในความมืดได้อย่างชัดเจน ดีวานฝืนรับมือด้วยความยากลำบาก เขาตั้งสมาธิเพื่อสัมผัสถึงอากาศที่สั่นไหว กลิ่นเหม็นสาบที่ติดตัวโฟกี รวมถึงจิตสังหารของสัตว์ป่ากระหายเลือด
ฉัวะ ตุบ พลั่กกก
เสียงฟันดาบผ่านร่างเล็ก ๆ ดังสลับกับเสียงท่อนไม้ที่ถูกกระแทกเข้าที่สีข้าง ดีวานก้มหลบลูกดอกได้ดอกหนึ่งแต่เขาถูกไม้กระทุ้งพุ่งเข้าใส่อีกที เขาคว้าไม้เอาไว้และฟันแขนศัตรูจนขาดกระเด็นจากนั้นจึงถีบอีกตัวจนกระอักเลือดและกระเด็นไป