Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 337: อีซีโหมดด้วยเรย์กับลอเรนซ์

ดาร์คเจสเตอร์
เรย์และลอเรนซ์จากไปในตอนเช้าพร้อมกับลูกแก้วอัคคี เขาย้ำบอกกับโจรกลุ่มนี้อีกครั้งว่าคนที่จ้างวานให้พวกเขาชิงของสิ่งนี้จากทหารต้องตามมาจัดการทุกคนภายหลังอย่างแน่นอน
“จะมอบตัวให้ทางการ จะหนีไปให้ไกล หรือจะรอให้เจ้าดาร์คเจสเตอร์มาตัดหัว พวกเจ้าก็เลือกเองแล้วกันนะ”
“ทำไมพวกเจ้ารู้เรื่องของ… เจ้าตัวตลกนั่น” หัวหน้าโจรถามเสียงสั่น
หนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวทิ้งพวกโจรให้สงสัยอยู่แบบนั้น
“นี่ก็ไม่ได้อยู่ในประวัติศาสตร์” ลอเรนซ์พึมพำ มันทำให้เรย์เหงื่อแตกพลั่ก เขาได้แต่พร่ำบอกตัวเองว่ามันคงไม่เป็นไรหรอก ก็แค่ต่างออกไปนิดเดียว
เรย์คิดอยู่ว่าการทำอะไรตามใจอาจมีผลเสียตามมา แต่เขาก็ไม่คิดว่าผลกรรมจะกลับมาทันทีทันใด ดาร์คเจสเตอร์มีหูตากว้างขวางกว่าที่เรย์คาดคิดไว้ ข่าวที่เขาบุกเข้าไปจนถึงรังโจรแล้วยังยึดรังโจรเป็นที่พักถึงหนึ่งคืนไปถึงหูเจ้าตัวตลกปีศาจอย่างรวดเร็ว และมันได้เตรียมการตอบโต้เอาไว้แล้วเรียบร้อย
ก่อนที่จะถึงถนนเส้นทางหลัก เรย์และลอเรนซ์ได้พบดาร์คเจสเตอร์กับเดวัลกลุ่มใหญ่ดักรอพวกเขาอยู่ เจ้าตัวตลกปีศาจพอเห็นหน้าเรย์ก็เริ่มทักทายก่อน
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีของที่ควรเป็นของข้าสินะ ฮี่ ๆ ๆ”
“ยังหัวเราะน่าเกลียดเหมือนเดิมเลยนะ”
“หืมมม… นี่เราเคยเจอกันด้วยเรอะ”
“ลมหายใจสายฟ้า” เรย์สูดลมหายใจเข้าปอดเต็มที่ก่อนที่จะปล่อยมันออกมาอีกครั้ง “บรีธออฟธันเดอร์”
“หวาาา” ดาร์คเจสเตอร์ร้องเสียงหลง มันกระโดดหลบสุดตัวเพื่อให้พ้นจากวิธีของสายฟ้าที่เรย์พ่นออกมา แต่ทั้งที่ไม่ได้ล่าช้าเลยสักนิด ขาข้างหนึ่งของมันกับกองทัพผีดิบอีกกว่าครึ่งก็สลายไปในการโจมตีที่ยังไม่ได้เอาจริงเลยของเรย์
ดาร์คเจสเตอร์หัวเราะทั้งที่หวาดกลัวจนตัวสั่น ขาซ้ายหายไปแต่มันไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมาย สิ่งที่รบกวนจิตใจไม่ใช่ความเจ็บปวดแต่คือการมีตัวตนของชายหญิงปริศนาคู่นี้
“ลมหายใจของมังกร อัศวินมังกรงั้นเรอะ พวกเจ้าเป็นใครกันแน่”
“เป็นใครก็ช่างเถอะ” เรย์ชี้ดาบในตำนานไปที่หัวของอีกฝ่าย คลื่นสายฟ้าที่ก่อตัวขึ้นที่ดาบทำให้เห็นว่าครั้งต่อไปที่โจมตีมันจะไม่จบแค่ขาข้างเดียวแน่
