Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 314: ศึกคั่นกับเดรกอส
ทุกคนได้เห็นความฝันในโลกเสมือนจริง สำหรับรายสุดท้าย ฟรองเซย์ เธอได้กลับไปใช้เวลากับท่านแม่ที่จากไปแล้ว
น่าเสียดายที่ฟรองเซย์จำรายละเอียดของช่วงเวลานั้นไม่ได้มาก โดยเฉพาะใบหน้าของพ่อของเธอที่ฟรองเซย์ในตอนเด็กจำได้แค่เลือนลาง
โซนาตาสามารถแก้ไขมันได้ มิเนอร์วามีข้อมูลของเวิร์นอย่างเหลือเฟือ เขาสามารถนำภาพเหล่านั้นมาผสมเข้ากับความทรงจำวัยเด็กของฟรองเซย์ แต่โซนาตาตัดสินใจทิ้งมันไว้แบบนั้นตามคำขอของเธอเอง
เวิร์นมีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับภรรยา เขาเคยสัญญาว่าจะวางมือจากเรื่องร้าย ๆ ทั้งหลายที่เคยทำ แต่เขาไม่เคยทำได้จริง คนเติบโตมาในครอบครัวที่เป็นโจรสลัดมาหลายรุ่น ใช้ชีวิตมากับการต่อสู้และแย่งชิง แม้ว่าลึก ๆ แล้วเขาจะไม่ได้ชั่วร้ายโดยสมบูรณ์ แต่ความเคยตัวที่ทำมาตลอดทั้งชีวิตไม่สามารถหายไปได้เพียงเพราะคำสัญญาไม่กี่คำ
ในที่สุดมันก็ทำให้เขาต้องหย่าร้างกับภรรยา แม่ของฟรองเซย์ไม่ต้องการให้อิทธิพลเลวร้ายของเขาส่งมาถึงลูกสาว รวมทั้งไม่อยากให้ตนและลูกกลายเป็นเหยื่อของการล้างแค้น เธอตัดสินใจไม่ให้เวิร์นได้พบกับฟรองเซย์อีก
ฟรองเซย์ไม่ได้โกรธการตัดสินใจของแม่ ท่านแม่ของเธอทำทุกอย่างเพื่อปกป้องฟรองเซย์เอาไว้ เธอคงไม่คิดว่าวันหนึ่งฟรองเซย์จะตัดสินใจเลือกเส้นทางของนักผจญภัยและกลายมาเป็นเธอแบบที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้
เป็นความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความรักและความชัง ฟรองเซย์อาจโหยหาช่วงเวลาในความทรงจำวัยเด็กที่เธอยังมีทั้งแม่และพ่ออยู่ครบ แต่ฟรองเซย์กลับไม่เคยอยากรู้ว่าเวิร์นในตอนนี้เป็นตายร้ายดีอย่างไร ฟรองเซย์ไม่เคยใช้จุดที่เธอเป็นนักผจญภัยของกิลด์ชื่อดังช่วยในการค้นหาเขาเลยสักครั้ง
ความฝันของฟรองเซย์จบลงกลายเป็นเรื่องราวเรื่องสุดท้ายที่เกิดขึ้นในโลกเสมือนจริง
ทุกคนกลับออกมาจากโลกเสมือนจริง มีอัสการ์คนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ขอให้โซนาตาสร้างโลกตามฝันให้ สำหรับเขาช่วงเวลาสำคัญที่อยากย้อนไปยังฝังแน่นตราตรึงในหัวอยู่จนไม่จำเป็นต้องสร้างภาพขึ้นมาย้ำเตือนมันอีก
มันคือวันที่เขาได้พบกับฟรองเซย์เมื่อหลายปีก่อน ในตอนนั้นทั้งเขาและเธอเพิ่งมาเป็นนักผจญภัยได้ไม่นานนัก มีภารกิจหนึ่งทำให้เขาถูกจับคู่กับเธอ อัสการ์ไม่เคยคิดว่ามันจะเปลี่ยนตัวเขาไปตลอด
