Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 313: แจกอาวุธ
กลุ่มอะบีสมีโครงการหนึ่งเริ่มเอาไว้โดยจีดัสและด็อกมา แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี มันคือโปรเจคเกี่ยวกับการสร้างโลหะในตำนานเพื่อให้มีเพียงพอนำมาสร้างเป็นอุปกรณ์สำหรับสมาชิกทุกคน น่าเสียดายที่โลหะบางชนิดมีลักษณะพิเศษกว่าธาตุทั่วไปที่มีอยู่ในธรรมชาติ พวกเขาจึงยังไม่สามารถผลิต ดาร์คสตีล โฮลีสตีล รวมถึงสุดยอดแห่งโลหะที่เกิดจากการผสมสองอย่างแรกเข้าด้วยกัน
แต่ว่าโลหะนอกเหนือจากนั้นพวกเขาสามารถเพิ่มจำนวนได้แทบจะไม่จำกัด นั่นทำให้ลูนาร์ต้องรับงานหนักขึ้น จากที่เธอเคยรับปากว่าจะทำอาวุธให้แค่ทีมนานาชิที่ชนะในการแข่งขันระดมทุนให้กลุ่ม มันกลายเป็นว่าลูนาร์ตัดสินใจทำอาวุธและอุปกรณ์ใหม่ให้กับกลุ่มอะบีสเกือบทุกคน
มันจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สมาชิกเกือบทั้งหมดพัฒนาขึ้นไปอีก ดีวานได้รับดาบเล่มที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้ มันมีคุณสมบัติเหมือนฟราคาเรียนรุ่นพัฒนาขึ้น การโจมตีปกติสามารถแฝงเพลิงศักดิ์สิทธิ์ลงไปได้โดยไม่ต้องใช้พลังเวทมนตร์ มีทั้งความคมและความทนทานที่เหนือกว่าเดิม และมีการปรับรูปร่างของด้ามจับเล็กน้อยเพื่อให้เหมาะกับมือของดีวานมากขึ้น มันกลายเป็นดาบที่ทำขึ้นมาเพื่อเขาอย่างแท้จริง
นานาชิได้ดาบกระจกตามคำขอ ดาบประหลาดที่มองผิวเผินคล้ายกับกระจกเงา นานาชิได้เล่าเล็กน้อยว่าตระกูลของเขามีความเกี่ยวข้องกับเทพแห่งกระจกจึงได้สืบทอดวิชาลับที่เกี่ยวกับกระจกมา ด้วยดาบที่ลูนาร์สร้างให้ เขาจะสามารถเปิดประตูสู่ความสามารถทางสายเลือดที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวได้
วิชาร่างแยกกระจกคือสิ่งที่นานาชิใช้ได้หลังจากนั้น มันคือวิชาร่างแยกระดับสูงที่ไม่ใช่เพียงแค่ภาพลวง มันเป็นวิชาที่ดึงเอาเงาอีกด้านจากโลกกระจกออกมาใช้งาน นานาชิยังใช้วิชานี้ได้ไม่คล่องเขาจึงไม่สามารถสร้างร่างแยกกระจกจากคนแข็งแกร่งเกินกว่าตนเองอย่างฝ่ายศัตรูทั้งห้าคน แต่มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่เพราะแค่การเพิ่มจำนวนฟรองเซย์จนมีมากพอให้จับคู่กับกริมเซฟได้ทุกคน ก็มีส่วนช่วยพลิกผลของการรบแล้ว
“ทำไมถึงเป็นตัวข้าล่ะ” ฟรองเซย์ถาม
“เรย์เหนือกว่าข้ามากเกินไป แต่ถ้าเป็นเจ้าล่ะก็มันไม่ได้แตกต่างกันนัก”
“แต่ทำไมต้องเป็นข้าล่ะ คนที่เก่งพอ ๆ กับข้าก็มีอีกหลายคน” ฟรองเซย์ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
