Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 324: ผู้แทรกแซง
เป็นความบังเอิญที่พวกฟรองเซย์วางแผนไว้แบบเดียวกัน หลังจากที่ต้านฟอร์ชาโดเวอร์ไว้ไม่อยู่ พวกเธออาศัยจังหวะชุลมุนตามศัตรูเข้าไปติด ๆ
เวทีการต่อสู้ถูกย้ายไปที่บริเวณด้านใน ตอนนี้คนของทั้งสองฝ่ายเหลือกันแค่เพียงหยิบมือเดียว ฝ่ายฟอร์ชาโดเวอร์เสียเอ็กซิคิวชันเนอร์ระดับล่างไปจนหมด ที่เหลืออยู่ตอนนี้มีเพียงแค่ลำดับหนึ่งถึงห้าและพวกลำดับที่เป็นตัวเลขสองหลักอีกแค่ไม่กี่สิบคน
ทหารของกิงคารอนห้าร้อยคนที่ประจำอยู่ชั้นกลางไม่มีใครสู้ต่อได้อีกแล้ว ถ้าไม่ล้มตาย เจ็บหนัก ก็สูญเสียจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้จนไม่สามารถลุกขึ้นมาสู้อีก ส่วนสมาชิกจากกิลด์ชั้นนำที่ถูกรวบรวมมาจากทั่วโลกก็มีสภาพใกล้เคียงกัน นอกจากกลุ่มของฟรองเซย์แล้วก็กลุ่มเล็ก ๆ แบบเธออีกสามสี่กลุ่มเท่านั้นที่ยังเหลือรอด
นานาชิอยู่ที่นั่นพร้อมกับทีมของเขาที่ประกอบไปด้วย วาโล ลูเมน โซลิเนและไลริค กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเดียวในพื้นที่ชั้นในสุดของวิหารแห่งกาลเวลาที่ไม่ได้รับบาดเจ็บเลย หน้าที่ของพวกเขาไม่ใช่การช่วยเหลือฟรองเซย์หรือกิงคารอนจึงหลีกเลี่ยงการต่อสู้เท่าที่สามารถทำได้
ด้านในสุดของวิหารแห่งกาลเวลาถูกแบ่งออกเป็นอีกหลายชั้นลึกลงไปใต้ดิน ในแต่ละชั้นจะมีห้องพักส่วนตัวของสิบสองขุนพลเทพอยู่ชั้นละสี่ห้อง พื้นที่ตรงกลางมีลานสำหรับการต่อสู้และบันไดสู่ชั้นถัดไป
“พวกขุนพลเทพอะไรนี่เก่งมากเลยนี่นา น่าจะพอ ๆ กันหรือเก่งกว่าฟรองเซย์ซะอีก” ลูเมนพูดกับทุกคนผ่านไซคิกเน็ตเวิร์กเพื่อป้องกันการถูกดักฟัง
“บางทีต่อให้เราไม่ได้อยู่ตรงนี้ก็อาจจะชนะ” วาโลเดาอย่างพยายามมองในแง่ดี แต่เป็นความพยายามที่ค่อนข้างฝืนไปสักนิด เพราะเห็นได้ชัดว่าฝ่ายฟอร์ชาโดเวอร์ถือไพ่เหนือกว่าชัดเจน
“ข้าจะล่วงหน้าไปก่อน ด้วยความเร็วและวิชานินจา ข้าน่าจะลงไปถึงชั้นล่างสุดโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว”
“ระวังตัวด้วย พวกเราอยากไปด้วยนะแต่ขืนไปกันหมด…” ไลริคคิดว่าถ้าทั้งกลุ่มหายไปคงดูออกได้ทันที ต่อให้ใช้วิชาร่างแยกกระจกช่วยก็คงความแตกในเวลาสั้น ๆ
“คนเดียวสะดวกกว่า ฝากเจ้ากับโซลิเนดูแลพวกเด็ก ๆ ด้วย”
คำว่าเด็กของนานาชิทำให้ลูเมนรู้สึกขัดหู “เอ๋ ทำไมล่ะ ข้าก็อยากไปด้วยนี่นา”
