Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 335: พลาดตั้งแต่ก้าวแรก
บทนำ – Abyss of Time IX: The Other Ray of Hope

“จับมือข้าเอาไว้” ชายหนุ่มผมทองตะโกนบอกกับหญิงสาวที่อยู่ไม่ห่างจากเขาออกไป
หญิงสาวผมสีไวน์แดงยังตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นแต่เธอมีสติอยู่บ้าง ฝ่ายหญิงตอบสนองต่อคำพูดด้วยการคว้ามืออีกฝ่ายไว้ มันคือสิ่งเดียวที่เธอสามารถคว้าจับไว้ได้ในสภาพนี้
พวกเขาทั้งคู่กำลังร่วงลงมาจากท้องฟ้าสูงนับพันเมตร รอบกายของทั้งคู่เต็มไปด้วยเศษซากชิ้นส่วนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของยานมิเนอร์วา แต่ในตอนนี้มันกลายเป็นแค่เศษซากที่กำลังลุกไหม้และตกลงไปอย่างไม่มีใครหยุดไว้ได้
ชายหนุ่มคือเรย์ ลีออน อดีตวีรบุรุษแห่งสงครามซีนครั้งที่สี่ เรย์ออกเดินทางเพื่อเก็บประสบการณ์เกี่ยวกับอาหารทั่วโลก แต่โชคชะตาชักนำให้เขามุ่งสู่วิถีแห่งผู้กล้าแทน ปัจจุบันเขากลายเป็นสมาชิกกลุ่มอะบีส โดยรับหน้าที่เป็นกำลังรบหลักของกลุ่มควบตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัวใหญ่
หญิงสาวคือลอเรนซ์ เรสเซนไฮด์ อดีตผู้พิพากษาและเพชรฆาตจากองค์กรฟอร์ชาโดเวอร์ เธอเพิ่งเข้าร่วมกลุ่มอะบีสได้ไม่นานก็ต้องมาพบกับเรื่องเช่นนี้
“ตั้งสติให้ดี เจ้าเปิดประตูมิติได้ไม่ใช่เหรอ เปิดแล้วพาพวกเราลงไปข้างล่างได้ไหม” ชายหนุ่มตะโกนแข่งกับเสียงของลม
หญิงสาวส่ายหน้า “ข้าลองแล้ว แต่ไม่รู้ว่าทำไม…”
เรย์เพิ่งสังเกตเห็นว่าเธอบาดเจ็บ ที่หัวมีเลือดไหลออกมาและที่แขนที่น่าจะโดนเข้าไปไม่น้อย หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะแค่เธอตกใจจนควบคุมพลังไม่ได้
“ข้าจะลองอีกที” ลอเรนซ์พยายามตั้งสมาธิ
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะหาทางจัดการเรื่องนี้เอง แต่ก่อนอื่น พวกเรามาช่วยกันจัดการกับเศษของยานกันก่อนเถอะ”
“ทำไมล่ะ”
“ข้างล่างอาจจะมีคน หมู่บ้าน หรือเมืองอยู่ก็ได้น่ะสิ”
ลอเรนซ์คิดว่าเรย์คิดมากไป ซากที่กำลังตกลงไปบางชิ้นอาจมีขนาดใหญ่ แต่การที่มันจะบังเอิญตกลงใส่หัวใครพอดีคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
ทั้งที่คิดแบบนั้นแต่ลอเรนซ์ก็ให้ความร่วมมือด้วยดี เธอยังเปิดประตูมิติไม่ได้แต่ทักษะอื่น ๆ ยังใช้การได้เหมือนเดิม ทั้งคู่ช่วยกันทำลายซากยานโดยเริ่มจากชิ้นที่ใหญ่โตที่สุดก่อน