“ฮี่ ฮี่ ฮี่” ตัวตลกชุดดำไม่สามารถกลั้นหัวเราะไว้ได้ มันควงเคียวยักษ์ไปมาขณะที่กำลังมองหาทางหนีทีไล่ไปด้วย
“จะฆ่ามันเลยไหม” ลอเรนซ์กระซิบถาม
“อยากกำจัดอยู่หรอก แต่เจ้านี่หัวขาดยังไม่ตายเลย”
“งั้นก็ทำให้สลายไปทั้งร่างเลยก็ได้นี่ เหมือนที่ทำขาของเจ้านี่เหลือแต่ขี้เถ้ายังไง”
“ทำไมพูดเรื่องโหดร้ายแบบนั้นออกมาได้หน้าตาเฉย นั่นมันใช่คำพูดของฝ่ายพระเอกพูดกันเรอะ” ดาร์คเจสเตอร์โวยวาย
“เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นพระเอกไหม” ลอเรนซ์หันไปถามเรย์
“เอ๋ ก็ไม่นะ” พูดจบ เรย์ก็หันไปพ่นลมหายใจสายฟ้าใส่ดาร์คเจสเตอร์อีกครั้ง คราวนี้ลดพลังทำลายลงอีกนิดแต่เพิ่มความเร็วแทนเพื่อให้อีกฝ่ายหลบไม่พ้น
“โอ้ยยยยย” ดาร์คเจสเตอร์ร้องลากเสียงยาว มันมองไม่ทันการโจมตีครั้งนี้สักนิด ผลของการโจมตีคืออกที่มีรูโบ๋ใหญ่พอ ๆ กับศีรษะของมัน
ไม่ต้องรอให้มีครั้งที่สองหรือสาม ดาร์คเจสเตอร์ตระหนักชัดแล้วว่ามันคงชะตาขาดแน่ถ้าไม่รีบหนีในขณะที่ทำได้ เหล่าลูกน้องผีดิบทุกตัวถูกสั่งให้โจมตีพร้อมกัน ในขณะที่มันวิ่งหนีสุดชีวิต
“มันจะหนี” ลอเรนซ์ตะโกนพร้อมกับยิงไปด้วย กระสุนของเธอเร็วกว่าผีดิบที่พุ่งมาขวางเป็นกำแพง มันจึงยิงถูกดาร์คเจสเตอร์อีกหลายนัด
“โอ้ย ว้าก อ๊ากก เจ็บว้อยยย” ศัตรูร้องดังจนป่าแทบแตก แต่มันไม่ยอมลดฝีเท้าลง เป็นภาพน่าทุเรศทุรังของตัวตลกที่มีขาเดียว จ้ำอ้าวหนีอย่างไม่คิดชีวิต
“ช่างมัน จัดการผีดิบตรงนี้ให้หมดก่อนดีกว่า เดี๋ยวมันจะไปทำร้ายใครเข้า” เรย์ห้ามก่อนที่ลอเรนซ์จะเปิดประตูมิติเพื่อไล่ตาม
“ปล่อยไปเดี๋ยวมันก็ย้อนกลับมาเอาคืนทีหลัง”
“ก็คงงั้นแหละ ถ้าตามประวัติศาสตร์ก็ต้องเจอเจ้านี่ตอนออกเรือ เอาไว้จัดการตอนนั้นก็แล้วกัน”
อันเดดที่ดาร์คเจสเตอร์พามาด้วยมีหลากหลายชนิด ทั้งซากศพมนุษย์ สัตว์และเดวัลที่ถูกคืนชีพขึ้นมาไม่สมบูรณ์อย่างพวกซอมบี โครงกระดูกผี หรือแม้แต่พวกวิญญาณร้าย พวกมันอาจจะมีความแตกต่างกันในแต่ละชนิด แต่สิ่งที่เหมือนกันคือไม่ว่าจะเป็นอันเดดชนิดไหนการจัดการกับมันก็เป็นเรื่องยาก
ซอมบีสามารถฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้ โครงกระดูกผีเองก็ซ่อมแซมส่วนที่แตกหักได้ในไม่กี่อึดใจ พวกภูตผีก็ไม่สามารถใช้อาวุธทั่วไปโจมตีได้ เกือบทุกชนิดคือปีศาจร้ายที่มีจุดอ่อนร่วมเพียงแสงอาทิตย์ ซึ่งเรื่องนั้นก็หวังพึ่งอะไรไม่ได้อีกเช่นกันเพราะป่าในบริเวณนี้ทั้งหมดมีต้นไม้แผ่กิ่งก้านและใบขึ้นจนหนาแน่น มันแทบจะไม่มีแสงสว่างลอดผ่านลงมาแม้จะเป็นช่วงกลางวันแสก ๆ แบบตอนนี้
