Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 326: ถอนกำลัง
“สงสัยอยู่แล้วว่าทำไมเฟรย์การ์ดถึงอ้อยอิ่งอยู่ในยุคนี้ ไม่หนีหางจุกตูดไปเหมือนทุกครั้ง ที่แท้ก็มัวแต่รอชิงหนังสือโครนิเคิลออฟซีนนี่เอง”
“ปากดีจริง อย่าพูดเหมือนกับว่าตนเองกลับมาได้เปรียบแล้วสิ สถานการณ์มันไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ฉันกับเฟรย์ยังสามารถฆ่าพวกแกทั้งหมดได้ เรื่องนั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง”
เช่นเดียวกับกลุ่มอะบีสที่มารวมตัวกันในที่ใหม่ เฟรย์และพรรคพวกที่ยังไม่ตายก็มารวมตัวเช่นกัน กริมเซฟ ริแลนท์ โครินาเล ไซริลและอีวา ทยอยตามมาทีละคนจนครบ แต่พวกเขานอกจากบาดเจ็บกันไม่น้อย พวกเขาไม่เหลือบริวารดังเช่นเคย
สถานการณ์แทบไม่มีโอกาสให้พลิกอีก เรย์สู้ตัวต่อตัวกับกริมเซฟอีกครั้ง อีกฝ่ายอ่อนแรงจนเกือบนับเป็นการดวลกันไม่ได้ ครั้งนี้เรย์ชนะได้โดยที่ไม่ต้องลงแรงไปมากมาย
ริแลนท์และโครินาเลไม่แตกต่างกับกริมเซฟ คนหนึ่งถูกเซกันฟันซ้ำจนล้มลงไปหมดสภาพ ส่วนอีกคนก็ถูกซีวีถลุงหมัดแสงจนแน่นิ่ง พวกเขาไม่ได้พร้อมที่จะสู้อีกยกแต่ถูกคำสั่งที่ขัดขืนไม่ได้ทำให้ต้องมาอยู่ตรงนี้
มีเหตุการณ์แทรกเล็กน้อยที่ทำให้กลุ่มอะบีสต้องประหลาดใจเพิ่ม…
“พวกเจ้านี่ไปที่ไหนก็เอาแต่ก่อเรื่องนะ” ชายผู้มีผ้าพันแผลเต็มตัวและมีมือข้างหนึ่งเป็นกรงเล็บขนาดใหญ่ทักทายโซนาตา
“เฮ้ย พวกเราไม่ว่างมายุ่งกับพวกนายตอนนี้หรอกนะ เดรกอส”
“ว่าแต่กำลังตึงมืออยู่เลยไม่ใช่เรอะนั่น” เดรกอสและลูกน้องของเขามองไปที่เซเรเนดกับเฟรย์ เฟรย์การ์ดเหลือแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น แต่การล้มทั้งคู่ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย
เดรกอสกับพวกไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่น่าหนักใจนัก แต่สำหรับกลุ่มอะบีสที่พยายามรับมือกับเฟรย์และเซเรเนดโดยพยายามไม่ให้มีใครต้องตายการมีศัตรูเพิ่มอีกมาอีกหลายคนไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย
“ไว้ค่อยมาล้างตากันทีหลังไม่ได้เหรอ” โซนาตาพยายามเจรจาโดยไม่ได้มีหวังมาก หากเป็นตัวเขาเอง โอกาสได้รุมศัตรูแบบนี้เขาก็คงไม่ปล่อยไปเช่นกัน
“ไว้ทีหลัง” เดรกอสหัวเราะ “เสียใจด้วย โอกาสดีแบบนี้ถ้าเป็นเจ้าจะนิ่งเฉยเหรอ”
โซนาตาได้ยินเข้าก็หัวเราะ “เออ ก็ตามนั้นแหละ งั้นก็มาเลย”
เดรกอสและบริวารของเขาพุ่งเข้ามาหาโซนาตา ความพ่ายแพ้ครั้งก่อนทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นอีกเล็กน้อย โซนาตาตั้งท่าเตรียมสวนกลับเต็มที่แต่แล้วเดรกอสกับบริวารกลับเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน พวกเขาหันไปช่วยโจมตีใส่เซเรเนดและเฟรย์แทน
“นี่มันหมายความว่ายังไง”
“ก็ตอบแทนจากคราวก่อนไง” ปีศาจสาวผู้ใช้ง้าวตอบคำถามของซีวี
“พวกเจ้ารักษานายของเรา ช่วยครั้งนี้จบก็ถือว่าหายกัน” ปีศาจจมูกยาวตอบอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