…หืม เกาะนี่มันคุ้น ๆ แฮะ… ตอนนั้นเรย์ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่ามันคือสถานที่ที่เขารู้จักเป็นอย่างดี อาณาจักรโซดาเรียบ้านเกิดของเขานั่นเอง
“แย่แล้ว ไม่ทันแน่” ลอเรนซ์กำลังง่วนอยู่กับการทำลายชิ้นส่วนใหญ่ชิ้นสุดท้าย เธอแยกชิ้นส่วนของมันด้วยปืนที่อัดพลังวิญญาณของตนเองเข้าไป แต่ชิ้นส่วนนี้ใหญ่โตเกินไปและเธอก็มีเวลาไม่มากก่อนที่จะถึงพื้น
เรย์ในร่างมังกรสายฟ้าโฉบร่างของลอเรนซ์ไว้ได้ทัน เขาพ่นลมหายใจสายฟ้าทำลายเศษที่เหลือจนหายไป ก่อนที่จะพาร่างของลอเรนซ์ลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย
“ไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม” เรย์คืนร่างกลับเป็นชายหนุ่มอีกครั้งด้วยความรวดเร็ว มันทำให้ลอเรนซ์ที่ก่อนหน้านี้ถูกมังกรคว้าไว้กลายเป็นว่าถูกเรย์โอบเอวไว้แทน
หญิงสาวหน้าแดงก่ำ ทั้งคู่แยกจากกันอย่างเขิน ๆ ไม่มีใครพูดอะไรอีกจนกระทั่ง
ตูมมม
พวกเขาพลาดไปมีเศษชิ้นส่วนอีกชิ้นที่หลุดรอดสายตาไปได้ มันไม่ได้ใหญ่โตนักเมื่อเทียบกับหลายสิบชิ้นที่ทั้งคู่ทำลายไปก่อนหน้านี้แต่มันก็ใหญ่มากพอที่จะทำให้บ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งแหลกลาญ
“แย่แล้ว” ลอเรนซ์กรีดร้อง เธอได้ยินเสียงคนร้องโวยวายดังมาจากอีกด้านของหมู่บ้าน เศษชิ้นส่วนที่พวกเธอมองข้ามไปคงตกลงซะกลางหมู่บ้านอย่างแน่นอน
เรย์นิ่งอึ้งจนน่าประหลาด เขาไม่ได้วิ่งออกไปดูความเสียหายทันทีอย่างที่ลอเรนซ์คิด
“นี่เป็นอะไรรึเปล่า” หญิงสาวเขย่าตัวชายหนุ่ม
“ที่นี่… สตาร์โรว์”
“เจ้ารู้จักที่นี่งั้นเหรอ”
“บ้านเกิดข้าเอง”
เรย์วิ่งไปตามทางของหมู่บ้านด้วยใจระทึก สภาพของหมู่บ้านไม่แตกต่างจากในความทรงจำของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว ตำแหน่งของอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ อยู่ตรงที่เดิมในสภาพที่ไม่เปลี่ยนไป ไม่เก่าลงแต่ก็ไม่ใหม่ขึ้น มันเหมือนกับว่าเขากลับมาอยู่ในช่วงเวลาเดิมไม่มีผิด
แล้วสิ่งที่ทำให้เรย์แน่ใจว่าเขาคิดถูก ก็คือชาวบ้านหลายคนที่ยืนออกันอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง ทั้งหมดกรูกันเข้ามาหาเรย์เหมือนกับนัดกันไว้ ต่างคนต่างแย่งกันพูดแย่งกันถามคำถามจนเรย์ตอบไม่ทัน
“ตกใจหมดเลย ข้าคิดว่าเจ้าอยู่ในบ้านซะอีก”
“โถ… รอดมาได้รึเนี่ย ตอนรู้ว่าอะไรก็ไม่รู้ตกลงมาใส่ ป้าล่ะนึกว่าเจ้าคงไม่รอดแล้ว”
