Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 339: พบซิกมาครั้งแรกอีกครั้ง

ซิกมา เจ แองกัซ
สถานที่แห่งหนึ่งที่ทั้งมืดมิดและหนาวเย็น
“หนาว มืด มองอะไรไม่เห็นเลย ที่นี่ที่ไหนกัน” ชายหนุ่มร้องโอดครวญอยู่ในความมืด
“แปลกแฮะ ทำไมยังมีสติอยู่ได้ล่ะ ดูเหมือนข้าจะเก็บตกของดีได้สินะเนี่ย ฮี่ฮี่ฮี่” ใครบางคนหัวเราะอยู่ตรงหน้า แต่ในสถานที่ที่ไร้แหล่งกำเนิดแสงชายหนุ่มจึงไม่สามารถบอกได้ว่าคนผู้นี้คือใคร
แม้จะไม่ได้สนใจเรื่องการรักษาเส้นเรื่องให้ตรงตามประวัติศาสตร์แล้ว แต่เรย์ก็ยังอยากไปให้ทันงานเทศกาลประจำปีที่จัดขึ้นที่อัลกราด
“งานประจำปีงั้นเหรอ”
“ใช่แล้ว อัลกราดแม้จะได้รับเงินสนับสนุนจากเอเทเซียและเงินบริจาคจากผู้ที่ศรัทธาในศาสนา แต่ทุกปีพวกเขายังมีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่จัดการเทศกาลขึ้น ข้าอยากไปให้ทันงานที่ว่านี่แหละ”
“ข้าเปิดประตูมิติไปที่นั่นได้นะ” ลอเรนซ์พูดจบก็โบกมือเรียกช่องว่างออกมา แต่น่าประหลาดมันไม่ถูกเปิดออก
“นี่เจ้ายังไม่หายดีใช่ไหมเนี่ย”
“ไม่ใช่นะ” ลอเรนซ์ปฏิเสธทั้งที่ไม่มั่นใจ “อาจเป็นเพราะว่าอัลกราดในยุคนี้แตกต่างจากที่ข้ารู้จัก การเชื่อมมิติเลยยากลำบากขึ้น”
“แตกต่างจริงไหม คงต้องไปเห็นกับตาสักครั้งล่ะมั้ง”
“ขอโทษนะ ดูเหมือนพลังของข้าจะไม่ค่อยมีประโยชน์…”
เรย์รีบยกมือขึ้นห้ามก่อนที่ลอเรนซ์จะคิดมากไปกว่านี้ “ก่อนหน้านี้เจ้าก็เพิ่งบาดเจ็บมา ไม่ต้องฝืนตัวเองหรอก ข้าเองก็อยากจะไปอัลกราดในเส้นทางปกติอยู่แล้วละ ดีซะอีกจะได้ชื่นชมทิวทัศน์ระหว่างทางไปด้วย”
จากเมืองท่าของเอเทเซีย ทั้งสองเดินทางผ่านเมืองหลวงและเมืองน้อยใหญ่อีกหลายเมืองที่อยู่ระหว่างทาง เนื่องจากอยากไปให้ทันงานเทศกาลพวกเขาจึงมีเวลาหยุดแวะพักระหว่างทางไม่มาก แต่กระนั้นช่วงเวลาแบบนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีสำหรับคนทั้งสอง
ลอเรนซ์ไม่ได้พักผ่อนมานานแล้ว เนื่องจากสายเลือดของเทพซิลเวอร์และเทพธิดาเอนดราบวกกับภาระหน้าที่ในฐานะเจ้าหญิง มันทำให้เธอต้องฝึกฝนตัวเองอย่างหนักตั้งแต่จำความได้ และเมื่อโตขึ้นอีกนิดเธอก็ต้องทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนมาเพื่อฝึกฝนการเป็นเอ็กซิคิวชันเนอร์
นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ลอเรนซ์รู้สึกว่าเธอได้พัก ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องภาระของประเทศและของโลก ไม่ได้ใส่ใจว่าจะถูกจับตาโดยใคร ตอนนี้เธอไม่ใช่เจ้าหญิง ไม่ใช่เอ็กซิคิวชันเนอร์ระดับสูง เป็นเพียงแค่นักเดินทางธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น
“ที่สวยจังเลยนะ” ลอเรนซ์รำพึงขึ้นขณะที่มองทิวทัศน์ของภูเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากอัลกราดแล้ว
“อื้ม สวย” เรย์คิดว่าทิวทิศน์แถวนี้งดงามจริง แต่มันไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจนัก เขาแปลกใจที่คนที่มีความสามารถข้ามมิติได้แบบลอเรนซ์ดูดื่มด่ำกับทิวทัศน์เช่นนี้ เขาคิดว่าก่อนหน้านี้เธออาจไม่เคยมีเวลาหยุดมองมันเลยก็ได้
“ถ้ามีบ้านหลังเล็ก ๆ ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์แบบนี้ได้ทุกวัน คงจะดีไม่น้อยเนอะ”
“นั่นสิ ที่นี่สวยจริง ๆ แต่ถ้าต้องมาปลูกบ้านโดดเดี่ยวอยู่ตรงนี้ คงเลือกกลับไปสตาร์โรว์มากกว่า อาจจะไม่มีทิวทิศน์มุมสูงแบบนี้ให้ดู แต่ผู้คนที่นั่นน่ารัก เป็นมิตร ทุกคนเหมือนกับเป็นครอบครัวอีกครอบครัวของข้านอกจากกลุ่มอะบีสเลย”
“ฟังดูน่าสนใจนะ ถ้าติดอยู่ในยุคนี้ไปตลอด ข้าก็รู้แล้วว่าจะหาตัวเจ้าได้ที่ไหน ดีเลยจะได้แวะไปให้เจ้าทำอาหารเลี้ยงบ่อย ๆ”
เรย์หัวเราะร่วน “จะให้ทำให้กินทุกวันเลยก็ได้นะ”
“ห๊ะ อะไรของเจ้าเนี่ย” ลอเรนซ์ได้ยินแล้วหน้าแดงก่ำ เขาคงไม่รู้ตัวแต่คนที่จะทำอาหารให้อีกฝ่ายกินทุกวันได้ก็หมายว่าทั้งคู่ต้อง…
“ข้าอาจจะเปิดร้านอาหารที่สตาร์โรว์ ถึงตอนนั้นเจ้าก็แวะมาได้เสมอ”
“แบบนี้นี่เอง” ลอเรนซ์ถอนหายใจ รู้สึกโกรธตัวเองหน่อย ๆ ที่เผลอใจเต้นกับคำพูดกำกวมของเรย์
ในที่สุดหนึ่งหนุ่มและหนึ่งสาวก็เดินทางมาถึงอัลกราดอย่างที่ตั้งใจ ทั้งคู่สามารถผ่านการตรวจเข้าเมืองไปได้อย่างไร้ปัญหาเพราะว่ามีจดหมายและตรารับรองที่ทางโซดาเรียออกให้
“ข้าอยากจะเดินเที่ยวในงานสักหน่อยก่อนไปพบกับลุงซิกมา ไม่สิ… เดี๋ยวก็ได้เจอลุงในงานเองแหละ เจ้าอยากจะแยกไปเดินเที่ยวคนเดียวรึเปล่า”
“เจ้าอยากจะเดินเที่ยวเล่นคนเดียวงั้นเหรอ”
“เอ่อออ” เรย์ไม่รู้จะตอบอย่างไร ตอนที่เขามาที่นี่กับลาโตร ทั้งคู่แยกกันออกไปเพื่อร่วมสนุกกับงาน ลาโตรไม่ได้เล่าให้ฟังอย่างละเอียดว่าเขาไปทำอะไรมาบ้าง แต่เขานึกว่าลอเรนซ์เองก็อาจจะอยากทำแบบเดียวกัน
“ข้าไม่ได้มีอะไรอยากทำเป็นพิเศษ แต่ถ้าเจ้ารำคาญล่ะก็…”
เรย์ยังไม่ทันตอบก็มีชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งเดินตรงเข้ามาแทรก พวกเขาเล็งลอเรนซ์มาตั้งแต่ไกล
