Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 312: 5 x 6
ในช่วงแรกพวกเขาสามารถช่วยประคับประคองกันไปได้อย่างดี ในกลุ่มใหญ่มีการแบ่งกลุ่มย่อยภายในและมีการประสานงานกันดีในระดับหนึ่ง ในแต่ละกลุ่มต่างคอยโจมตี เสริมกำลังและช่วยเหลือกันและกัน แต่การประสานที่ยอดเยี่ยมเริ่มพังทลายลงหลังจากเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ดีวาน และฮาจาสองคนที่เชี่ยวชาญคาถาชุบชีวิตได้พลาดและถูกสังหารก่อนที่พวกเขาจะได้ชุบชีวิตให้กัน จากนั้นการประสานในส่วนอื่น ๆ ก็ล่มตามกันไปด้วย
เมื่อเวลาที่กำหนดไว้หมดลง จากคนถึงสามสิบสี่คนมีผู้เหลือรอดมาไม่ถึงครึ่ง และสามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่มีคนไหนเลยที่อยู่ในสภาพที่ดีพร้อม
ทุกคนถูกพากลับไปที่โรงแรมอีกครั้ง คนที่ตายได้รับการคืนชีพกลับมาใหม่ ความเสียหายทั้งหมดฟื้นคืนยกเว้นเพียงเรี่ยวแรงที่สูญเสียไป
“เราจะทำแบบนี้วันเว้นวัน ดังนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้ทั้งวันก็พักให้เต็มที่เถอะ”
“เดี๋ยวก่อนนะครับ… โดนเล่นงานขนาดนี้ผมพักไม่ลงหรอก ช่วยส่งเฉพาะผมกลับไปอีกทีได้ไหม” เซเลนอสยังไม่ตัดใจ เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ คนที่รู้สึกผิดหวังที่ทำไม่ได้อย่างที่คิด
จีดัสเห็นแบบนั้นจึงเข้ามาห้าม “ไม่ได้… ใช้เวลาคืนนี้และพรุ่งนี้ทั้งวันพักซะ อย่ารีบร้อนจนเกินไป”
“พวกนายทุกคนทำได้ดีแล้ว เทพปีศาจยิ่งหลุดจากผนึกนานเท่าไหร่มันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น เดสคารินกาที่ทุกคนเพิ่งสู้ไปคือข้อมูลตอนที่มันแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่พวกเราบันทึกไว้ได้ ที่รู้สึกว่าตัวมันและบริวารเก่งกว่าปกติไม่ใช่การคิดไปเองหรอกนะ”
เซเลนอสยังไม่ยอมแพ้และพยายามตื้ออีกพักใหญ่ แต่เรื่องความดื้อรั้น เขาไม่มีทางชนะโซนาตาได้เลย สุดท้ายจึงเป็นฝ่ายต้องยอมรับและหวังแก้มืออีกครั้งในวันข้างหน้า
ราวกับไม่รู้จักเข็ดหลาบ ทุกคนยกเว้นอัสการ์ต่างรอการต่อสู้ครั้งใหม่อย่างใจจดใจจ่อ หลังจากการพักผ่อนอย่างเต็มที่ตามคำสั่งจบลง สงครามใหม่ก็เริ่มขึ้น
แต่คราวนี้ศัตรูไม่ใช่เดสคารินกา แต่ดันเป็นเทพปีศาจฮาร์เบลไปซะได้
เทพปีศาจแต่ละตนมีอสูรอัญเชิญที่เรียกว่า ‘สาวกเทพปีศาจ’ แตกต่างชนิดกัน ทุกคนที่เริ่มคุ้นชินกับการต่อสู้กับบริวารของเดสคารินกาเกือบเสียศูนย์เมื่อพบว่าศัตรูที่ต้องรับมือด้วยในวันนี้ไม่ใช่พวกเดิม
ในวันนี้เซกันประกบฮาจาไว้ชนิดไม่ยอมให้คลาดสายตา ไม่ใช่แค่เพราะครั้งก่อนกลุ่มเสียกระบวนไปหลังจากที่เสียคนรักษาและคนชุบชีวิตที่เก่งที่สุดไปเพียงแค่นั้น แต่เขาหวาดกลัวที่จะได้เห็นภาพเธอถูกฆ่าต่อหน้าต่อตาอีกรอบ
“อย่าอยู่ห่างจากผมนะครับ” เซกันบอกฮาจาด้วยเสียงสั่น