อัสการ์ไม่เคยมีความฝันของตัวเอง เขากลายมาเป็นจอมเวทและมาทำงานกับอุสทรินาเพราะมันเป็นเรื่องที่เขาทำได้ดีที่สุดและทุกคนบอกว่าเขาควรจะทำมัน
อัสการ์ไม่ได้มีเป้าหมายใดเป็นพิเศษ ไม่ได้อยากร่ำรวยจากการเป็นนักผจญภัย ไม่ได้ฝันว่าจะกลายเป็นวีรบุรุษ ไม่แม้แต่อยากทำเพียงเพราะงานผจญภัยเป็นงานที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น
ในความเป็นจริง เขามองว่าตนเองเป็นเพียงแค่นักผจญภัยขั้นสองหรือสามเท่านั้น ไม่ได้มีคุณค่าอะไรกับโลกใบนี้ ชีวิตของเขาถ้าไม่จบลงเพราะวันหนึ่งรับงานที่เกินตัวจนตัวตาย ก็คงไม่พ้นรับแต่ภารกิจเล็ก ๆ ไปจนถึงวันที่เกษียณอายุ
เป็นชีวิตที่มีอยู่หรือหายไปก็ไม่ได้มีความสลักสําคัญกับใครทั้งนั้น
แต่ความคิดของอัสการ์เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อยตั้งแต่วันที่เขาได้ร่วมสู้กับฟรองเซย์
วันนั้นเขาพ่ายแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ ขณะที่กำลังจะถูกฆ่าโดยเดวัลที่ตัวเองได้รับมอบหมายให้มาล่าหัว ความตายอยู่แค่เอื้อม ตอนนั้นฟรองเซย์ที่ยืนเฉยมาตลอดก็เริ่มลงมือ
“ถ้าไม่คิดจะสู้แล้วก็หนีไป เกะกะ” มันคือประโยคแรกที่ฟรองเซย์พูดกับเขา
เธอดูเย็นชาเหมือนรูปปั้นน้ำแข็ง วาจาเฉือดเฉือนดูไร้น้ำใจแต่กลับแฝงด้วยความอ่อนโยน เด็กสาวที่น่าจะอายุน้อยกว่าอัสการ์หลายปีพยายามต่อสู้กับศัตรูอย่างเต็มที่ ไม่เพียงแต่ทำเพื่อปกป้องอัสการ์เท่านั้นแต่เธอยังคอยระวังไม่ให้เดวัลตนนั้นทำอันตรายพวกเด็ก ๆ ที่อยู่ด้านหลัง
มันควรจะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของนักผจญภัย เรื่องแบบนี้เขาควรจะเห็นจนชินตาไปแล้ว อัสการ์ก็ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ว่าทำไมเขาถึงประทับใจถึงเพียงนี้ ฟรองเซย์ที่กำลังต่อสู้ราวกับเทพธิดาแห่งสงคราม แข็งแกร่งจนไม่น่าเชื่อว่าร่างเล็ก ๆ นั่นจะซุกซ่อนพลังไว้ได้ขนาดนั้น
ขณะเดียวกันกลับรู้สึกถึงความเปราะบางจนน่ากังวล ทั้งที่แข็งแกร่งขนาดนั้น ทำไมเขาจึงรู้สึกตรงกันข้ามแบบนั้นได้นะ
ตอนนั้นเองที่อัสการ์เกิดความคิดประหลาดขึ้นมา เขามองชีวิตตนอาจไม่มีคุณค่า แต่หากใช้ชีวิตนั้นเพื่อส่งเสริมให้กับคนที่เกิดมาเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า มันจะทำให้ตัวเขามีประโยชน์กับโลกนี้บ้างหรือไม่
ซึ่งสำหรับอัสการ์ในตอนนั้น คนที่เขาเลือกก็คือฟรองเซย์
