Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 332: จุดเริ่มต้นของวังวน
กัลลาร์ดดึงร่างตัวเองหลุดออกมาจากดาบของอัสการ์ได้ เขาเหลียวมองศัตรูที่อยู่ข้างหลังด้วยแววตาอาฆาต ขณะที่มือข้างขวาที่ยังเหลืออยู่เอื้อมไปข้างหน้าเพื่อจะคว้าโครนิเคิลออฟซีนไว้ก็ต้องพบว่ามันมีแค่เพียงความว่างเปล่า ตอนนี้หนังสือในมือไปอยู่ในมือโซนาตาแทนแล้ว
“เสียใจด้วยนะ ไอ้นี่ขอยืดไปก่อนล่ะ” โซนาตาโบกโครนิเคิลออฟซีนไปมาจากระยะไกล ทุกคนประหลาดใจที่เขาคว้าหนังสือไปแล้วและยังถอยไปอยู่ตรงนั้นตั้งไกล
“พวกแก…”
“หยุดได้แล้ว” อัสการ์ผ่อนจิตสังหารลง
“นี่หลงละเมอว่าชนะข้าได้แล้วงั้นเหรอ” กัลลาร์ดหัวเราะ มือที่ขาดไปของเขากำลังฟื้นฟูกลับมาใหม่ด้วยเวทมนตร์ฟื้นฟูระดับสูง ส่วนแผลที่อกเองก็หายไปแล้วด้วยเช่นกัน
“เจ้านั่นพูดถูกแล้ว หนังสืออยู่ที่ฉัน นายน่ะแพ้ไปแล้ว”
“หนังสือนั่นถูกข้าแก้ไขไปแล้ว เหลือแค่เปิดใช้งานมันพวกแกทุกคนก็จะหายไป ไม่สิ พวกแกทุกคนที่นี่จะต้องหายไปก่อนหน้านั้นอีก”
“ขอข้าจัดการเองได้ไหม” ราวกับไม่สนใจกัลลาร์ดที่กำลังอวดอ้างพลัง อัสการ์ข้ามหัวอีกฝ่ายไปถามโซนาตา
“ไหวแน่รึ”
อัสการ์พยักหน้า “ก็ต้องลองดู”
โซนาตาและพวกถอยออกมาเพื่อให้อัสการ์และกัลลาร์ดได้ดวลกันหนึ่งต่อหนึ่ง พวกเขาไม่รู้ว่าอัสการ์คนนี้จะเก่งขึ้นขนาดไหน แต่ที่เห็นได้ชัดคือกัลลาร์ดแม้จะไม่บาดเจ็บแต่เขาก็สูญเสียกำลังไปมาก บางทีอัสการ์อาจจะเอาชนะเขาได้ในการดวล
กัลลาร์ดชักอาวุธออกมาเป็นครั้งแรก มันเป็นดาบที่หนาและมีคมเพียงด้านเดียว ทั้งสองฝ่ายหันอาวุธเข้าใส่กัน อัสการ์เสียเปรียบด้านระยะเพราะดาบของเขาหักไปแล้ว นอกจากนี้รูปร่างของกัลลาร์ดก็ยังสูงใหญ่กว่าเขาอยู่พอประมาณ
ในแง่ทักษะดาบพวกเขาสูสีกัน อัสการ์มีทักษะที่ได้รับสืบทอดมาจากจอมดาบเรเซอร์ผู้เป็นอาจารย์ มันทำให้ท่วงท่าการใช้ดาบของเขาแทบจะไร้ที่ติ ดาบหักหรือแม้แต่กิ่งไม้หากอยู่ในมือเขาแล้วมันก็ร้ายกาจไม่ต่างกัน
ส่วนวิชาดาบกัลลาร์ดนั้นก็ไม่ได้ด้อยกว่า เขาเคยเป็นอันดับหนึ่งของฟอร์ชาโดเวอร์ เรื่องกระบวนท่าอาจเป็นรองเรเซอร์เพียงเล็กน้อย แต่จุดด้อยนั้นได้รับการอุดจนหมดสิ้นด้วยกำลังและความเร็วที่เหนือกว่ามาก นี่คือพลังที่เขาได้มาจากการดูดกลืนวิญญาณของตนเองจากมิติอื่น
ทั้งสองฝ่ายมีวิชาถ่ายจิตต่อสู้ลงไปในอาวุธเหมือนกัน วิชานี้เดิมทีกัลลาร์ดเป็นคนสอนชวาร์ซเอง เมื่อชวาร์ซกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัสการ์เขาจึงสามารถใช้วิชานี้ได้เช่นกัน ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างก็ถ่ายจิตตนเองลงไปในอาวุธและสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ
จุดที่อัสการ์ได้เปรียบอย่างแท้จริงคือพลังเวทมนตร์ กัลลาร์ดเคยสอนเวทมนตร์โบราณให้กับชวาร์ซหลายบท แต่เพราะข้อจำกัดเรื่องพลังเวทและความเข้ากันได้ของวิชา ทำให้ชวาร์ซเรียนรู้มาได้แค่เวทมนตร์ที่เกี่ยวกับการควบคุมมิติเท่านั้น ตอนนี้ความรู้ พลังเวท และประสบการณ์เหล่านั้นเติบโตขึ้นทวีคูณหลังจากพวกมันถูกหลอมรวมเข้ากับอัสการ์ที่ใช้ชีวิตในฐานะจอมเวทมาตลอด
พวกเขาต่างได้รับบาดแผล ทั้งรอยถูกฟัน แผลจากถูกเวทมนตร์โจมตีอัดในระยะประชิด แผลจากแรงกระแทกที่แลกหมัดกันหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะรักษาตัวกี่ครั้งอาการบาดเจ็บใหม่ก็เกิดขึ้นในทันที
“ไม่เลวเลย” กัลลาร์ดเริ่มหอบเล็กน้อย
“ข้าได้อาจารย์ดีสอนมา” คำพูดนั้นแฝงความเศร้าอยู่ด้วย
“สมแล้วที่มีสายเลือดอมาเรียสเหมือนกับข้า”
“ถ้าคิดแบบนั้นก็เอาจริงได้แล้ว กำลังเก็บแรงเผื่อไว้สู้กับพวกข้างหลังนั่นเหรอ”
กัลลาร์ดได้ฟังก็หลุดหัวเราะออกมา ทั้งคู่เข้าปะทะกันอีกครั้งแต่ด้วยพลังที่รุนแรงกว่าครั้งก่อนอย่างเทียบไม่ติด การเคลื่อนไหวของพวกเขาถึงกับทำให้เกิดแรงกระเพื่อมของอากาศและเขย่ามิติจนสั่นไหว
แผ่นดินถูกพลิกขึ้นมาจากดาบที่ฟาดเข้าใส่กัน เหวย่อม ๆ เกิดขึ้นไปทั่วเมืองน้อยใหญ่ กลุ่มอะบีสและพวกฟรองเซย์ที่เว้นระยะออกมาแล้วต้องถอยออกมาอีกเพราะไม่รู้ว่าพื้นของวิหารแห่งกาลเวลาจะถล่มลงไปเมื่อไหร่
“อัสการ์ เจ้านั่นเก่งขนาดนี้เลยรึเนี่ย” ดิแอสพึมพำ
“อย่างกับว่าหมอนั่นเอาอะไรบางอย่างติดตัวกลับมาด้วยเลย” เวโรนิกาวิเคราะห์มั่วซั่ว แต่มันกลับฟังดูจริงเมื่อพวกเขาแต่ละคนไม่มีคำอธิบายอื่น
…นี่ไม่ใช่พลังของคนแค่สามคน…
“แก! ชวาร์ซ! เจ้าคนทรยศ”
ทั้งสองต่างผลัดกันเปิดประตูมิติและผลัดกันขัดขวางอีกฝ่าย พวกเขาพยายามใช้ประตูเหล่านั้นเพื่อให้ตัวเองได้เปรียบ บางครั้งก็แทงใส่อีกฝ่ายผ่านประตู บางครั้งก็เคลื่อนที่สลับไปมาหรือแม้แต่ใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมในมิติอื่นให้เป็นประโยชน์
อัสการ์พลาดเหยียบลงไปในประตูที่เชื่อมต่อกับแมกมาในภูเขาไฟ แต่จังหวะที่กัลลาร์ดจะตัดคอเขา ประตูก็เคลื่อนเข้ากลืนหัวของเขาหายไปทำให้พ้นวิถีดาบไปพอดี ทั้งคู่สู้กันในลักษณะนี้อยู่นานเป็นการเปิดใช้มิติและขัดขวางการใช้มิตินับสิบนับร้อยครั้ง
เซเลนอสสบสายตาโซนาตา พวกเขาแน่ใจว่ากัลลาร์ดในตอนนี้แทบไม่มีเรี่ยวแรงเหลือที่จะหลบหนีได้อีก เซเลนอสตั้งใจว่าหากอัสการ์แพ้เมื่อไหร่ เขาจะลงมือสังหารกัลลาร์ดในทันที