ฮาจาสัมผัสได้ว่าเซกันหวาดกลัวอย่างแท้จริง เธอพูดปลอบเขาออกไป “ไม่ต้องกลัวนะคะ ข้าไม่ไปไหนหรอก”
กาเรนมองทั้งคู่ด้วยสายตาริษยา ใจอยากเหน็บไปว่าช่วยไปจีบกันไกล ๆ หน่อยได้ไหม ทำอะไรก็ช่วยเห็นใจคนโสดบ้าง แต่เขาไม่กล้าพูดอะไรออกไปเพราะรู้ว่าสาว ๆ เกือบทุกคนในกลุ่มต่างก็เชียร์คู่นี้กันออกนอกหน้า
อัสการ์ยังคงรักษาจำนวนสถิติการตายบ่อยที่สุดไว้ได้ จากครั้งก่อนคือถูกชุบชีวิตหกครั้งก่อนที่สายชุบชีวิตทุกคนจะพลาดตายไปด้วย ครั้งนี้อัสการ์ทำได้ถึงสิบแปดครั้ง ทั้งที่เขาไม่ได้ประมาทเลย อัสการ์พยายามรักษาระยะ ยืนอยู่ในวงล้อมและสนับสนุนด้วยเวทมนตร์ระยะไกลซึ่งน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดที่ทำได้ แต่ความต่างชั้นเกินไปทำให้เขาไม่สามารถรักษาชีวิตของตนไว้ได้
เขาแพ้กระทั่งพวกเด็ก ๆ ในกลุ่มอะบีส อัสการ์ได้ยินมาว่าไลริคไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา เด็กหนุ่มมีพลังน่ากลัวที่เรียกว่าชาโดว์ อัสการ์จึงตัดเขาออกไปจากนับเป็นเด็กทั่วไป แต่มันไม่ใช่แค่นั้น วาโลกับลูเมนก็เหนือกว่าอัสการ์ลิบลับ เด็กทั้งคู่มีฝีมือระดับเดียวกับนักผจญภัยระดับ A และเมื่อพวกเขาใช้วิชาลับรวมร่างกัน มันก็ไม่แปลกใจถ้ามันจะขึ้นไปถึงระดับ S
ข้อดีเพียงอย่างเดียวของการเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดในทีม คืออัสการ์มีพัฒนาการชัดเจนกว่าใครเพื่อน เพื่อที่จะได้ไม่เป็นตัวถ่วงและทำตัวขายขี้หน้าต่อหน้าฟรองเซย์ เขาพยายามแล้วพยายามอีกจนเก่งขึ้นทีละนิด
จากตนหนึ่งสู่อีกตนหนึ่ง เทพปีศาจถูกสลับเปลี่ยนไปทีละตัวให้ต้องทุ่มเทต่อสู้ เป็นเช่นนี้วนไปสลับกับวันพัก เผลอแค่ครึ่งเดือนพวกเขาก็สู้กับเทพปีศาจครบทั้งแปดตัว แต่พอคิดว่ากำลังจะต้องวนกลับมาสู้กับตัวแรกใหม่อีกครั้งสิ่งที่รออยู่กลับเป็นเฟรย์การ์ดไปซะอย่างนั้น
ข้อมูลของเฟรย์การ์ดไม่ครบถ้วน เฟรย์กับเซเรเนดแทบไม่เคยแสดงพลังที่แท้จริงให้เห็น ส่วนลูกน้องปลายแถวก็เหมือนแค่พวกที่ถูกบังคับให้มาเข้ากลุ่มอย่างไม่เต็มใจ ทางโซนาตาคิดไว้ในทีแรกว่าการสู้กับพวกปลายแถวป่วยการเปล่า แต่จะให้สู้กับห้าคนที่เก่งที่สุด ก็ติดเรื่องจำนวน ห้าคนนั้นต่อให้ร้ายกาจแค่นั้นก็ไม่สามารถรับมือกับกลุ่มอะบีสที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่าได้
ข้อสรุปที่โซนาตามี คือการใช้ข้อมูลเดิมของห้าคนเพื่อเพิ่มจำนวนขึ้นมา กริมเซฟ ริแลนท์ โครินาเล อีวา และ ไซริล ถูกเพิ่มจำนวนเป็นคนละหกชุด นั่นทำให้พวกเขามีจำนวนรวมกันมากถึงสามสิบคน
“บ้าไปแล้ว” กาเรนเป็นคนแรกที่ร้องโวยวายเช่นเดิม “ตะแคงคิดอีท่าไหนนี่มันไม่มีทางสู้ได้เลยไม่ใช่เรอะ”