ฟรองเซย์ปรายตามองอัสการ์หลังจากที่เธอเพิ่งปราบเดวัลตัวนั้นไป “เจ้ามาทำอะไรที่นี่กันแน่”
“ข้า…” อัสการ์พูดตะกุกตะกัก
“ข้าอะไร”
“ข้าอยากติดตามเจ้าไป”
“หา! อะไรนะ”
“ข้า ยะ.. อยากติดตามเจ้าตลอดไป”
“…” ฟรองเซย์ไม่ได้ตอบ ใบหน้าของเธอแดงขึ้น เธอมีปฏิกิริยากับคำว่า ‘ตลอดไป’ ของอัสการ์ เพราะมันฟังดูเหมือนคำสารภาพรักมากกว่าการขอเป็นพรรคพวกร่วมผจญภัย
“ได้ใช่ไหม ให้ข้าติดตามเจ้าไปตลอดเถอะ”
“บ้า! ทำไมข้าต้องยอมให้เจ้าติดตามด้วย” ฟรองเซย์ตวาดใส่แบบไม่เต็มปากเต็มคำ ใบหน้าของเธอแดงยิ่งกว่าเดิม
นั่นคือจุดเริ่มต้นการผจญภัยร่วมกันของอัสการ์และฟรองเซย์ ในตอนนั้นเขาไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องราวของตนจะดำเนินมาถึงจุดที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของโลก และอัสการ์คงไม่คิดว่าวันหนึ่ง ตัวตนในอีกโลกของเขาจะกลายมาเป็นศัตรูตัวฉกาจที่เขาและฟรองเซย์จะต้องเอาชนะให้ได้
หลังจากให้มิเนอร์วาซ่อนตัวเรียบร้อย กลุ่มอะบีสกับพวกของฟรองเซย์ก็ย้ายไปใช้เรือธรรมดาในการเข้าเทียบท่าของกิงคารอน
ทุกอย่างเกือบราบรื่นดี ยกเว้นเพียงแค่ว่าพวกเขาถูกดักโจมตีระหว่างเส้นทางสั้น ๆ จากที่ซ่อนไปถึงเมืองท่า
ศัตรูไม่ใช่เดวัลหรือโจรสลัดที่บังเอิญมาขวางทางโดยไม่ได้เตรียมการไว้ รวมทั้งไม่ใช่พวกเฟรย์การ์ดหรือฟอร์ชาโดเวอร์ที่อาจจะโผล่มาได้ทุกเมื่อ แต่เป็นศัตรูที่โซนาตาเกือบจะลืมใบหน้าไปแล้ว
ทั่วร่างเต็มไปด้วยผ้าพันแผล เฉพาะมือซ้ายใหญ่ผิดปกติและมีกรงเล็บประหลาดยื่นยาวออกมา เขาคืออดีตขุนพลปีศาจเดรกอสที่เคยมีเรื่องกับโซนาตาก่อนหน้านี้
“อุตส่าห์รอดไปได้ ยังวอนกลับมาให้ถูกฆ่าอีกนะ”
“ข้าไม่เหมือนครั้งก่อนหรอกนะ”
“หน้าไหนก็ชอบพูดประโยคนี้ แต่จะต่างจริงรึเปล่านะ”
เดรกอสไม่ได้มาตามลำพัง เขามาพร้อมกับลูกน้องที่ฝีมือดีที่สุดถึงห้าคน โซนาตายังไม่ทันได้ตัดสินใจว่าจะจัดการยังไงต่อ ขาหกคู่ได้ขยับออกไปข้างหน้า
“ขอแก้มือนะ” ฟรองเซย์ยังรู้สึกหงุดหงิดจากการฝึก ถ้าไม่นับร่างแยกกระจกที่นานาชิใช้ เธอก็ไม่ได้มีผลงานที่ตนเองประทับใจ
“…” โรมิเอลก้าวออกมาข้างหน้าด้วยเหตุผลที่ไม่ต่างกัน
“ถ้าไม่ว่าอะไร ขอสู้กับหมอนั่นได้ไหม” เรย์ชี้ไปทางเดรกอส
“ถ้าฟรองเซย์สู้ ข้าจะไม่สู้ได้ยังไง” เวโรนิกาก็เอากับเขาด้วย เธอตีเนียนเหมือนกับเป็นสมาชิกคนหนึ่งไปแล้ว
“ท่าทางไม่เท่าไหร่แฮะ ขอฉันเหมาทั้งหมดเลยไม่ได้เหรอ” ไลริคที่ดูโตขึ้นอีกหน่อยพูด ตอนนี้เขาดูใกล้กับวัยรุ่นอายุราวสิบสองสิบสามปี