“ดวงดีชะมัดเลยนายเนี่ย ว่าแต่ทำไมแต่งตัวแปลก ๆ แบบนี้ล่ะ”
เรย์ยังไม่ได้ตอบอะไรพวกชาวบ้าน เขาแหวกฝูงชนเพื่อเข้าไปดูให้เห็นชัดเจน เรย์จำสิ่งนั้นได้มันคือห้องครัวของเขาบนยานอะบีสนั่นเอง ห้องครัวทั้งห้องหล่นลงมาและทับบ้านของเขาพอดิบพอดีเหมือนใครบางคนตั้งใจแกล้ง
“เสียใจเรื่องบ้านด้วยนะ แต่เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้วล่ะ” ผู้ใหญ่บ้านตบบ่าเรย์เพื่อให้กำลังใจ
“อ้าว นี่พาสาวมาด้วยรึเนี่ย สาวบ้านไหนล่ะไม่คุ้นหน้าเลย”
“เอ่อ… ขอโทษทุกคนนะครับ แต่ผมขออยู่ตามลำพังสักครู่ได้ไหม” เรย์ตัดบทของชาวบ้าน
ทุกคนยังอยากคุยอยากสอบถามเรย์เกี่ยวกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่พอโดนเรย์ขอว่าเขาต้องการเวลาคิดสักพักแต่ละคนจึงจำใจต้องปล่อยเขาและลอเรนซ์เอาไว้ตรงนั้นก่อน
“ข้าน่าจะยังอยู่ในบ้าน เอ่อ ข้าหมายถึงตัวข้าอีกคนน่ะ”
“นี่เป็นอดีตของนายสินะ” ลอเรนซ์พยายามปะติดปะต่อเรื่อง
“เป็นอดีตแต่ก็ไม่ใช่อดีต เราอยู่ในอดีตที่ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปแล้ว”
“แล้วเจ้ากังวลอะไรเหรอ”
“ข้าเพิ่งทำตัวเองตายไปนะ มันไม่ใช่เรื่องที่ควรกังวลเหรอ”
พูดถึงตรงนี้ลอเรนซ์ยืนยันว่าพวกเขาควรจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าเรย์ในยุคนี้ตายไปแล้วจริงรึไม่ ทั้งสองช่วยกันรื้อบ้านอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยเรี่ยวแรงเหนือมนุษย์การยกเศษไม้เศษหินที่เคยเป็นบ้านออกมันไม่ได้ยากเย็น ไม่นานพวกเขาก็ได้เจอกับร่างที่แน่นิ่งของตัวเรย์เอง
“สภาพภายนอกยังดีอยู่เลย แต่ไม่หายใจแล้วล่ะ” ลอเรนซ์ตรวจชีพจรซ้ำให้แน่ใจ
เรย์พยายามนวดหัวใจอีกฝ่ายแต่เหมือนมันจะไม่มีประโยชน์ เขาหัวใจหยุดเต้นมาสักพักแล้ว
“ถ้าพวกเรามีคาถาชุบชีวิตก็ดีสิ”
ลอเรนซ์ได้ยินดังนั้น เธอพยายามเปิดประตูมิติขึ้น ดูเหมือนว่าพลังของเธอจะกลับมาบางส่วนแล้ว ลอเรนซ์เปิดประตูสู่สถานที่หนึ่งและนำร่างของเรย์ในโลกนี้ใส่ลงไปในนั้น
“เจ้าส่งเขาไปที่ไหนเหรอ”
“ไม่อยากให้คาดหวังมากนะ ข้าส่งร่างของเขาไปที่ ๆ ร่างจะไม่เน่าเปื่อยไปซะก่อน ถ้าพวกเราเจอคนที่มีคาถาชุบชีวิตบางทีอาจจะช่วยได้”
ลอเรนซ์ตอบตามตรงว่ามันไม่ได้มีหวังมากมาย กลุ่มอะบีสอาจชินกับการชุบชีวิตคนตาย แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น คนที่รู้จักเวทมนตร์บทนี้อาจจะมีไม่น้อย แต่คนที่ใช้มันได้อย่างเชี่ยวชาญทั้งโลกมีแค่หยิบมือเดียว