“อย่าดื้อสิลูเมน ตกลงกันแบบนั้นแล้วนี่” พี่ชายปรามน้องสาว
“ข้าไม่ได้ดื้อนะ แล้วก็ไม่ได้งอนที่ถูกมองเป็นเด็กด้วย แต่ที่โน่นมีแต่คนเก่ง ๆ เต็มไปหมด จะปล่อยนานาชิไปคนเดียวได้ยังไง”
“ไม่ต้องห่วง ถ้าถูกจับได้ข้าจะถอยกลับมารวมตัวทันที ข้าสัญญาว่าจะไม่ฝืน”
นานาชิเตรียมคาถานินจาไว้ล่วงหน้าหลายชนิด ทั้งคาถาสะกดศัตรู คาถาลวงตา วิชาร่างแยก ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อมั่นในความเร็วเหนือมนุษย์ของตนเอง แต่เขาเข้าใจดีว่าคนที่รออยู่ก็เป็นยอดคนที่อาจจะจัดการกับตนได้
…ถึงจะสัญญาเอาไว้แล้วก็เถอะ แต่บางทีโอกาสหนีอาจจะไม่มีก็ได้ ถ้าผิดพลาดขึ้นมาก็คงต้องเตรียมตัวสำหรับการต่อสู้…
แต่สิ่งที่รอนานาชิอยู่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้มาก
“หมายความว่ายังไงที่ว่าไม่มีคน”
“ก็… ไม่มีคนสักคน”
“ที่ชั้นนั้นน่าจะมีสิบสองขุนพลเทพอยู่อย่างน้อยสี่คนไม่ใช่เหรอ”
“ใช่… แต่ไม่มีเลย” นานาชิไม่ได้ตั้งใจกวนประสาท แต่สิ่งที่เขาเห็นเป็นแบบนั้น ชั้นใต้ดินที่ควรจะมีขุนพลสุดแกร่งสี่คนไม่มีร่องรอยของมนุษย์แม้แต่คนเดียว
“จะว่าเป็นสถานที่หลอกก็ไม่น่าใช่ พวกฟอร์ชาโดเวอร์มองเห็นอนาคตได้ส่วนหนึ่ง… วิธีแบบนั้นไม่น่าหลอกได้” จีดัสที่ฟังจากในไซคิกเน็ตเวิร์กอยู่ด้วยแทรกความเห็นขึ้นมา
“แสดงว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นสินะ” โซนาตาเป็นอีกคนที่เขามาร่วมคุยด้วย เป็นสัญญาณบอกว่าสถานการณ์การสู้กับเฟรย์และเซเรเนดไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงแล้ว
“ไม่มีร่องรอยการต่อสู้…” นานาชิรายงานต่อ “สถานที่นี้ถูกออกแบบไม่ให้คนเข้าออกได้นอกจากประตูหลัก คนที่ควรอยู่ในห้องนี้มีทางออกได้แค่การขึ้นบันไดไปสู้ชั้นบนที่ทุกคนกำลังสู้กันอยู่ กับลงไปชั้นล่างที่เก็บหนังสือโครนิเคิลออฟซีน ถ้าให้เดาก็คงต้องอยู่ข้างล่างนี่แหละ”
แล้วนานาชิก็ไปต่อ บันไดสู่ชั้นล่างเป็นจุดเดียวของห้องนี้ที่ไม่ได้ถูกสนามพลังและอาคมใด ๆ กั้นเอาไว้ เขาเดินลงบันไดไปทีละขั้นด้วยใจระทึก ขณะเดียวกันก็มองหาเงื่อนงำไปด้วยพร้อมกัน
แต่มันไม่มีอะไรเลย แม้แต่บันไดวนที่ยาวจนถึงเบื้องล่างก็ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใด ๆ กระทั่งประตูของชั้นล่างสุดถูกเปิด สิ่งที่เขาสงสัยจึงได้รับคำตอบ