“นั่นสิ ถ้าจะแค่ต้องการสาวสวยเพิ่มล่ะก็ เอาเป็นข้ายังดีกว่าซะอีก” เวโรนิกาเข้ามาแทรก มันทำให้ฟรองเซย์ต้องกลอกตามองบน
“เจ้าคืออัศวินมังกร การสู้ใช้ออรามังกรสู้กับอัศวินมังกรเป็นวิธีตอบโต้ที่ดีที่สุด ในเมื่อข้าสร้างร่างแยกของเรย์หรือกริมเซฟไม่ไหว เจ้าคือตัวเลือกที่ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ” นานาชิให้เหตุผลที่ฟรองเซย์เถียงไม่ออก
รูปการณ์จึงออกมาว่า เรย์ ฟรองเซย์ตัวจริง และร่างกระจกอีกสี่คือตัวยืนหลักในการปะทะกับกริมเซฟทั้งหกคน ด้วยรูปแบบนี้ จากเดิมที่แทบไม่มีโอกาสชนะหรือแม้แต่ถ่วงเวลากริมเซฟได้เลย กลุ่มอะบีสจึงเริ่มมองเห็นทางชนะพลิกเกมบ้าง
วาโลและลูเมนได้กำไลแขนมาจากลูนาร์ กำไลนี้ช่วยให้วิชารวมร่างของทั้งสองอยู่ได้นานขึ้นและยังมีพลังทุกด้านเพิ่มขึ้นอีกราวหนึ่งในห้า ไม่เพียงแค่นั้นลูนาร์ยังสร้างอาวุธสำหรับทั้งคู่อีกด้วย ถุงมือข้างหนึ่งเป็นของวาโลและอีกข้างเป็นของลูเมน นอกจากประโยชน์ในการเพิ่มพลังโจมตีแล้ว ถุงมือสองข้างยังเต็มไปด้วยเวทมนตร์คำสาปหลายชนิดและเมื่อถูกนำมาใช้ร่วมกันในตอนรวมร่าง พลังของมันจะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ
“เอาหมัดนี่ไปชิมหน่อยเป็นไง” เสียงวาโลซ้อนกับลูเมนดังขึ้น เจ้าของเสียงชกอีวาหนึ่งในหกคนจนคว่ำพร้อมกับแพร่คำสาปใส่อีกฝ่าย
“ไงล่ะ เห็นเทคนิคเคาท์เตอร์ของข้ารึยัง”
“เวทมนตร์ธาตุดินและลมของข้าแข็งแกร่งใช่ไหม”
“คำสาปมากมายขนาดนี้ต่อให้มีสเปลอิมมูนิตีก็ต้านไว้ไม่หมดล่ะสิ” ร่างรวมยังคงพูดกับตัวเองต่อไปราวกับเหงาเพราะไม่มีใครคุยด้วย
ราว ๆ ครั้งที่สามสิบระหว่างศึกของกลุ่มอะบีส พวกฟรองเซย์ กับพวกเฟรย์การ์ด ในที่สุดก็เป็นครั้งแรกที่กลุ่มอะบีสและพันธมิตรสามารถเอาชนะได้ก่อนหมดเวลา และราว ๆ ครั้งที่หนึ่งร้อยก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาชนะได้โดยทุกคนเหลือรอดกันมาเกินกว่าครึ่ง
เป้าหมายหลักของโซนาตายังคงเป็นชัยชนะโดยที่ไม่ต้องสูญเสียพรรคพวกไปเลยสักคน แต่เขายอมรับว่าเรื่องแบบนั้นเป็นไปได้ยาก ยิ่งนานวันอัตราการพัฒนาของทุกคนก็ยิ่งช้าลง ในทางตรงกันข้ามความเครียดจากการต่อสู้ที่หนักเกินไปและต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลร้ายมากกว่าผลดี
โซนาตาตัดสินใจยุติการฝึกลงที่ตรงนั้น เขาอนุญาตให้ทุกคนที่ต้องการพัก สามารถกลับออกไปได้ แต่สำหรับคนที่อยากได้เวลาพักผ่อนเพิ่มแบบมาก ๆ เขาจะช่วยใช้โปรแกรมโลกเสมือนจริงตามคำขอของแต่ละคน อาจจะเพราะรู้สึกเขินอายที่จะบอกความต้องการที่แท้จริง คนเกินกว่าครึ่งจึงยังไม่กล้าบอกว่าพวกเขาต้องการอะไรบ้าง โซนาตาจึงปรับอารมณ์ด้วยพาทุกคนไปเที่ยวสวนสนุก ดูหนัง แข่งรถ และอีกหลายกิจกรรม ก่อนที่จะให้ทุกคนตัดสินใจอีกครั้งว่าอยากได้โลกแบบไหน
