Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 316: รวมพลที่กิงคารอน
เพลิงของเวโรนิการุนแรงขึ้น ในพริบตาหนึ่งบาดแผลทั่วร่างของเธอเลือนหายไปอย่างไม่รู้สาเหตุแน่ชัด ราวกับว่าบาดแผลเหล่านี้ถูกเพลิงของเธอเผาจนมอดไหม้
เวโรนิกากลับมาฮึดยิ่งกว่าเดิม ขณะที่เธอไม่ได้เก่งไปกว่าเมื่อครู่ก่อน แต่ฝ่ายศัตรูเริ่มกังวลขึ้นมา เพราะไม่ว่าจะทุ่มแรงแค่ไหนก็ไม่สามารถกำราบเธอได้ ซ้ำร้ายความเสียหายทั้งหมดที่สร้างให้เธอยังหายไปหมดสิ้น ความกังวลมีผลต่อการเคลื่อนไหวของปีศาจทะเล
หญิงสาวผมทวินเทลไม่ให้โอกาสดีหลุดมือไป เธอโหมโจมตีใส่อย่างบ้าคลั่ง เวโรนิกาไต่ไปตามร่างยักษ์ ดาบเล่มโตถูกลากไป ด้วยเรี่ยวแรงมหาศาลแม้แต่ผิวหนังที่ทั้งเหนียวและลื่นของอีกฝ่ายก็เริ่มถูกกรีดออกเป็นทาง
ศัตรูร้องลั่น สองมือพยายามคว้าจับร่างของเวโรนิกาเหมือนอาการของมนุษย์ที่พยายามปัดไล่แมลงที่รบกวน แต่เวโรนิกาไม่ใช่แค่ยุงตัวใหญ่ที่สร้างความรำคาญให้ เธอคือแมลงที่มีพิษร้ายถึงฆาต
…เป็นความพ่ายแพ้ที่ทุกคนไม่อยากเชื่อสายตา
ทุกคนประเมินว่าโอกาสชนะของเวโรนิกามีไม่ถึงหนึ่งในห้า ฮาจายังถึงกับเตรียมเวทมนตร์ชุบชีวิตรอเอาไว้แล้วด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายนักรบสาวผมแดงก็คว้าชัยเอาไว้ได้ชนิดหักปากกาเซียน
เหลือแค่คู่ของเรย์กับเดรกอสเท่านั้น คู่นี้เองก็ต่างจากที่หลายคนประเมินเอาไว้มาก ไม่ว่าใครต่างก็ยอมรับว่าเรย์คือสมาชิกที่พึ่งพาได้ที่สุดคนหนึ่ง ยิ่งหลังจากการฝึกโหดครั้งล่าสุด เรย์ก็ยิ่งแกร่งขึ้นอีก พวกเขาไม่เห็นโอกาสเลยที่เดรกอสจะทำอะไรได้
แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เดรกอสรับมือกับเรย์ได้อย่างน่าดูชม ที่เขาพูดว่าตนเองไม่ใช่คนเดิมกับคราวก่อนไม่ใช่แค่การคุยโอ้อวด
“ต้องบอกว่าสมเป็นขุนพลของฟาซาเบลแหละครับ ว่ากันตามศักดิ์แล้วเขาเทียบเท่ากับเซลซารอสเลยด้วยซ้ำ” เซเลนอสเอ่ยชม
“งั้นเหรอ… แต่ประวัติศาสตร์ดันไม่ได้พูดถึงเท่าไหร่แฮะ” เอ็ดวานพูดขึ้นแบบไม่ระวัง
“ประวัติศาสตร์เหรอครับ” อัสการ์ถาม
“อ้าว จะรู้ผลแล้วมั้งนั่น” เอ็ดวานชี้ไปที่การต่อสู้เพื่อเบี่ยงประเด็น เขาลืมไปสนิทว่าฟรองเซย์ เวโรนิกาและอัสการ์ยังไม่รู้ความจริงเรื่องที่พวกตนมาจากยุคอื่น พวกเขายังเข้าใจว่ากลุ่มอะบีสมาจากโลกคู่ขนานเหมือนกับพวกฟอร์ชาโดเวอร์