เรย์นิ่งเงียบไป ดูเหมือนเขากำลังตัดสินใจบางอย่าง
“ข้าได้ยินมาว่ากลุ่มอะบีสแก้ประวัติศาสตร์มาหลายครั้งแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องกังวลนักก็ได้มั้ง”
“พวกเราจะต้องติดอยู่ในยุคนี้นานแค่ไหนก็ไม่รู้ ถ้าไม่มีตัวข้า การผนึกเทพปีศาจจะวุ่นวายกว่าเดิมรึเปล่านะ”
ลอเรนซ์ตอบเรื่องนั้นไม่ได้ ประวัติศาสตร์ในโลกที่เธอเติบโตมาและประวัติศาสตร์ในโลกของเรย์แตกต่างกัน แต่เธอเห็นด้วยหากเรย์จะพยายามซ่อมแซมไทม์ไลน์ที่เสียหายด้วยวิธีใดก็ตาม
“ข้าจะสวมรอยเป็นตัวเอง”
เป็นคำพูดที่ค่อนข้างพิลึกแต่ลอเรนซ์เข้าใจความหมายนั้น เรย์ตั้งใจจะกลายเป็นเรย์ในสมัยก่อน ทำทุกอย่างในแบบที่เขาเคยทำและช่วยโลกไว้อีกครั้ง
แต่การสวมรอยกลายเป็นตัวเองมันจะไปได้สวยจริง ๆ เหรอ
“ไม่รู้ว่าจะช่วยได้แค่ไหน แต่ข้าจะเป็นกำลังให้แล้วกัน” ลอเรนซ์ตอบพร้อมกับรอยยิ้ม

เรย์ ลีออน
ในห้วงความคิดสุดท้ายของชายผู้หนึ่ง…
เจ็บ… เกิดอะไรขึ้นกับข้า เลือดออก ขยับตัวไม่ได้ ข้าถูกฝังทั้งเป็นงั้นหรือ บ้าจริง ทั้งที่วันนี้คือวันสำคัญที่ข้ารอคอยมาตลอด สู้อุตส่าห์ฝึกฝนอย่างยากลำบาก เก็บหอมรอมริบมายาวนาน แต่นี่กลับต้องมาตายโดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองรึเนี่ย
เสียงในความคิดของชายผู้นั้นกำลังค่อย ๆ เบาลง ทุกอย่างเหลือเพียงความมืดมิด
ที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน เรย์สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเพิ่งนึกเรื่องสำคัญได้ เขาถามวันที่กับชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาเพื่อให้แน่ใจ จนกระทั่งรู้ว่าวันนี้มันคือวันสำคัญ
เรย์พบว่าเขาไม่มีเวลาพักผ่อนและทำใจก่อนออกเดินทาง
“แย่แล้ว ตามประวัติศาสตร์ข้าต้องออกจากสตาร์โรว์วันนี้เลย”
“เห… เจ้าแน่ใจเหรอ”
“แน่ใจสิ ข้าเก็บหอมรอมริบอยู่นานเพื่อวันนี้นะ จะจำวันผิดได้ยังไง”
“ขอสิบนาที” ลอเรนซ์บอกให้เขาเตรียมตัวให้พร้อม หลังจากที่เธอจัดการเรื่องตัวเองเสร็จเรียบร้อย พวกเธอจะออกเดินทางในทันที
ราวหนึ่งชั่วโมงต่อมา ลอเรนซ์ถึงเพิ่งมาปรากฏตัวให้เขาเห็น เธอยิ้มแหย ๆ เมื่อเรย์ทำหน้าเหมือนจะถามว่าทำไมถึงนานจัง
เขาไม่ได้ว่ากล่าวอะไร