“ไม่ได้กะให้ชนะสินะครับ” เซเลนอสกุมขมับ เขาเข้าใจเจตนาของโซนาตาที่อยากผลักดันด้วยเป้าหมายที่สูงลิบ แต่สภาพที่เอาชนะศัตรูไม่ได้ติด ๆ กันก็บั่นทอนกำลังใจไม่น้อย
“ใครบอกว่าไม่กะให้ชนะ เจ้าพวกตัวปัญหาห้าคนนี้ไม่ได้เก่งเท่ากันซะหน่อย มีแค่ริแลนท์กับกริมเซฟเท่านั้นแหละที่เก่งโดดจากคนอื่น”
ฟรีโอนิเอลได้ยินก็อดฟังเฉยไม่ได้ “แต่ไอ้อีกสามคนที่เหลือ… ก็เก่งเกินค่าเฉลี่ยของพวกเราแล้วนา มีไม่กี่คนหรอกที่ล้มพวกนั้นได้แบบตัวต่อตัว”
“พวกเรามีจุดได้เปรียบที่ทางนั้นไม่มี” จีดัสขยับแว่นขึ้น “ฝ่ายนั้นไม่เคยประสานงานกันเลย เต็มที่ก็แค่วิ่งเข้ามาช่วยพรรคพวกบ้างเป็นครั้งคราว ไม่มีท่าไม้ตายประสาน ไม่มีการใช้พลังส่งเสริมกัน ไม่มีการอ่านจังหวะเพื่อช่วยโจมตีหรือป้องกัน”
ที่จีดัสชี้แจงทำให้หลายคนเริ่มเห็นคล้อยตาม พอมานึกดูแล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ขนาดพวกปลายแถวของกลุ่มเฟรย์การ์ดยังมีพฤติกรรมแบบเดียวกันเลย พวกเขาไม่ได้เห็นค่าการสู้เป็นทีมนัก
“แปลว่าเราอาจชนะได้งั้นเหรอ” เอ็ดวานถามอย่างมีความหวังขึ้นมา
“ไม่มีทางหรอก” จีดัสยักไหล่
“อ้าว เฮ้ย”
“แค่บอกว่าพวกเขามีจุดอ่อนอยู่บ้าง แต่ความต่างของพลังก็ยังมากเกินไป ถ้าจำนวนคนใกล้ ๆ กันขนาดนี้มีแต่เละกับเละ”
“แล้วจะพูดทำไมเนี่ย” ซีวีฟังแล้วก็คอตก
“วันนี้ไม่ชนะก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ควรเลิกคิดว่าจะแพ้แน่นอนก่อนด้สู้ ถ้าไม่คิดไว้เสมอว่ามีโอกาสชนะก็เท่ากับแพ้ไปแล้ว” โซนาตาประกาศเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มขึ้น
นรกแห่งการฝึกดำเนินต่อไปอีกยาวนาน สิ่งที่จีดัสบอกไว้เป็นจริงทุกประการ ศึกแรกกับกองทัพโคลนของกริมเซฟแย่ยิ่งกว่าการรับมือกับสาวกเทพปีศาจ ผลลัพธ์คือกลุ่มอะบีสทั้งกลุ่มเกมโอเวอร์กันถ้วนหน้า
พวกเขาทำได้ดีขึ้นในครั้งต่อมาและครั้งต่อ ๆ มา ราวครั้งที่สิบของการต่อสู้ เป็นครั้งแรกที่พวกเขาสามารถยื้อไว้ได้จนจบเวลา แม้จะเหลือสมาชิกที่รอดคนเดียวคือเซกันก็ตาม
ผู้รอดชีวิตมีมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาประสานงานเป็นระบบมากขึ้น มีการทดลองสลับเปลี่ยนสมาชิกในทีมหลายครั้งเพื่อค้นหาวิธีการต่อสู้ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ในขณะเดียวกันแต่ละคนเองพัฒนาขึ้นเพราะต้องฝืนสู้กับศัตรูระดับที่หาไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้
โซนาตาพยายามใช้ประโยชน์จากอสูรอัญเชิญรูปร่างไข่ที่เขาได้มาพร้อมกับซีวี แต่มันเป็นความล้มเหลว หลังจากพยายามอยู่นานไข่ถูกฟักออกมาแต่กลับไม่มีอสูรอัญเชิญเกิดจากขึ้นมา เขามารับรู้ได้ภายหลังว่ามันถูกเปลี่ยนเป็นพลังใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นในร่างเขา โดยเขาเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าพลังนั้นจะกลายเป็นพลังแบบไหน