ร่างเดรกอสล้มฟาดลงกับพื้นเรือ ทั้งพลังเนตรมาร กรงเล็บปีศาจ ผ้าพันแผลต้องสาป สารพัดวิชาร้ายกาจที่เคยโค่นศัตรูมานักต่อนักไม่สามารถช่วยอะไรได้
เรย์หอบจากความเหนื่อยล้า เขาตั้งใจว่าหากถูกยื้อมากไปกว่านี้คงจะต้องกลายร่างเป็นมังกรเพื่อปิดฉาก เรย์ยอมรับว่ารู้สึกโล่งใจที่อีกฝ่ายหมดสภาพไปก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น
ผลสรุปการต่อสู้คือมีปีศาจสองตนที่ถูกสังหารโดยโรมิเอลและไลริค พวกที่เหลือหมดความคิดที่จะต่อต้านแล้วโดยเฉพาะเมื่อเห็นว่านายของตนเจ็บหนักแต่ยังไม่ถึงที่ตาย
“ข้าใช้เวทรักษาได้ให้ข้าช่วยนะคะ เขาเจ็บหนักกว่าที่เห็น ถ้าปล่อยไปอาจจะไม่รอดก็ได้” ฮาจาออกมายืนข้างหน้า เธอหันไปถามโซนาตาเพื่อขออนุญาต “ได้ใช่ไหมคะ”
“พูดมาแบบนี้ ถ้าไม่อนุญาตก็ใจดำสินะ แต่ลูกน้องของหมอนั่นจะยอมให้ช่วยรึเปล่าเถอะ”
“อย่ามาดูถูกกันนะ” ปีศาจครึ่งนกตะคอกใส่ฮาจา “ชนะได้แล้วยังคิดจะช่วยรักษาด้วย นี่ดูถูกพวกเราเกินไปรึเปล่า”
“ถ้าไม่รักษาตอนนี้ เขาจะไม่รอดนะ” ฮาจาย้ำคำเดิม อีกฝ่ายโมโหจนหยิบอาวุธทำท่าจะซัดใส่ฮาจา แต่เขาถูกปีศาจคอยาวรั้งมือเอาไว้
“จะทำอะไรน่ะ จะให้ชีวิตที่อุตส่าห์รอดมาได้เสียเปล่าเหรอ”
“แต่มนุษย์พวกนี้…”
“อยากตายก็ตายไปคนเดียวสิ อย่าเอาโอกาสรอดของท่านเดรกอสมาเสี่ยงไปด้วย”
ปีศาจจมูกยาวส่งเสียงจิ๊ในปากอย่างขัดใจ
“จะช่วยรักษาใช่ไหม เร็วเข้าเถอะ”
ฮาจาพยักหน้าเสร็จก็กระโดดข้ามไปเรือของอีกฝ่ายโดยมีเซกันคุ้มกันไม่ยอมห่าง เธอรักษาเดรกอสเสร็จในชั่วอึดใจ โชคดีที่อีกฝ่ายหายดีแล้วแต่ยังไม่ได้สติเรื่องจึงไม่ได้วุ่นวายไปมากกว่านั้น
“ท่านเดรกอสไม่ยอมรามือแน่” ปีศาจครึ่งนกบอกกับฮาจา
“ถ้านายของพวกเจ้าฟื้นแล้วก็ฝากบอกด้วยว่า อยากกลับมาล้างอายอีกก็ได้แต่คราวหน้าอาจไม่โชคดีแบบนี้” โซนาตาได้ยินก็ตะโกนบอกจากบนเรือของตน
ทุกอย่างจบลง เซกันและฮาจากลับเรือฝ่ายอะบีสได้โดยที่ไม่มีการปะทะรอบสอง พวกเขาปล่อยให้เรือของเดรกอสลอยห่างออกไปจนลับสายตา
โซนาตาปฏิเสธไม่ได้ว่าปีศาจพวกนี้คือศัตรูกับมนุษย์ แต่สิ่งที่ต่างจากการเผชิญหน้ากับเรวาเรนท์หรือโคลดาเรียคือเขาไม่ได้รู้สึกชิงชังปีศาจกลุ่มนี้ เขาหวังว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนเตือนไม่ให้อีกฝ่ายกล้าโจมตีพวกตนหรือมนุษย์คนใดอีก