“ข้าเตรียมข้าวของเรียบร้อยแล้ว ชุดเกราะที่ลูนาร์สร้างกับเสื้อผ้าก็เปลี่ยนตามที่เจ้าบอกแล้ว”
“ข้าเก็บของที่ไม่ใช้ไว้ในช่องมิติให้นะ” ลอเรนซ์ดูขยันขันแข็งกว่าทุกที เธอรู้ตัวว่าทำให้เขารออยู่นานจึงทำตัวน่ารักกว่าปกติ
“แล้วดาบนี่ล่ะ ไม่เก็บไปด้วยเหรอ” เรย์ชี้ไปที่ดาบแห่งเรย์ดาบที่ได้ช่างในตำนานตีขึ้นให้เขา
“ไม่เป็นไรหรอกมั้ง ดาบเล่มเดียวไม่ทำให้ประวัติศาสตร์เพี้ยนไปหรอก”
“โซนาตาบอกว่าเรื่องเล็กน้อยก็ทำให้เกิดผลกระทบได้นะ”
“แต่ไม่มีอาวุธก็ลำบากไม่ใช่เหรอ อีกอย่าง มีข้าร่วมเดินทางไปด้วยตั้งแต่เริ่มไม่น่ากังวลกว่าเหรอ”
“มันก็จริงแฮะ อ๊ะ ไม่ได้การแล้ว รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะคลาดกัน”
“คลาดกับอะไร”
“ลูกแก้วอัคคี แล้วก็ลาโตรน่ะสิ” เรย์ตอบด้วยความกังวล
เรย์หวนนึกถึงวันแรกที่เขาออกเดินทางจากหมู่บ้าน มานึกดูตอนนี้แล้วมันเป็นความบ้าบิ่นไม่ใช่น้อย สตาร์โรว์เป็นหมู่บ้านกลางป่าโดยสมบูรณ์ เส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อกับเมืองหลวงก็มีโจรขโมยชุกชุมจนชาวบ้านหนีไปใช้เส้นทางเล็กที่ปลอดภัยกว่า
เรย์ในตอนนั้นตั้งใจจะใช้เส้นทางนี้เอง แต่เพราะดูผิดพลาดไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ เขาเดินหลุดออกจากเส้นทางนั้น กว่าจะรู้ตัวมันก็สายไปแล้ว
ในวันนี้เรย์ได้กลับมาพร้อมกับลอเรนซ์ เขาพยายามทำแบบเดิมในทุกรายละเอียด เรย์ไปถึงตำแหน่งที่เขามั่นใจว่ามันคือจุดที่เขาเริ่มหลงในครั้งก่อน
“ตอนนั้นเดินวนอยู่แถวนี้อยู่จนเกือบถึงช่วงเย็นเลย”
“เจ้า… คิดจะไปที่เดิมด้วยการหลงงั้นเหรอ” ลาเรนซ์รู้สึกพลาดที่เธอไม่ได้ถามรายละเอียดก่อน
“ข้าคิดว่าถ้าทำเหมือนเดิมทุกอย่าง มันน่าจะกลับไปได้” เรย์เหงื่อแตกพลั่ก เขาจับจิตสังหารได้เบา ๆ จากอีกฝ่าย
“ข้าน่าจะเปิดประตูมิติกลับไปที่สตาร์โรว์ได้นะ”
“อย่างน้อยก็รอให้ถึงตอนเย็นก่อนได้ไหม ยังไม่แน่ซะหน่อยว่าเราจะหาเส้นทางเดิมไม่เจอ”
ลอเรนซ์ยอมตามที่เรย์ขอ ทั้งคู่เดินวนไปวนมาอีกครู่ใหญ่ จากนั้นเรย์ก็เป็นฝ่ายชวนเธอหยุดพักเพื่อกินมื้อเที่ยง น่าเสียดายเพราะความรีบเร่ง เรย์ไม่ได้เตรียมเสบียงมามากมาย ของที่เขาเอามาส่วนใหญ่เป็นพวกอุปกรณ์ทำครัวแบบพกพากับเครื่องปรุงอีกเล็กน้อย
“ข้าจะลองดูว่ามีผลไม้ให้เก็บรึเปล่า” ลอเรนซ์รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีว่างานนี้เธอต้องเหนื่อยแน่นอน เธอตั้งใจว่าถ้าทั้งคู่หาเสบียงไม่ได้เธอจะเปิดประตูมิติกลับไปซื้อของกินเพิ่มจากหมู่บ้าน