กลุ่มไซเลนเซอร์ทั้งเจ็ดที่มี อลินา เคสเทรล กาเรน อัลโต ไคเลอร์ ฟิลิเซียและโซลิเน ด้านร่างกายพวกเขาแกร่งขึ้นอีกเพียงคนละเล็กคนละน้อย การดัดแปลงร่ายกายและการฝึกฝนอย่างหนักตั้งแต่เด็กทำให้ไซเลนเซอร์เกือบไปถึงขีดสุดในแง่ของกายภาพแล้ว ส่วนที่พวกเขาพัฒนาขึ้นจึงเกี่ยวกับแง่ของพลังพิเศษเป็นส่วนใหญ่
เป้าหมายหลักของกลุ่มนี้คือหากพวกเขาต้องรับมือกับร่างก็อปปี้ของไซริลและอีวา ไม่เพียงแค่เอาชนะให้ได้ในการต่อสู้ตัวต่อตัว แต่พวกเขาตั้งใจที่จะชนะอีกฝ่ายให้ได้เร็วที่สุดและได้รับความเสียหายน้อยที่สุด
เวเนตระหนักความจริงว่าเธอไม่มีทางเอาชนะคนใดคนหนึ่งในกลุ่มศัตรูได้ เธอไม่ได้มีไม้ตายรุนแรงที่ใช้หยุดลมหายใจศัตรู ไม่ได้มีพลังรักษาที่ทรงพลังแบบฮาจา และไม่ได้ทนไม้ทนมือพอที่จะรับความเสียหายแทนใครได้ แต่ทุกอย่างที่เธอขาดหายไปที่ว่ามาไม่ได้ทำให้ประโยชน์ของเธอลดลงสักนิด
“เรื่องโจมตีฝากพวกเราได้” รานิชีแฟรี แฟรีเพียงตนเดียวที่ตัวใหญ่จนเท่ากับเด็กพูดกับเวเน
“ท่านควินเน เวเนกำลังทำสมาธิอยู่ เธอตอบพวกเราไม่ได้หรอก” แฟรีรายหนึ่งว่าขึ้น
“ข้ารู้แล้วล่ะ แต่มันเป็นเวลาเดียวที่ยายนี่เถียงอะไรกลับมาไม่ได้นี่นา”
เวทมนตร์ของเฮอร์มิตนั้นร้ายกาจยิ่งกว่าที่เวเนเองเคยคิดไว้ แก่นแท้ของเวทเฮอร์มิตคือความสงบนิ่ง ยิ่งเข้าถึงสมาธิขั้นสูงสุดจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้แค่ไหน ประสิทธิภาพของเวทก็ยิ่งรุนแรงในขณะที่พลังเวทที่ถูกเผาผลาญไปกลับน้อยลง ในตอนนี้เวเนสามารถหยุดกริมเซฟไว้นิ่ง ๆ ได้นานจนกระทั่งหมดวันได้แล้ว นอกจากนั้นขณะที่เธอและคนที่เก่งที่สุดของฝ่ายศัตรูต้องหยุดนิ่ง แฟรีของเธอไม่ได้หยุดนิ่งไปด้วย
ด้านเจเนวีฟ เธอใช้ทั้งความรักและความริษยาเป็นเชื้อเพลิงขับดันตนเอง แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาเธอจะรักษาระยะกับโซนาตามากขึ้นตามคำขอของอีกฝ่าย แต่เจเนวีฟไม่เคยตัดใจเรื่องเขาและยังเชื่ออยู่เสมอว่าตนเองเหมาะสมกับโซนาตามากกว่าใครอื่น เธอตีความไปว่าโซนาตาชอบผู้หญิงที่มีความสามารถอย่างซีวีหรือลูนาร์
หากต้องการพิชิตใจเขา ความเก่งกาจเป็นสิ่งที่เธอขาดไปไม่ได้
ในตอนที่เธอรู้เกี่ยวกับเครื่องสร้างโลกเสมือนจริงรุ่นใหม่ที่ทำให้ผู้ใช้มีเวลาไม่จำกัด เธอจึงเริ่มฝึกมาตลอดก่อนที่โซนาตาจะพาทุกคนมาด้วยซ้ำ
เจเนวีฟในตอนนี้แข็งแกร่งเท่ากับแวมไพร์ที่มีอายุหลายร้อยปี เธอใช้เวทมนตร์เสริมความเร็ว วิชาก้าวพริบตา และพลังวิชาย่นระยะของแวมไพร์เคลื่อนที่ไปรอบ ๆ สนามรบเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าความเร็วของเธอไม่ได้ด้อยกว่าซีวีเลย
…ตอนนี้อาจจะมีแค่ความเร็วเท่านั้น แต่รออีกนิดเถอะ อีกไม่นานข้าจะต้องเหนือกว่าเจ้าให้ได้ ซีวี…