…แม้จะรู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นแค่ความหวังที่ไม่มีทางเป็นจริง…
ที่จักรวรรดิกิงคารอน กลุ่มอะบีสและกิลด์ต่าง ๆ ที่มาถึงก่อนหน้าพวกเขาต่างได้รับการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี กิงคารอนแตกต่างจากหลายประเทศที่เคยพบเจอก่อนหน้านี้ ประเทศแห่งนี้มีทั้งกองทัพและอาวุธที่เหนือกว่าอาณาจักรใดในโลก แต่พวกเขาไม่ได้ประมาทพวกที่มาจากโลกคู่ขนานเลยแม้แต่น้อย นอกจากจะเตรียมการรับมืออย่างเต็มที่พวกเขายังเปิดรับความช่วยเหลือจากทุกทางโดยไม่ห่วงว่ามันจะถูกใครดูแคลน
“ในระหว่างนี้หากขาดเหลืออะไรก็บอกผมโดยตรงหรือแจ้งกับคนของผมได้ทุกเมื่อนะขอรับ” ชวาร์ซผู้เป็นหนึ่งในขุนพลของกิงคารอนแสดงท่าทีนอบน้อมจนไม่น่าเชื่อว่าเขาเป็นหนึ่งในขุนพลคนสำคัญของที่นี่
“ดิฉันชื่อชารูนาค่ะ หากขาดเหลืออะไรก็บอกกับดิฉันได้นะคะ” หญิงสาวผมเหลืองที่ชื่อชารูนาพูดในสิ่งที่นายของเธอเพิ่งพูดไปซ้ำ
เช่นเดียวกับชวาร์ซ ชารูนาผู้นี้เป็นขุนพลอายุน้อยของกิงคารอน เธอแอบกระซิบกับกลุ่มอะบีสว่าปัจจุบันขุนพลของกิงคารอนเป็นคนรุ่นหนุ่มสาวแบบนี้กันมาก ส่วนหนึ่งเพราะการโหมโจมตีฟอร์ชาโดเวอร์ทำให้ขุนนางอาวุโสจำนวนไม่น้อยที่เกษียณไปก่อนเวลาอันควร
โรมิเอลเหลือบมองชารูนาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร สัญชาตญาณของเขาบอกว่าชารูนาคนนี้มีกลิ่นอายที่คุ้นเคย
“ว่ายังไงนะ รองแม่ทัพสาวผมเหลืองคนนั้นน่ะเหรอ” ฟรีโอนิเอลถามโรมิเอลย้ำอีกทีว่าเขาเข้าใจอะไรผิดไปไหม
“ไม่ผิดหรอก ผู้หญิงคนนั้นคือพวกเผ่าปีศาจ หรืออย่างน้อยก็ต้องมีสายเลือดผสม” บรอลทำหน้าที่อธิบายแทนโรมิเอลผู้ปากหนัก
“เธอน่าจะใช้คาถาอะไรสักอย่างเพื่อซ่อนลักษณะของเผ่าปีศาจเอาไว้” จีดัสไม่ได้ฟันธงไปว่าเป็นวิธีไหน เพราะเท่าที่เขารู้ก็มีวิธีที่เผ่าปีศาจจะซ่อนร่างอยู่ในร่างมนุษย์เป็นสิบวิธี
“ไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไรนี่” กาเรนแย้ง “เผ่าอะไรก็ไม่เห็นเป็นประเด็นไปได้ มันไม่ได้หมายความว่าเธอเป็นศัตรูไม่ใช่เหรอ จะว่าไปฝ่ายเราเองก็มีครึ่งปีศาจ”
คำพูดของกาเรนมีเหตุผล แต่ทุกคนคิดตรงกันว่าสำหรับเขา คงขอแค่เป็นสาวน่ารักก็พอแล้ว มนุษย์หรือปีศาจ มิตรหรือศัตรูก็ไม่ใช่ปัญหา