“เอาไว้อัสการ์แพ้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
แล้วเวลาที่ทุกคนรอก็มาถึง กัลลาร์ดพยายามหยุดการเปิดประตูมิติของอัสการ์แต่พลังของเขาไม่เพียงพอที่จะต้านการเปิดประตูของอัสการ์ ทั้งคู่ฟันสวนกันแต่มีเพียงดาบของกัลลาร์ดเท่านั้นที่จมหายไปในช่องมิติ ส่วนดาบหักครึ่งของอัสการ์นั้นสามารถฝากแผลลึกไว้ที่ร่างของอีกฝ่ายได้สำเร็จ
“อึกกก” กัลลาร์ดใช้เวทรักษาตัวแต่มันไม่ใช่เวทระดับสูงเหมือนตอนแรกที่พลังเต็มเปี่ยม มันจึงไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะหยุดเลือดที่ทะลักจากแผลใหญ่ที่อกได้
กัลลาร์ดถอยมาตั้งหลักเขาเปิดประตูหลอกเพื่อให้อัสการ์ปิดมัน ในขณะที่แอบเปิดประตูอีกหนึ่งเพื่อเป็นช่องทางหนี แต่ประตูนั้นกลับไม่เปิดขึ้น
“อย่าคิดหนี” ลอเรนซ์มองออกว่ากัลลาร์ดตั้งใจหนี เธอใช้พลังตนเองบังคับปิดทางหนีของเขาทิ้งพร้อมกับเล็งปืนไปทางกัลลาร์ด
กัลลาร์ดแสยะยิ้ม มีประตูมิติอีกอันที่เขาเปิดขึ้นได้พร้อมกัน ไม่ใช่ประตูที่เปิดเพื่อหนีหรือโต้กลับ และเขาเปิดอีกหนึ่งประตูนั่นที่ชารูนา ประตูนี้มีเป้าหมายคือการทำให้อีกฝ่ายติดอยู่ระหว่างสองโลก เขาตั้งใจใช้เธอเป็นตัวประกัน
“ถ้าเข้ามาอีกก้าวล่ะก็…”
อัสการ์ไม่ได้ชะงักแม้เพียงครู่เดียว เขาเชื่อในตัวกัลลาร์ดมากกว่าที่กัลลาร์ดเชื่อในตนเองเสียอีก ต่อให้อีกฝ่ายพร่ำบอกอยู่เสมอว่าได้ทิ้งความรู้สึกอย่างมนุษย์ไปแล้ว แต่เขาต้องมีความลังเลอยู่บ้างที่จะสังหารคนที่ตนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก
เดิมพันของอัสการ์ถูกต้อง กัลลาร์ดไม่ได้สังหารชารูนาอย่างที่ขู่ไว้ ความลังเลเพียงชั่วครู่ทำให้เขาตอบโต้ช้าเกินไปและดาบของอัสการ์ก็ถึงตัวเขาก่อน
กัลลาร์ดเปลี่ยนใจมาฟันสวน เขาคิดว่าอัสการ์หากไม่หลบก็ต้องเปิดประตูมิติขึ้นมาขวาง ราวกับต้องการรับดาบสุดท้ายของอาจารย์เอาไว้ อัสการ์ไม่เลือกทั้งสอง เขายอมรับดาบสุดท้ายไว้ในขณะที่ฟันสวนออกไปเช่นกัน
ทั้งอาจารย์ ทั้งลูกศิษย์ล้มลงจมกองเลือด สภาพของพวกเขาบอกไม่ได้ว่าใครดีกว่ากัน คนหนึ่งเสียมือขวาไปพร้อมกับดาบที่หลุดกระเด็น ส่วนอีกรายก็ได้แผลใหญ่ที่คอเฉียดเส้นเลือดใหญ่ไปเพียงนิดเดียว เป็นสภาพที่บอกไม่ถูกว่าฝ่ายใดแพ้หรือฝ่ายใดชนะ จนกระทั่งอัสการ์ที่ยังเหลือเรี่ยวแรงลุกขึ้นมานั่งได้หลังจากที่ใช้คาถาฟื้นฟูตัวเอง
เอ็กซิคิวชันเนอร์ทั้งหลายเป็นผู้ที่ขยับตัวก่อน ลามอนต์และดิแอสพุ่งเข้าไปซ้ำกัลลาร์ดที่แน่นิ่งไปแล้ว แต่ฟรองเซย์กับลามินาก็เร็วพอกัน ฟรองเซย์ใช้ดาบหยุดกำปั้นเพลิงของดิแอสไว้ ส่วนลามินาเองก็ขวางลามอนต์ไว้ทันฉิวเฉียด