“น้องสาวมาเที่ยวงานเทศกาลอัลกราดครั้งแรกเหรอ” หนุ่มหล่อคนแรกทักก่อน หน้าตาดี ผิวสีแทน รอยยิ้มมีลักยิ้มนิด ๆ
“ไม่คุ้นหน้าเลย ไม่ใช่คนแถวนี้สินะ ให้พวกเราแนะนำสถานที่ให้เอาไหม” หนุ่มอีกคนก็ชวนด้วยเช่นกัน จากสายตาที่มองลอเรนซ์ มันชัดเจนว่าเขาสนใจเธออย่างปิดบังไว้ไม่มิด
“ร้านอาหารอร่อยหรือร้านขายของน่าสนใจพวกเราก็แนะนำได้นะพี่สาว” เด็กหนุ่มที่น่าจะเด็กกว่าลอเรนซ์ก็เข้ามาชวนด้วย
“เอ๋ มาชวนข้าเหรอ” ลอเรนซ์ชี้ไปที่ตนเอง ทีแรกเธอยังนึกว่าทั้งสามพูดกับคนอื่นที่ไม่ใช่เธอ
“ใช่สิ จะปล่อยให้สาวสวยเดินเตร่ในงานเทศกาลคนเดียวได้ยังไง” หนุ่มใหญ่ตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ใช่เลยพี่สาว มาเดินเล่นกับพวกเราเถอะ พี่ไม่ได้มากับใครใช่ไหม”
“เอ่อ ก็ไม่ได้มากับใครหรอก” ลอเรนซ์เหลือบมองไปทางเรย์เล็กน้อย เธอเห็นอีกฝ่ายยังอึ้ง ๆ กับสถานการณ์อยู่
“ดีเลย งั้นมาด้วยกันเถอะ จริง ๆ แล้วพวกเราก็นัดเพื่อนสาวมาแต่โดนเบี้ยวไปแล้ว กำลังกลุ้มใจเลยที่เหลือแค่ผู้ชายสามคนมาเดินเที่ยวเทศกาล ได้รู้จักเพื่อนใหม่เป็นสาวสวยแบบนี้กำไรแล้วล่ะ”
“สาวสวย ขะ ข้าน่ะเหรอ” ลอเรนซ์เขินจนแว่นแทบจะมีฝ้าขึ้น
“อะไรกัน สวยขนาดนี้ไม่มีใครเคยบอกเหรอ”
เรย์รู้สึกกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่ใช่ว่าเขารู้สึกว่าหนุ่มสามคนที่เข้ามาชวนคุยดูเป็นอันตราย พวกเขาดูเป็นมิตรดีและลอเรนซ์ผู้เคยเป็นถึงอันดับสามจากองค์กรที่ครองโลกคู่ขนานก็คงไม่ถูกคนธรรมดาอย่างสามคนนี้ทำร้ายได้
เรย์ไม่เข้าใจสาเหตุที่เขาไม่สบายใจเมื่อเห็นลอเรนซ์คุยกับคนอื่น
“ขอโทษนะครับ พอดีเธอคนนี้มากับผม” เรย์ตัดสินเข้าไปแทรก
“อะ อ้าวว ไม่ใช่ว่ามาคนเดียวเหรอ”
เรย์คว้ามือลอเรนซ์ได้ก็ดึงเธอออกมาทันที “รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวงานแข่งกินอาหารจะเริ่มซะก่อน”
“เอ๋…” ลอเรนซ์ทำตัวไม่ถูก เธอได้แค่หันไปขอโทษสามหนุ่มที่ถูกทิ้งเอาไว้ตรงนั้น หันมามองหน้าเรย์อย่างงุนงง มือข้างหนึ่งยังถูกเรย์จับเอาไว้แน่นแต่เธอก็ไม่ได้พยายามจะสะบัดมันออก
เรย์และลอเรนซ์มาทันลงทะเบียนแข่งขันอย่างฉิวเฉียด เรย์ชวนให้เธอลงแข่งด้วยแต่ลอเรนซ์ไม่มีทางลงชื่อในงานแข่งขันกินจุอย่างแน่นอน เธอได้แต่บอกว่าจะคอยเชียร์เรย์อยู่ตรงที่นั่งคนดู
“ถ้าประวัติศาสตร์ไม่เปลี่ยน มันแข่งไม่จบหรอก”