เรย์และลาโตรที่ควรจะอยู่ตรงนี้ไม่สามารถใช้เวทมนตร์ธาตุแสงได้ หากนี่เป็นตัวเขาในสมัยก่อน มันจะต้องกลายเป็นศึกที่หนักหนาแน่ แต่เรย์ในตอนนี้สามารถรับมือได้ไม่ยากจากเวทสายฟ้าที่รุนแรงทะลุขีดจำกัด
ด้านของลอเรนซ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เธอมีสายเลือดของเทพธิดาแห่งความตาย แม้ว่าอันเดดที่ดาร์คเจสเตอร์นำมาจะมีหลายตนที่ถูกดัดแปลงมาแล้วเป็นผลให้การเข้าขโมยการควบคุมยากขึ้น แต่มันก็ไม่ยากเกินไปสำหรับลอเรนซ์ผู้ถูกนับว่าเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งของฟอร์ชาโดเวอร์ เธอสามารถบงการพวกมันได้
“ลอเรนซ์ เจ้าช่วยจัดการกับวิญญาณตนนี้ให้ที การโจมตีทางกายภาพทำอะไรเจ้านี่ไม่ได้ แล้วดูเหมือนตัวนี้ดันมีคุณสมบัติไฟฟ้าไร้ผลด้วย”
“เอ๋ เรย์ผู้เก่งกาจคนนั้นก็มีจุดอ่อนด้วยรึเนี่ย” ลอเรนซ์ได้ฟังคำขอแล้วก็ห้ามยิ้มไว้ไม่อยู่
“ข้าไม่ได้ทำได้ทุกอย่างซะหน่อย”
ลอเรนซ์เมื่อได้หยอกจนสมใจแล้วเธอก็ลงมือช่วย เธอยกปืนขึ้นแต่ไม่ได้ทำเพื่อเล็งศัตรู ลอเรนซ์กำลังดูดวิญญาณร้ายตนนั้นเข้ามาในปืน
บรึ้ม
“ว้ายย” หญิงสาวร้องเบา ๆ ปืนของเธอเกิดรอยร้าวขึ้นหลังจากที่บรรจุวิญญาณนั้นเข้าไป เสียงที่เหมือนระเบิดเมื่อครู่ไม่ใช่เสียงระเบิดจริง ๆ แต่มันคือหลักฐานว่าปืนกระบอกนี้ชำรุดเสียแล้ว
“เกิดอะไรขึ้น ไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
“ไม่… แต่ปืนนี่ท่าทางไม่ค่อยดี ข้าลืมซะสนิทว่ามันแปลก ๆ มาพักใหญ่แล้ว ตั้งแต่ตอนที่ใช้สู้ในศึกกับอัสการ์นั่นแหละ”
“น่าจะบอกก่อนนะจะได้ให้ลูนาร์ช่วยดูให้”
“ข้าจะไปรู้เหรอว่าขึ้นยานได้ไม่ทันไรมันก็ระเบิด แถมพวกเรายังต้องมาติดยุคอื่นแบบนี้อีก”
แม้จะชวนคุยไปเรื่อยแต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้หยุดมือสักนิด ต่างคนต่างยังโจมตีอันเดดอย่างต่อเนื่อง ปืนของลอเรนซ์อาการไม่ค่อยดีนัก บางครั้งมันก็ยิงไม่ออกแต่ถึงแบบนั้นเธอก็ยังจัดการกับศัตรูที่เรย์จัดการไม่ได้จนหมด
“ปืนนั่นช่างฝีมือทั่วไปคงซ่อมไม่ได้ใช่ไหม แต่ยุคนี้มีท่านเฟอร์โรอยู่ เอาไว้ถ้าเจอท่านผู้นั้นเมื่อไหร่ก็ค่อยขอร้องให้เขาซ่อมมันแล้วกัน”
“ไม่ต้องกังวลเรื่องปืนข้าหรอก ต่อให้ไม่มีปืนข้าก็ยังสู้ได้ ว่าแต่เจ้าเองก็เถอะทำไมถึงใช้ดาบมือเดียวล่ะ”