“เจ้านี่มันตัวอันตราย จะปล่อยไว้ไม่ได้”
“ท่านพี่หลบไปเถอะ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับท่านเลย”
ลามินาเบี่ยงหน้าไปทางโซนาตา เธอกำลังแสดงให้รู้ว่าเขาควรเป็นคนออกคำสั่งให้หยุดการต่อสู้
“พวกเรามีเรื่องอยากสอบถามหมอนี่อีกหน่อย”
มันไม่ใช่การขอร้อง ดิแอสประเมินแล้วว่าขัดขืนไปในตอนนี้เรื่องคงยิ่งวุ่นวายกว่าเดิม สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายยอม
“ผู้ชายคนนี้มีชะตากรรมที่ต้องทำลายโลกของพวกเรา หวังว่าท่านคงยังไม่ลืมเรื่องนั้นนะ”
“ไม่ต้องห่วง ฉันคิดวิธีจัดการเอาไว้แล้ว” โซนาตาหมุนโครนิเคิลออฟซีนในมือเล่น
“หรือว่า…”
“ใช่… ชะตากรรมอะไรนั่น เขียนใหม่ซะก็สิ้นเรื่อง ทั้งปัญหาเรื่องของราลูโซลที่ส่งผลต่อโลกนี้ ทั้งชะตากรรมของกัลลาร์ด ของพวกนั้นแค่ใช้หนังสือแก้ก็สิ้นเรื่อง”
“มันไม่อันตรายไปเหรอ” ฟรองเซย์ถาม
“ถ้าแก้ทั้งหมดก็คงใช่… แต่ด้วยหน้ากระดาษที่ฉันได้ไปก่อนหน้านี้ มันทำให้พวกเราวิเคราะห์วิธีใช้งานมันได้สมบูรณ์แล้ว พวกเราจะซ่อมแซมโลกนี้แค่จุดที่จำเป็นและจัดการกับเรื่องของกัลลาร์ด โดยจะไม่ถึงขั้นลบไทม์ไลน์อื่นที่เกิดขึ้น”
“และแน่นอน เราจะทำลายหนังสือเล่มนี้ทันทีหลังจากใช้งานเสร็จ” จีดัสช่วยยืนยัน
โซนาตาทำหน้าเสียดายนิด ๆ แต่เขาก็ยอมรับตามนั้น หนังสือนี่อันตรายเกินไปไม่ว่าจะตกไปอยู่ในมือผู้ใดก็ตาม
“ใช้หนังสือเล่มนั้น ทั้งที่เพิ่งเห็นไปว่ากัลลาร์ดจะใช้มันเพื่อทำลายโลกอื่นเนี่ยนะ” อัสการ์ฝืนลุกขึ้น
“โลกนี้เสียหายร้ายแรงเพราะฝีมือกัลลาร์ดเรื่องนี้คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไปแล้ว ถ้าเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้หนังสือนี่ สิ่งที่เราต้องทำก็คือใช้มันอย่างระมัดระวังไม่ใช่เหรอ”
“พูดไปพูดมาก็คิดจะใช้มันนั่นแหละ” อัสการ์ยื่นมือมาคว้าโครนิเคิลออฟซีนเอาไว้ แต่เขาไม่สามารถกระชากออกมาจากมือของโซนาตาได้
ทุกคนใจหายวูบ โดยเฉพาะฟรองเซย์ ลอเรนซ์และชารูนา ชายสองคนปล่อยจิตสังหารใส่กันอย่างไม่ปิดบัง โซนาตาตระหนักถึงอันตรายของหนังสือดี เขาจึงไม่รั้งรอแน่หากอัสการ์มีท่าทีคุกคามมากไปกว่านี้
อัสการ์ไม่ได้คิดจะใช้พลังของหนังสือ แต่ดูเหมือนว่าการไปแตะต้องมันจะเกิดอะไรบางอย่างขึ้นกับตัวเขา ราวกับถูกพลังของหนังสือครอบงำมันทำให้เขามองเห็นภาพนิมิต
สิ่งที่โซนาตาพูดไม่ได้ผิดเพี้ยนไปเสียทีเดียว ในนิมิตอัสการ์ได้พบว่าการใช้โครนิเคิลออฟซีนซ่อมแซมประวัติศาสตร์ไม่ใช่หนทางที่เลวร้าย แต่เขาต้องรู้วิธีการใช้มันและจำเป็นต้องค้นหาสิ่งที่เป็นต้นเหตุของความผันผวนทุกอย่าง ทำลายมัน และค่อยใช้โครนิเคิลออฟซีนสร้างทุกอย่างขึ้นใหม่