“นั่นก็จริงครับ ตั้งแต่อดีตมีเผ่าปีศาจไม่น้อยที่ขึ้นมาอาศัยอยู่บนโลก ลูกหลานของพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรจากมนุษย์” เซเลนอสเล่าเรื่องที่ตระกูลของเขาคอยทำหน้าที่จัดการกับเผ่าปีศาจที่หลุดออกมาจากประตูนรก บางครั้งมันก็ไม่ได้จบลงที่การฆ่าแกงเท่านั้น โรมิเอลคือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าปีศาจไม่ได้มีแต่พวกที่เลวร้าย
หัวข้อเกี่ยวกับชารูนาจบลง มีบางคนยังอยากจับตาดูเธอต่อ โซนาตาอนุญาตในเงื่อนไขที่ต้องไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว “ยังไงก็อย่าทำให้พวกเรามีปัญหากับกิงคารอนล่ะ”
กิงคารอนเป็นประเทศขนาดใหญ่ ใหญ่เสียจนครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปที่มีชื่อเดียวกัน โซนาตาอยากสำรวจประเทศนี้มากกว่านี้แต่เพราะเป้าหมายหลักของพวกเขาอยู่ที่เมืองหลวงที่มีหน้าหนังสือโครนิเคิลออฟซีนเกือบทั้งเล่ม เรื่องการออกไปสำรวจเมืองรอบ ๆ จึงต้องถูกพักไว้ก่อน
“วิหารแห่งกาลเวลา” เรย์อ่านป้ายชื่อที่เขียนไว้ด้านหน้าของอาคารขนาดยักษ์ที่ถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนา
“คราวนี้ดูเหมือนเปิดเผยเลยนะว่าใช้ที่นี่เก็บโครนิเคิลออฟซีน”
“ใช่แล้วขอรับ จากข้อมูลที่พวกเราได้มา กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าฟอร์ชาโดเวอร์มีพลังในการสืบค้น ในเมื่อไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบังที่ซ่อนพวกเราจึงทุ่มเทกำลังทั้งหมดเอาไว้ที่นี่ที่เดียว” ชวาร์ซอธิบาย
“มีอีกเรื่องที่ข้ารู้สึกสงสัย มีหน้ากระดาษบางส่วนถูกชิงไปแล้ว แบบนี้จะไม่มีผลอะไรเหรอ” จีดัสว่าขึ้นขณะที่ทั้งกลุ่มกำลังทยอยเคลื่อนพลเข้าไปด้านในของสถานที่
“โครนิเคิลออฟซีนมีพลังแก้ไขประวัติศาสตร์ หากมีจำนวนหน้ากระดาษเกินครึ่งเราสามารถใช้พลังนั้นซ่อมแซมตัวหนังสือได้ค่ะ” ชารูนาชี้แจงเพิ่ม
“อ้าวว แล้วพวกนั้นแย่งกระดาษไปเพื่อ…” เอ็ดวานตั้งข้อสงสัย
“การซ่อมแซมหนังสือก็ต้องใช้พลังเวท ยิ่งเสียหน้ากระดาษไปมากเท่าไหร่ การจะใช้มันแก้ไขความเสียหายจากราลูโซลก็ยิ่งใช้พลังงานและเวลามากขึ้น ถูกไหมครับ”
“สมเป็นที่ปรึกษาผู้ปราดเปรื่องของกลุ่มอะบีส ที่ท่านว่ามาถูกต้องทุกอย่างขอรับ” ชวาร์ซชื่นชมจีดัสออกนอกหน้า
จีดัสยิ้มตอบคำชมของชวาร์ซ แต่เขาไม่ได้รู้สึกยินดีกับคำชื่นชมของอีกฝ่าย