“ขอยืดเส้นยืดสายด้วยแล้วกันครับ” เซเลนอสยิ้มเยาะ เดรกอสและบริวารของเขารู้สึกคุ้นกับลักษณะท่าทางของหนุ่มชุดดำคนนี้
เมื่อครบหกคู่ การต่อสู้ก็เริ่มขึ้นทันที เรย์กระโดดขึ้นไปบนเรือของเดรกอสจากนั้นก็ซัดพลังใส่อย่างเต็มที่ชนิดที่ไม่กลัวว่าเรือของทั้งสองฝ่ายจะถูกลูกหลงไปด้วย แต่เดรกอสเองก็ไม่ใช่ย่อย เขาสลายการโจมตีด้วยสายฟ้าของเรย์ได้จนหมด
“บอกแล้วว่าข้าไม่เหมือนเดิมหรอกนะ”
คู่ต่อสู้ของโรมิเอลคือปีศาจชายแก่ที่มีรูปร่างเหมือนโคลน โรมิเอลรู้จักปีศาจชนิดนี้เป็นอย่างดี จุดเด่นของพวกมันไม่ได้อยู่ที่พลังต่อสู้แต่อยู่ที่ร่างกายที่ยากแก่การทำลาย ไม่จะว่าเป็นการฟัน ตัด เฉือน ทุบ หรือแม้แต่เผาด้วยไฟ ก็ไม่สามารถทำอะไรปีศาจชนิดนี้ได้
“ศัตรูของท่านเดรกอส ตาแก่คนนี้จะเป็นผู้จัดการเอง”
ร่างโคลนแปรเปลี่ยนรูปร่างไปมา จากรูปร่างคล้ายมนุษย์ กลายเป็นรูปร่างของเดวัลจากเนเธอร์เวิลด์ บางครั้งจากสิ่งมีชีวิตก็กลายเป็นรูปร่างของสิ่งของ ที่น่ากลัวคือแทนที่จะเป็นโคลนเหลวไร้พลังโจมตีอย่างที่โรมิเอลเคยเห็น ปีศาจตนนี้กลับมีเรี่ยวแรงมหาศาล
เหมือนกับที่ครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจร่มแบบเขาแข็งแกร่งขึ้นมาได้ขนาดนี้ มันไม่เกี่ยวว่าเดิมทีเป็นสายพันธุ์อะไร จะมนุษย์หรือเผ่าปีศาจที่อ่อนแอ หากสั่งสมประสบการณ์มากพอก็เก่งกาจขึ้นมาได้ โรมิเอลเชื่อว่าปีศาจโคลนตนนี้คงผ่านอะไรมาไม่น้อย
แต่… มันไม่เพียงพอ โรมิเอลผ่านประสบการณ์นรกมามากยิ่งกว่า เขาเร่ร่อนไปทั่วเนเธอร์เวิลด์อยู่หลายพันปี ผ่านการต่อสู้ที่เฉียดตายมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หน แต่โรมิเอลก็ยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้ เขามั่นใจว่ามีเพียงปีศาจระดับเดียวกับเจ็ดปีศาจสงครามขึ้นไปเท่านั้นที่พอจะนับเป็นคู่ต่อกรเขาได้
ร่มกระดาษถูกกางออก ลมดูดรุนแรงได้ดูดเอาร่างของปีศาจโคลนเข้าไปทีละนิด อีกฝ่ายพยายามฝืนต้านสุดกำลังแต่มันไร้ประโยชน์ ยิ่งร่างของมันถูกดูดกลืนเข้าไปมากเท่าไหร่ เรี่ยวแรงที่มีก็ยิ่งหดหาย
“ท่านปู่! ไม่นะ” ปีศาจอีกตนร้องเสียงดัง เขาพยายามผละจากการต่อสู้กับเซเลนอส แต่ช้าไปก้าวเดียวปีศาจโคลนได้ถูกร่มกัดกินไปจนหมดสิ้นแล้ว
“รสชาติไม่ได้เรื่องเลย” ร่มกระเด็นออกจากมือและกลายเป็นร่างปีศาจ “เลิกเอาของไม่ได้เรื่องมาให้ข้ากินเสียที”
“อย่าเลือกกินสิ”
“เลือกบ้างเถอะน่า” บรอลบ่นอุบ