เรย์ใช้เวลาไม่นานหายตัวไปและกลับมาอีกครั้ง เขาหิ้วเดวัลไก่ติดมือมาด้วยสองตัว เดวัลชนิดนี้เป็นเดวัลปลายแถว การจัดการกับมันไม่ได้ยากนัก ปัญหาคือมันมีความเร็วเป็นอาวุธทั้งยังเฉลียวฉลาดไม่ได้มาติดกับดักง่าย ๆ พรานป่าทั่วไปจึงยากที่จะล่ามัน เรย์ไม่เพียงใช้เวลาอึดใจในการค้นหากับจัดการเท่านั้น เขายังนำมันกลับมาในสภาพที่ชำแหละทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยด้วย
“เก่งนี่”
เรย์อมยิ้มเล็กน้อยกับคำชม เขาก่อกองไฟด้วยเศษกิ่งไม้ที่ลอเรนซ์เป็นคนรวบรวมมา แค่ดีดนิ้วประกายไฟฟ้าก็ทำให้เกิดไฟลุกโชนได้
ลอเรนซ์เข้าใจว่ามันคงไม่ต่างจากไก่ย่างนัก แต่คนอย่างเรย์ต่อให้เป็นไก่ย่างเขาก็ยังพิถีพิถัน เนื้อเดวัลถูกหมักมาแล้วกับเครื่องเทศและนมด้วยเทคนิคพิเศษที่แม้จะใช้เวลาไม่นานก็เข้าเนื้อเป็นอย่างดี การควบคุมไฟของเขาก็ไร้ที่ติ เรย์ทำให้หนังด้านนอกกรุบกรอบจนแทบจะละลายได้ในปาก ในขณะที่ตัวเนื้อยังรักษาความชุ่มชื้นเอาไว้ได้
นอกจากนั้นมันไม่ได้ถูกย่างเสียบไม้และส่งให้กับหญิงสาวทั้งแบบนั้น เรย์เตรียมจาน มีดและส้อมมาด้วย เขาตัดแบ่งชิ้นเนื้อประดับบนจานอย่างสวยงาม มีผักประดับเล็กน้อยพอให้สีสันตัดกันสวยงามขึ้น จากนั้นก็ราดด้วยซอสสูตรพิเศษที่ลอเรนซ์ก็ไม่รู้ว่าเขาแอบไปเตรียมมาตอนไหน
ลอเรนซ์รู้สึกเสียดายอย่างเดียวคือที่ตรงนี้คือกลางป่าในช่วงบ่าย เก้าอี้มีเพียงหินสองก้อนที่พวกเธอใช้ต่างที่นั่ง ไม่มีโต๊ะดินเนอร์สี่เหลี่ยมตัวเล็ก ๆ สำหรับสองคน ไม่มีบรรยากาศยามค่ำคืนและแสงเทียนที่ให้ความสว่าง ไม่เช่นนั้นบรรยากาศเช่นนี้มันอาจจะเหมือนเดตในฝันของเธอก็ได้
“รสชาติเป็นยังไงบ้าง” เรย์ถามพร้อมกับรินไวน์ที่ได้จากบ้านเกิดให้ด้วย
“แต่งค่ะ อ๊ะ ข้าหมายถึง รสชาติไม่แพ้เชฟระดับห้าดาวที่ข้าเคยกิน ไม่สิ ไม่ใช่แค่นั้น หากมองจากวัตถุดิบและเวลาในการเตรียมที่จำกัด มันยิ่งสุดยอดมากเลย”
“งั้นเหรอ” เรย์ฉีกยิ้มจนแก้มแทบปริ “นี่ถ้าไม่ติดว่าเดี๋ยวต้องรีบไปกันต่อ ข้ามีอะไรอยากให้เจ้าลองอีกเยอะเลยนะ ป่าแถวเนี่ยมีทั้งสัตว์ป่า เดวัลและผลไม้ที่มีรสชาติเฉพาะตัวมากมายเลยแหละ”
“พูดให้รีบไปต่อ เจ้าจำได้แล้วเหรอว่าคนที่จะไปเจอ… เอ่อ ชื่ออะไรนะ ลาโตรใช่ไหม นั่นเขาอยู่ที่ไหน”
“ข้ามั่นใจว่าน่าจะแถว ๆ นี้แหละ” เรย์ไม่ได้สบสายตากับลอเรนซ์ตอนพูดประโยคนี้