“อัสการ์จะทำอะไรน่ะ ปล่อยมือซะ หมอนั่นจะฆ่านายจริง ๆ นะ” ฟรองเซย์ตะโกนเตือน เธออยากจะเข้าไปช่วยแต่กลับลังเลไม่รู้ว่าควรจะช่วยฝ่ายไหนและหยุดฝ่ายไหน
รูปการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นกับลอเรนซ์และชารูนา ลอเรนซ์ใจหนึ่งเธอเชื่อว่าโซนาตาไม่ได้มีเจตนาร้าย เขาอาจจะทำให้ความบาดหมางระหว่างสองโลกยุติได้จริง แต่อีกใจเธอก็ไม่สามารถปล่อยให้เขาสังหารคนที่เธอมีใจให้ตายไปต่อหน้าต่อตา
ลอเรนซ์จึงกลายเป็นคนแรกที่ลงมือ เธอหันปากกระบอกปืนไปทางโซนาตา แต่ยังไม่ทันได้ยิง เรย์ก็วิ่งมาขวางไว้
ทั้งคู่ต่างชะงัก ตาสองดวงประสานกัน ลอเรนซ์ไม่สามารถลั่นไกปืนได้ ในขณะที่เรย์ก็ไม่สามารถชักดาบออกไปได้เช่นกัน
ขณะเดียวกันอัสการ์หลุดออกมาจากห้วงภวังค์แห่งความคิดที่เห็นการใช้โครนิเคิลออฟซีน แต่รอบกายดูแปลกไป ไม่ใช่สถานที่เดิมที่ตนเองอยู่จนถึงเมื่อครู่ ผู้คนทั้งหมดหายไป เขาอยู่ตามลำพังในสถานที่ที่เหมือนโบราณสถานสักแห่ง
…ที่นี่ไม่ใช่โลก… อัสการ์ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงคิดเช่นนั้น นี่คงเป็นอีกเรื่องที่นิมิตบอกให้เขารู้
แผ่นหินเบื้องหน้า ถูกสลักด้วยอักขระเก่าแก่ที่อัสการ์ไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน เป็นเรื่องน่าประหลาดอีกเรื่องที่เขาสามารถอ่านมันได้อย่างไม่มีปัญหา
มันเป็นเรื่องราวของชายผู้หนึ่งผู้สูญเสียผู้คนที่เขารักไปจากสงคราม เขาพยายามสร้างเครื่องจักรที่สามารถข้ามเวลาได้เพื่อแก้ไขอดีต แต่เพราะรู้ตัวว่าตนเองป่วยหนักจนไม่สามารถรอสิ่งประดิษฐ์ที่ออกแบบไว้จะสำเร็จ ดังนั้นแทนที่จะทิ้งความฝันไปโดยไร้ประโยชน์ เขาตัดสินใจมอบแบบแปลนที่ยังไม่สมบูรณ์นั้นให้กับผู้ที่เป็นศัตรูกับมนุษย์
ผลของการกระทำนั้นรุนแรงเกินกว่าที่คาดไว้ โลกของเขาเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล แม้แต่ตัวตนของเขาในปัจจุบันก็ถูกลบหายไป นักวิทยาศาสตร์หนุ่มผู้ชื่อเฟรย์ แลนดอน ถูกแทนที่ด้วยตัวตนใหม่ที่ชื่อ โซนาตา ดิอาลโน
…เป็นชายผู้นั้นมาตลอด ก่อนที่จะมีซีน ก่อนที่จะมีมิติคู่ขนานมากมายที่เกิดขึ้นเพราะการแทรกแซงเวลา ชายผู้นั้นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง เขาคือคน ๆ แรกที่ทำให้เกิดห้วงลึกแห่งกาลเวลานี้….
…เจ้ามองเห็นแล้วใช่ไหม… เสียงไพเราะเสียงหนึ่งดังขึ้น อัสการ์จำได้มันคือเสียงที่ให้พลังเขาจนสามารถเอาชนะกัลลาร์ดได้
“ข้ามองเห็นแล้ว”
…กำจัดเขาซะ และสร้างโลกใหม่ที่ดีกว่า…
“น้อมรับคำบัญชา”