“อ้าว พวกเธอเป็นคนดีกว่าที่คิดนะเนี่ย” กาเรนส่งสายตาให้ปีศาจสาวที่ถือง้าว แต่เธอจงใจทำเป็นไม่ได้ยินคำทักทายของเขา
เซเรเนดและเฟรย์โจมตีรุนแรงขึ้นในทุกขณะ มีทั้งการใช้พลังประหลาดของเซเรเนดโจมตีไปรอบ ๆ ให้อะโพฟิสโจมตีลงมาด้วยระเบิดปูพรมหรือใช้อาวุธร้ายแรงชนิดอื่นโดยไม่สนว่าอาจจะไปโดนพวกเดียวกันเองที่ล้มหมดสภาพอยู่ทั่วกิงคารอนถูกเปลี่ยนเป็นสนามรบ แต่ไม่ว่าจะทำอะไรผลก็ไม่ได้เปลี่ยนไป ฝ่ายอะบีสยังได้เปรียบกว่าในด้านของจำนวน
“ขอเวลาสิบนาที ข้าจับรูปแบบพลังวิญญาณเจ้าเซเรเนดได้แล้ว” ลูนาร์ไม่ได้พูดผ่านไซคิกเน็ตเวิร์ก เธอจงใจให้เฟรย์และเซเรเนดได้ยิน
มันเป็นคำขู่จากเธอ ลูนาร์ไม่ได้โกหกเรื่องที่คราวนี้เธอมั่นใจว่าจะจัดการกับเซเรเนดได้ แต่เหตุที่พูดออกมาให้อีกฝ่ายได้ยินก็เพราะเธอไม่คิดว่าจะยื้อได้ถึงสิบนาทีโดยไม่มีการสูญเสีย ซึ่งอีกฝ่ายก็เข้าใจจุดนั้นดี
ถ้าหนีไปตอนนี้ก็ยอมปล่อยไป นั่นคือสารที่เธอต้องการสื่อไปถึงศัตรู
“ถ้ายื้อต่อ ฉันน่าจะฆ่าพวกมันได้เกินกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์… ในแบบที่ไม่ต้องห่วงว่ามันจะชุบชีวิตกลับมาได้ด้วย” เซเรเนดรู้ว่าเฟรย์กำลังคิดหนัก เขาจึงให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพิ่ม
“แต่หลังจากนั้นพวกเราก็จะแพ้” เฟรย์ขยายข้อความที่เซเรเนดไม่ได้พูดออกมา
เซเรเนดไม่ได้โต้เถียงกลับ เขาเชื่อว่ามีโอกาสเพียงเล็กน้อยที่ลูนาร์จะสามารถผนึกตนได้อย่างที่อวดอ้าง แต่เซเรเนดไม่กล้ายืนยันว่ามันเป็นไปไม่ได้
“ถ้ายังไม่ตาย โอกาสย่อมมีเสมอ” เฟรย์หัวเราะเบา ๆ “ที่สำคัญเรายังมีวิธีนั้นอยู่ด้วย”
เซเรเนดพยักหน้าอย่างจนใจ รู้สึกเสียดายที่เกือบมีโอกาสเผด็จศึกแต่โอกาสก็หลุดมือไปอีกครั้ง นอกจากนั้นยังพลาดปล่อยให้ของสำคัญที่อยากได้หลุดมือไปอีก
กลุ่มอะบีสปล่อยให้เฟรย์การ์ดถอนกำลังไปโดยไม่ได้ไล่ติดตาม ส่วนพวกของเดรกอสก็จากไปโดยไม่มีการบอกลาให้รู้สึกอึดอัดใจ จีดัสคือคนที่รู้สึกโล่งใจที่สุด เขาคิดว่าเป็นโชคดีที่เฟรย์และเซเรเนดไม่ดึงดันสู้ต่อจนกระทั่งเกิดความวิบัติกับทั้งสองฝ่าย
“บ้าจริง พวกเราแกร่งขึ้นขนาดนี้แท้ ๆ นึกว่าจะได้ตัดสินกันไปเลย” ฟรีโอนิเอลบ่นทิ้งท้าย มีหลาย ๆ คนคิดแบบเดียวกับเขา พวกเขารู้สึกเสียดายที่ต้องพลาดโอกาสในการจัดการกับพวกเฟรย์การ์ดอีกครั้ง
“คราวหน้าไว้หยุดเจ้าเซเรเนดสำเร็จ ลุยสู้กันให้ตายไปข้างได้เลย” โซนาตาเห็นดีด้วย คำพูดเขาคือคำมั่นสัญญากับทุกคน
ด้านการต่อสู้ระหว่างเอ็กซิคิวชันเนอร์กับฟรองเซย์และทีมนานาชิที่ขาดหัวหน้าทีมไปใกล้สิ้นสุดลงแล้วเช่นกัน วิหารชั้นในสุดตอนนี้ไม่เหลือสภาพเดิมอีกแล้ว พื้นของชั้นบนพังทลายลงทำให้เวทีการต่อสู้ย้ายลงไปสู่ชั้นกลาง ส่วนการต่อสู้ที่ชั้นล่างสุดระหว่างสิบสองขุนพลเทพสองคนสุดท้ายและศัตรูปริศนาก็ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เป็นไปตามที่จีดัสเคยคำนวณเอาไว้ ฝ่ายฟอร์ชาโดเวอร์มีคนที่เหลือรอดเพียงแค่สี่ราย นั่นคือหมายเลขหัวแถวลำดับหนึ่งถึงสี่ ส่วนฝ่ายฟรองเซย์เหลือเพียงเธอ อัสการ์ เวโรนิกาและลามินาเท่านั้น คนอื่นสู้ไม่ไหวแล้ว เด็ก ๆ ของกลุ่มอะบีส โซลิเนและไลริค พวกเขาต่างก็หมดเรี่ยวแรงจนแทบไม่อาจฝืนยืนต่อไปได้