หลังจากเดินวนอยู่อีกพักใหญ่แล้วพวกเขาก็ได้พบอะไรบางอย่างเข้าจริง ๆ แต่สิ่งที่รออยู่คือร่างอันน่าเวทนาของทหารที่ไม่เหลือลมหายใจเสียแล้ว เรย์พอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาและลอเรนซ์มาถึงที่นี่ช้าเกินไป
“ข้าควรจะได้ลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ จากนั้นก็ถูกโจรป่าเล่นงานแต่โชคดีที่มีลาโตรโผล่มาช่วยพอดี จากนั้นพวกเราก็เดินทางต่อด้วยกันจนถึงเมืองหลวง” เรย์อธิบายสถานการณ์ให้ลอเรนซ์
“เจ้ามาช้าเกินไป นอกจากมาไม่ทันโจรป่า ยังคลาดกันกับลาโตรด้วย” ลอเรนซ์ใช้คำว่า ‘เจ้า’ แทนที่จะเป็น ‘พวกเรา’
“ซวยแล้วสินะ แค่เริ่มต้นก็พังเละไม่เหลือชิ้นดีแล้ว”
“แต่อย่างน้อยก็ไม่มีร่อยรอยการต่อสู้ มองในแง่ดีก็คือลาโตรไม่ได้มาเจอโจรป่าคนเดียวแล้วก็ถูกฆ่าไปแล้ว”
“อันนั้นก็จริง… งั้นเรื่องได้เจอลาโตรก็พักไว้ก่อน จัดการกับลูกแก้วก่อนดีกว่า ทหารที่เสียชีวิตขี่ม้ามา หลังจากพวกโจรแย่งลูกแก้วอัคคีไปแล้วคงจูงม้ากลับไปด้วยล่ะมั้งถึงได้มีทั้งรอยเท้าคนและรอยเท้าม้าเต็มไปหมดแบบนี้”
“พวกนี้ช่างอุกอาจจริงนะ ทำร้ายคนของทางการ แถมยังไม่ได้พยายามกลบเกลื่อนร่องรอยด้วย”
“ถ้าจำไม่ผิดพวกนี้คือกลุ่มโจรสกอร์เปียนเทล เป็นโจรป่าชื่อดังของแถวนี้ ทางการปราบปรามมาหลายปีแล้วแต่ก็กวาดล้างไม่ได้ผลเพราะพวกมันรู้ทางหนีทีไล่ของป่าแถวนี้ดี อ้อ ใช่แล้วพวกมันเป็นกลุ่มโจรที่มีวายร้ายหนุนหลังอยู่ด้วยน่ะ” เรย์เค้นรายละเอียดมาจากความทรงจำครั้งก่อน
“วายร้าย?”
“ดาร์คเจสเตอร์” เรย์ตอบ
จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องเจ้าตัวตลกปีศาจนี่ให้ลอเรนซ์ฟังอีกพอสมควร ตัวเขาเองเคยปะทะกับดาร์คเจสเตอร์ไม่มาก แต่กลุ่มอะบีสเคยฟาดฟันกับมันมาหลายยุคหลายสมัย
“งั้นเหรอ มันไม่ได้เก่งมากแต่น่ากลัวตรงที่เจ้าเล่ห์ แถมยังฆ่าไม่ตายสักทีสินะ”
“ถึงจะบอกว่าไม่แกร่งมาก แต่ตอนที่ข้ากับลาโตรเจอมันครั้งแรกก็เกือบไม่รอดเลยแหละ” เรย์นึกถึงเรื่องตอนนั้นแล้วก็ขนลุกซู่ มาลองคิดให้ดี ตอนนั้นที่ดาร์คเจสเตอร์หนีไปก็เป็นโชคของเขาจริง ๆ
การตามหาค่ายโจรทำให้เรย์และลอเรนซ์เสียเวลามากกว่าที่คิดไว้ เรย์เริ่มทำใจแล้วว่าประวัติศาสตร์มันไม่มีทางเหมือนเดิม บางทีลาโตรอาจจะหาถนนหลักเพื่อเดินทางต่อเจอแล้ว หรือถ้าซวยหนักเขาอาจจะถูกตัวอะไรจับกินไปก่อนแล้วก็ได้