โรมิเอลเลือกกรีนเกรฟ หมู่บ้านภูตที่เขาเคยเติบโตขึ้น เขากลายเป็นเด็กอีกครั้ง โรมิเอลกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อเขาได้พบกับแม่ ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อนบ้านทุกคนที่เป็นเสมือนครอบครัวของเขายังอยู่ที่นั่นอย่างสงบสุข
ไม่มีโคลดาเรีย ไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายในวันนั้น โรมิเอลอยากจะคิดเหลือเกินว่าถ้านี่คือความจริงและที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ฝันร้าย เขาคงจะมีความสุขจนไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
แต่ขณะที่คิดว่าไม่ต้องการสิ่งใดอีก เขาก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา การเดินทางไม่ได้มีแต่สิ่งเลวร้าย มันมีช่วงเวลาดี ๆ อยู่เช่นกัน พอคิดแบบนั้นคนสองคนที่ไม่น่าจะมาปรากฏตัวตรงนั้นได้ก็ออกมา
พวกเขาคือเดลฟีเดียและเวอร์ลีน เด็กหญิงกับพ่อที่แท้จริงแล้วคือปีศาจดาบ
“ข้าบอกท่านแล้วว่า สักวันเราจะได้เจอกันอีก” คำพูดของเด็กหญิงทำให้โรมิเอลเจ็บราวกับถูกมีดปักลงกลางหัวใจ เธอเคยบอกกับเขาแบบนั้น… แต่นี่มันต่างจากที่เขาคิดเอาไว้มาก
อีกหลายคนได้กลับไปในช่วงเวลาที่ทั้งสุขและเศร้าของตนเอง
ซีวีพาโซนาตาไปพบกับจิลนาเพื่อนในวัยเด็กของเธอ จากนั้นก็ชักชวนกันออกเรือผจญภัยไปกับอดอว์ตเต พวกเธอตระเวนไปทั่วทุกสารทิศ มีทั้งต่อสู้กับโจรสลัด แวะพักตามเกาะต่าง ๆ ไปเยี่ยมเยือนเพื่อนเก่าหลายต่อหลายคนที่ไม่ได้เจอะเจอกันนานแล้ว
จีดัสและเซเลนอสอยู่ในโลกยุคเดียวกันแต่ก็เป็นโลกส่วนตัวที่โซนาตาสร้างขึ้นให้ จีดัสไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการพบปะสังสรรค์เล็ก ๆ กับเพื่อนเก่าอย่างมาดาฟ ส่วนเซเลนอสก็เพียงแค่อยากเจอพ่อกับแม่ของเขาอีกสักครั้ง
มีทั้งคนที่ทำแบบเดียวกับพวกซีวี พวกเขาอยู่ในโลกเสมือนจริงยุคเดียวกันแต่ก็ไม่ได้เชื่อมถึงกัน แต่ก็มีบางคนที่ไม่ได้ทำแบบนั้น เรย์ ไกราและแอนทิสตาตัดสินใจไปด้วยกัน เรย์อยากกลับไปหมู่บ้านสตาร์โรว์เพราะความคิดถึง ส่วนไกราและแอนทิสตาก็อยากเห็นหมู่บ้านของเขา
เรย์มีความฝันอยากทำกิจการร้านอาหาร และหลังจากได้คุยกับทั้งสองพวกเขาก็นึกสนุกอยากลองทำดูที่นั่น เรย์ไม่ได้ลืมว่าพวกเขาอยู่ในโลกเสมือนจริง แต่ไม่สำคัญว่ามันจะอยู่ที่ไหน การทำอาหารก็ยังเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับเขาเสมอ
ลามินาต่างออกไป มันคือยุคเดียวกันแต่ไม่ได้เชื่อมโยง ในโลกนี้ที่มีทั้งลามอนต์ทั้งพ่อและแม่ของเธออยู่พร้อมหน้า มันคือโลกที่มาดารัสสงบสุขปราศจากสงครามจากทั้งภายในและภายนอก เธอไม่เคยต้องจับดาบอีกเลยในโลกนั้น
ฟรีโอนิเอลและกาเรนตื้อชวนโซนาตาให้ไปโลกที่พวกเขาอยากได้ มันคือโลกที่มีแต่สาวงาม สุรา และงานรื่นเริง
“จะมาชวนทำไม พวกนายสองคนไปคนละที่จะได้ไม่ต้องแย่งสาว ๆ กันไม่ดีกว่าเหรอ”
“หึหึ นายมันไม่เข้าใจอะไรเลย” กาเรนหัวเราะ “แบบนั้นแรก ๆ ก็คงสนุกดีหรอก แต่ไม่นานก็เบื่อแล้วสิ ของแบบนี้มันต้องมีผู้ชายด้วยกันเอาไว้คุยกันบ้าง เที่ยวด้วยกันบ้าง”
“ใช่แล้ว สุราน่ะมันจะมีรสชาติขึ้นหากได้ดื่มกับหญิงงามและสหายที่รู้ใจ”
“เออ ไปกันสองคนเถอะ”
“อะไร กลัวเมียบ่นเหรอ ไม่เอาน่า นี่มันก็เหมือนที่นายชอบทำสมัยเรียนเลยไม่ใช่เหรอ” กาเรนเข้ามากอดคอตื้อ
“แล้วก็นะ… โลกที่จะสร้างขึ้นเนี่ย ฉันไม่ใส่คนที่มีตัวจริงลงไปให้นะ”
“อ้าว ไหงงั้นล่ะ”
“เขาเรียกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลไงละยะ” เสียงอลินาแทรกขึ้นมา ทั้งสองหนุ่มตกใจจนสะดุ้งโหยง ห้องล็อบบี้ที่พวกเขาคุยกับโซนาตาในตอนนี้มันไม่น่าจะมีใครอื่นเข้ามาได้
“ฉันบอกคุณพัคกับมินอาให้ตั้งสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลเป็นพิเศษ ฉัน โซนาตากับผู้ได้รับอนุญาตอีกไม่กี่คนสามารถเข้าไปดูโลกเสมือนจริงของใครก็ได้”
“เฮ้ย แบบนั้นเขาเรียกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลแล้ว”
“อย่างนายน่ะ หุบปากไปเลยกาเรน ฉันต้องให้แน่ใจว่านายจะไม่เอาฉันหรือใคร ๆ ไปใส่ในจินตนาการลามกยังไงล่ะ”
“หาาา เอาเธอมาคิดลามกเนี่ยนะ” กาเรนทำหน้ายิ้มแบบชวนให้อีกฝ่ายปล่อยหมัดใส่ปาก
“โอ๊ยยย” ยังไม่ทันขาดคำดี เขาก็โดนไปหนึ่งที อลินายกกำปั้นแล้วมองไปทางฟรีโอนิเอลอีกคน แต่คนนี้ฉลาดกว่า เขายกมือยอมแพ้ศิโรราบ
“ฉันใช้โปรแกรมสุ่มสร้างรูปร่างหน้าตา ไม่ต้องห่วงจะเหมือนใครโดยเฉพาะคนในยาน” โซนาตาช่วยเกลี้ยกล่อมเพื่อให้อลินาเย็นลง
“น่าเกลียดอยู่ดีแหละ เอาของดี ๆ อย่างโลกเสมือนจริงมาใช้แบบนี้ คิดดูสิจะไปเที่ยวดูธรรมชาติของที่ไหนก็ได้ จะกลับไปในช่วงวัยเด็กที่คิดถึงก็ได้ นี่อะไรกันเอาแต่มาทำเรื่องแบบนี้ เออ อยากจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ฉันจะไม่ยุ่งด้วยแล้ว อยากจะไปตายที่ไหนก็เชิญเลย” กระแทกเสียงเป็นการทิ้งท้ายเสร็จเธอก็ล็อกเอาท์ออกจากล็อบบี้ไปทั้งแบบนั้น ไม่เปิดโอกาสให้ที่เหลือได้แก้ตัวสักคำ
“โดยด่าซะเสียเลย เอายังไงจะเปลี่ยนใจไหม”
“ไม่เปลี่ยน” กาเรนและฟรีโอนิเอลตอบแบบไม่เสียเวลาตัดสินใจ