ด้านมาร์ฟีส เทมเพสต์หนุ่มน้อยผู้มีสายเลือดราชวงศ์ของชาวฟาเกลไม่สามารถยืนหยัดได้จนถึงนาทีสุดท้าย ด้วยสายเลือดของมนุษย์วิหกเขาควรมีความอึดมากกว่าใครทุกคนที่อยู่ในที่นี่ แต่คราวเคราะห์ที่คู่ต่อสู้นั้นเหนือชั้นกว่ามาก
ก่อนหน้านี้ไลริคตัดสินอีกฝ่ายว่าการบินและสร้างกำแพงพายุไปทั่วสนามรบเป็นความสามารถที่ไม่สามารถปล่อยไปได้ เขาทุ่มสุดตัวเรียกไพร์มชาโดว์ออกมาตัวแล้วตัวเล่า แม้จะฝืนแรงไปสักหน่อยแต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็คุ้มเกินคุ้ม เมื่อเขาทำให้คนที่แข็งแกร่งที่สุดหนึ่งในห้าคนของฝ่ายศัตรูไม่สามารถสู้ต่อได้อีก
“เจ้าบ้ามาร์ฟีส บอกแล้วว่าอย่าไปสู้กับเจ้าหนุ่มนั่น เตือนอะไรไม่เคยฟังกันเลย” ลามอนต์สบถ เขาไม่ได้โกรธเพื่อนรุ่นน้องที่พ่ายแพ้ แต่รู้สึกเป็นห่วงว่าอีกฝ่ายเจ็บหนักแค่ไหน
“รุ่นพี่ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ” ลอเรนซ์ตื่นตระหนกเมื่อเห็นว่าอัสการ์บาดเจ็บไม่น้อยจากการแลกโจมตีกับศัตรู เขาสามารถสังหารอีกฝ่ายได้แต่ก็ต้องแลกกับมือซ้ายที่ไหม้เกรียม
“ถ้าไม่มีเวทรักษาก็อย่ามายุ่ง แค่นี้ข้าไม่เป็นอะไรหรอก” อัสการ์สะบัดมือที่อีกฝ่ายดึงไปเพื่อดูอาการ
“แต่ถ้าไม่รีบใช้ยา…”
“ก็บอกว่าอย่ามายุ่งไง” คราวนี้อัสการ์เปลี่ยนเป็นผลักอีกฝ่ายจนเกือบล้ม
“นี่ทำอะไรกับผู้หญิงน่ะครับ” อัสการ์จากโลกด้านนี้เห็นพฤติกรรมหยาบกระด้างของตนอีกคนกับพรรคพวก โดยเฉพาะกับผู้หญิงที่แสดงความห่วงใย แล้วรู้สึกฉุนขึ้นมา
“อย่ามาสอดยุ่งเรื่องคนอื่นได้ไหม”
“ไม่ใช่คนอื่นสักหน่อย คุณก็คือผมไม่ใช่เหรอ”
อัสการ์ผู้เป็นเอ็กซิคิวชันเนอร์มองกลับมาด้วยสายตาเหยียดหยาม พวกเขาเป็นคน ๆ เดียวกันจากต่างโลกแต่ฝีมือนั้นไม่สามารถนำมาเปรียบวัดกันได้ แม้การฝึกเจียนตายในโลกเสมือนก็ช่วยให้ระยะห่างของทั้งคู่แคบลงกว่าเดิมไม่มากนัก
“ลอเรนซ์… เจ้าเคยบอกว่าอยากพิสูจน์ตนเองใช่ไหม”
ลอเรนซ์ตาเป็นประกายขึ้นทันที เธอรีบพยักหน้ารับ
“ฆ่ามันซะ ถ้าทำได้ข้าอาจจะมองเจ้าใหม่”
“ฆ่า… รุ่นพี่อีกคนในโลกนี้” ลอเรนซ์พึมพำ
“ทำไม่ได้เหรอ”
“ดะ.. ได้สิคะ ทำได้แน่นอน”
ฟรองเซย์ไม่ได้นิ่งนอนใจ เธอได้ยินบทสนทนานั้นและเริ่มกังวลว่าอัสการ์จะตกอยู่ในอันตราย เธออยากไปช่วยเขารับมือกับลอเรนซ์ แต่คู่ต่อสู้ของเธอไม่ใช่ศัตรูที่เธอจะผละออกไปได้โดยง่าย เขาคือหมายเลขหนึ่งขององค์กรฟอร์ชาโดเวอร์
“อย่าแม้แต่จะคิด” ดิแอสยกนิ้วชี้ขึ้นมาส่ายไปมา “ล้มข้าไม่ได้ก็ไม่ได้ไปไหนหรอก”
“เวโรนิกา! ช่วยเขาด้วย” ฟรองเซย์ตะโกนบอกสาวหัวแดงที่กำลังพุ่งไปทางนั้นพอดี