ผิดกับชั้นบนที่ไม่มีร่อยรอยการต่อสู้ สภาพของชั้นล่างสุดเละเทะตั้งแต่พ้นประตูทางเข้าไป นานาชิได้พบขุนพลหลายรายที่ควรจะเฝ้าอยู่ข้างบน แต่ก็เป็นเพียงร่างไร้วิญญาณของพวกเขาเท่านั้น
“มีการต่อสู้ที่นี่” นานาชิรายงานต่อ น้ำเสียงของเขามีความตื่นตกใจเจือปน
“ฟอร์ชาโดเวอร์ไปถึงที่นั่นเลยเหรอ”
นานาชิไม่ได้ตอบไลริคเพราะเขาก็ยังไม่มีคำตอบเหมือนกัน เขาเปรยขึ้นเหมือนกับพูดกับตัวเองเท่านั้น “ด้านในยังมีเสียงการต่อสู้อยู่ ที่เสียชีวิตอยู่ตรงนี้มีอยู่หกคน กลุ่มนี้น่าจะมีทั้งสิบสองขุนพลที่ต้องเฝ้าอยู่ข้างบนและข้างล่าง หกคนที่เหลือกับศัตรูที่พวกเขาสู้น่าจะอยู่ที่ห้องสุดท้ายนี่แหละ”
ด้วยทักษะการเคลื่อนไหวไร้เสียง นานาชิลอบสังเกตการณ์ชั้นล่างสุดได้โดยที่ไม่มีใครรู้ตัว ที่ห้องสุดท้ายเขาเห็นร่างไร้ชีวิตของขุนพลอีกสี่ราย ขุนพลเทพสองคนที่ยังรอดชีวิตคือผู้แข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสอง
ที่น่าตกใจคือศัตรูของพวกเขาไม่ใช่ฟอร์ชาโดเวอร์อย่างที่เข้าใจในตอนแรก
“ก่อนที่ข้าจะสำเร็จโทษพวกแก ตอบคำถามมาก่อน พวกแกเป็นใครและเข้ามาที่นี่ได้ยังไง พื้นที่ไม่มีทางเข้าออกอื่นแม้แต่เปิดประตูมิติก็ไม่สามารถเปิดได้” ผู้ที่พูดคือชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐาน นานาชิจำได้ว่าเขาคือ ‘โมเบียส’ ขุนพลอันดับสองจากสิบสองขุนพลเทพ
เงาหนึ่งจากสองคนนานาชิรู้จัก เช่นเดียวกับฝ่ายขุนพลเทพ ผู้บุกรุกรายนี้คือขุนพลของกิงคารอนเช่นกัน เขาคือชายสวมหน้ากากที่เรียกตนเองว่าชวาร์ซนั่นเอง
“สู้กันมาตั้งนาน เพิ่งจะมาสงสัยอะไรกันตอนนี้” ชายสวมหน้ากากตอบ
“ชวาร์ซ… ทำไมไปอยู่ตรงนั้นได้” ไลริคประหลาดใจ ตอนนี้เขากำลังมองชายสวมหน้ากากผ่านสายตาของนานาชิที่ส่งต่อภาพให้ทุกคนเห็นผ่านไซคิกเน็ตเวิร์ก
โซนาตาและจีดัสทำแบบเดียวกัน ทั้งคู่ขอมองผ่านด้วยสายตาของโซลิเนที่ยังสู้กับฟอร์ชาโดเวอร์อยู่ที่ชั้นบน ที่นั่นชวาร์ซยังสู้อยู่
“ไม่ใช่ร่างแยก… เสียงและรูปร่างคล้ายแต่ก็ไม่เหมือน” นานาชิมองทั้งสองด้าน จากประสบการณ์เขาคิดว่านี่ไม่ใช่วิชาหรือเวทมนตร์ มีคนสองคนอยู่จริง ๆ “หนึ่งในนั้นคือตัวจริงและอีกคนก็ต้องเป็นตัวปลอมแน่นอน”
ยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น คนทั้งสองฝ่ายก็เริ่มต่อสู้กันอีกรอบ ชวาร์ซที่นานาชิกำลังมองอยู่เก่งกาจกว่าชวาร์ซที่กำลังสู้อยู่ข้างบนหลายเท่า ฝีมือของเขาอยู่ในระดับที่สามารถหยุดการโจมตีของอันดับหนึ่งของสิบสองขุนพลเทพได้อย่างสูสี
“เจ้าคือชวาร์ซจากโลกคู่ขนานงั้นรึ” เซเรนิตีผู้เป็นอันดับหนึ่งแห่งสิบสองขุนพลเทพถามอย่างไม่แน่ใจ เธอเริ่มคิดว่าเขาต่างออกไปจากชวาร์ซที่เธอรู้จัก
“ไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อนแบบนั้นหรอก” ผู้บุกรุกที่สวมหน้ากากอีกคนตอบ จากน้ำเสียงนานาชิบอกได้ว่าเขาเป็นผู้ชายมีอายุพอสมควร
“เสียงนั่น… เป็นเจ้าจริง ๆ สินะ” โมเบียสพยายามถามให้แน่ใจแต่ศัตรูไม่ได้ตอบอะไรอีกแล้ว
สองฝ่ายพุ่งเข้าหากัน โมเบียสใช้ดาบใหญ่ที่ใหญ่ยิ่งกว่าดาบของฟรองเซย์เท่าตัว เขาทั้งเร็วและทรงพลังกว่าใครในยุคนี้ นอกจากนั้นดาบของเขาก็ไม่ใช่ดาบธรรมดา ที่คมดาบมีพลังงานแสงเข้มข้นที่สามารถละลายตัดได้แทบทุกอย่าง
แต่ดาบที่รวดเร็วของโมเบียสไม่ได้สร้างปัญหาให้ชวาร์ซ ชายหนุ่มใช้ปลายเท้าหยุดดาบเอาไว้ได้ทุกครั้ง เขาใช้เวทมนตร์บางอย่างเคลือบรองเท้าเอาไว้ มันทำให้พลังดาบที่ตัดเหล็กได้ง่ายเหมือนตัดเนยดูกลายเป็นของไร้ราคาในทันที
เซเรนิตีใช้อาวุธหลายชนิดพร้อมกัน เธอมีวิชาที่คล้ายกับวิชาเก้าดาบของอาจารย์ดีวาน มันทำให้เธอสามารถควบคุมอาวุธถึงหกชนิดได้พร้อมกัน ปืนกลกระสุนสะกดเวท ปืนเพลิง ปืนเยือกแข็ง เลื่อยกล แส้ไฟฟ้า และดาบแรงดึงดูด อาวุธทั้งหกชนิดพุ่งเข้าไปล้อมรอบชายสวมหน้ากากอีกรายที่ไม่ใช่ชวาร์ซ
นานาชิตัดสินใจไม่อยู่รอดูผล เขาอาศัยวิชานินจาลบร่องรอยทุกอย่างของตน เสียง กลิ่น ภาพ หรือแม้แต่จิตสัมผัสหายไปจนหมดสิ้น นานาชิสามารถคงสภาพนี้ได้แค่ไม่กี่อึดใจ แต่เมื่อรวมเข้ากับความเร็วสุดยอดของเขาแล้ว แค่อึดใจเดียวก็เป็นเวลาที่มากเกินพอ
คนทั้งสี่ที่สู้กันอย่างดุเดือดไม่รู้ตัวว่าหนังสือที่พวกเขาแย่งกันหายไปแล้ว ด้วยสมาธิที่ทุ่มให้กับการต่อสู้และด้วยความที่เชื่อมั่นว่าสมบัติล้ำค่าถูกเก็บไว้ในอุปกรณ์นิรภัยที่ไม่น่าจะถูกเปิดออกได้โดยง่าย พวกเขาไม่มีทางรู้เลยปัจจุบันข้างในอุปกรณ์นิรภัยที่ว่านั้นว่างเปล่า
ทันทีที่ได้ของมานานาชิก็ไม่อยู่รอ เขาใช้เวลาไม่นานก็ย้อนกลับมารวมตัวกับพวกไลริคอีกครั้ง ขากลับนั้นง่ายดายกว่าตอนลงมามาก เพราะนานาชิไม่ต้องคอยระวังกับดักหรือผู้คุ้มกันที่ตอนนี้กำลังวุ่นอยู่ที่ชั้นล่างสุด