“เอ๋ ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะว่าถนัดน่ะสิ”
“ทั้งทีอีกมือว่างอยู่น่ะเหรอ คนที่ใช้ดาบมือเดียวโดยปล่อยให้อีกมือว่างก็ไม่ใช่ว่าไม่มีหรอกนะ แต่ดูการตั้งท่าของเจ้ามันน่าจะเหมาะกับการถือโล่ด้วยไม่ใช่เหรอ”
“นั่นสินะ” เรย์หวนนึกถึงความหลังสมัยที่เริ่มฝึกดาบกับซิกมา “ตอนที่เริ่มฝึกใหม่ ๆ ข้ามีปัญหากับเรื่องน้ำหนักดาบ ก็เลยพยายามประคองด้วยสองมือเพื่อให้มั่นคง แม้ว่าตอนหลังจะถือมือเดียวได้สบายแล้วแต่ก็มักจะปล่อยอีกมือให้ว่างมาตลอด”
“มือที่ว่างอยู่ ถ้าใช้ยิงเวทก็ว่าไปอย่าง แต่เจ้าน่ะชอบพ่นสายฟ้าออกจากปากซะด้วย”
เรย์ได้ยินแบบนั้นก็เกาหัวแก้เขิน “นั่นสิ แต่ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยใช้โล่นะ แต่เพราะไม่เคยได้โล่ดีมาใช้ก็เลยไม่เคยได้ฝึกจนชินมือ ตอนที่เจอกับท่านเฟอร์โรก็เลยไม่ทันได้ขอมาด้วย พวกเจ้าทักมาแบบนี้แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าถ้ามีโล่แบบเวิร์นก็คงจะดีเลย”
“เวิร์น? เวิร์น ลีออน?”
“ใช่ เวิร์นที่เป็นพ่อของฟรองเซย์คนนั้นแหละ เขามีโล่ในตำนานของท่านซิลเวอร์บรรพบุรุษของข้าและเจ้า โล่นี้นอกจากแข็งแกร่งขนาดที่ดาบที่ทำจากก็อดสตีลฟันไม่เข้ามันยังมีพลังในการสะท้อนเวทด้วย”
“น่าสนใจดีนะ” ลอเรนซ์ทำท่าครุ่นคิด
“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่เหรอ”
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ที่พวกเราต้องทำในตอนนี้คือเอาลูกแก้วอัคคีไปคืนกษัตริย์โซดาเรียไม่ใช่เหรอ”
“อาา… เกือบลืมเรื่องนั้นไปแล้ว งั้นก็รีบเดินทางต่อเถอะ”
เรย์และลอเรนซ์เดินเท้าจากจุดปะทะอีกพักใหญ่จึงพบถนนหลักที่ทอดยาวไปสู่เมืองหลวง พวกเขาตกลงกันแล้วว่าจะไม่หยุดพักที่ไหนอีก ด้วยความเร็วของทั้งสอง ในที่สุดพวกเขาก็ถึงเมืองหลวงได้ในช่วงเย็นของวันนั้น
“ถนนตรงนู้น เป็นจุดที่ข้าและลาโตรโดนพวกสกอร์เปียนเทลดักโจมตีเพื่อชิงลูกแก้วคืน แต่คราวนี้พวกนั้นน่าจะไม่กล้าโผล่มาให้เห็นแล้วละ” เรย์ชี้ไปที่ถนนที่อยู่ไกล ๆ เขาทำราวกับเป็นมัคคุเทศก์
ลอเรนซ์รู้สึกกลุ้มใจ เธอคิดว่าหากเรย์ตั้งเป้าว่าจะสวมรอยเป็นตัวเองและหลีกเลี่ยงการทำให้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไป เขาไม่ควรจะบอกอะไรเธอมากมายนัก แต่ลอเรนซ์ก็คิดว่าการมาเตือนเรย์ในตอนนี้มันสายไปแล้ว มีเรื่องมากมายที่เขาไม่ควรทำแต่ก็ลงมือทำไปเรียบร้อย