“เลิกโม้ได้แล้ว เค้าเรียกตัวแล้วนั่น”
เรย์หายตัวไปข้างหลังเวทีและกลับมาอีกครั้งพร้อมกับผู้เข้าแข่งขันทุกคน ลอเรนซ์สังเกตชายแก่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ของเขา ชายผู้นี้คือ “ซิกมา เจ แองกัซ” หนึ่งในห้าจอมดาบแห่งยุคและเป็นผู้ที่กษัตริย์มัลการ์ฝากฝังให้เรย์มาฝึกฝนด้วย เรย์พบกับซิกมาครั้งแรกที่งานแข่งครั้งนี้ แต่ในตอนนั้นเขาไม่รู้ตัวว่าอีกฝ่ายคือซิกมา
“ทำไมหมอนั่นเคยดูไม่ออกนะ ชายแก่คนนี้ดูไม่เหมือนคนธรรมดาสักนิด” ลอเรนซ์พึมพำกับตัวเอง ซิกมาไม่เพียงแค่อยู่ในชุดเกราะสีน้ำเงินเข้มที่ดูสะดุดตา ชายแก่ยังพกดาบคู่ติดตัวอยู่ตลอดด้วย นอกจากนั้นลอเรนซ์ก็ยังรู้สึกถึงออราของความเก่งกาจที่แผ่ออกมาอย่างชัดเจน การที่เรย์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดนี่มันน่าตำหนิจริง ๆ
เรย์เหลือบมองซิกมาแล้วแอบอมยิ้ม ซิกมาในตอนนี้ดูแก่น้อยกว่าครั้งล่าสุดที่เขาเห็นในยุคของฟรองเซย์ ยิ่งเห็นซิกมาในสภาพที่กลับมาแข็งแรงเหมือนช่วงที่เขาคุ้นเคย ภาพเก่า ๆ ก็ยิ่งย้อนกลับมา
ซิกมาไม่ใช่แค่สหายร่วมรบ สำหรับเรย์ชายแก่ผู้นี้เป็นทั้งอาจารย์ เพื่อน และคนที่ใกล้เคียงกับพ่อของเขาอีกคนหนึ่ง หากไม่ติดที่ว่าในปัจจุบันเขาและซิกมาเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก เขาอยากจะกอดตาแก่คนนี้ให้หายคิดถึงสักครั้ง
งานแข่งขันดำเนินไปอย่างราบรื่น ข้าวหน้าเนื้อจานแล้วจานเล่าถูกผู้เข้าแข่งแต่ละคนจัดการไปจนจานถูกวางกองสูงขึ้น ๆ ในทุกขณะ สิ่งที่แตกต่างออกไปจากครั้งก่อนคือเรย์ไม่ได้ตั้งใจเอาชนะให้ได้ เขารู้ว่าต่อให้พยายามแค่ไหน สุดท้ายการแข่งครั้งนี้ก็จะล่มเพราะการปรากฏตัวของชายคนนั้น
“รีบ ๆ ยอมแพ้ไปสิลุง กินมากไปเดี๋ยวก็จุกอกตายหรอก” เรย์จงใจพูดประโยคเดิมที่เขาเคยพูดกับซิกมา เขาจำประโยคนี้ได้อย่างแม่นยำ
“เจ้านั่นแหละไอ้หนุ่ม ยอมแพ้ไปซะ เดี๋ยวก็ไม่ได้อยู่จนแก่แบบข้าหรอก” ซิกมาตอบมาด้วยประโยคเดิมที่เคยกล่าว เรย์ได้ฟังแล้วถึงกับน้ำตาคลอเบ้า
ในที่สุดเวลาที่เรย์รอคอยก็มาถึง เสียงระเบิดกัมปนาทดังก้องมาจากด้านหลังของเวที ซิกมารอจังหวะชิ่งจากโต๊ะอยู่แล้วจึงตามออกไปดูที่มาของเสียงโดยมีเรย์ที่วิ่งตามไปติด ๆ
ชายหนุ่มผมสีฟ้าซีดจนเกือบขาวมองเรย์และซิกมาที่โผล่พรวดเข้ามาด้วยสีหน้าเครียด เขาสัมผัสอันตรายระดับไม่ธรรมดาจากทั้งคู่ได้ มือของชายผู้นั้นถือของรางวัลชนะเลิศในงานแข่งครั้งนี้เอาไว้
…เวิร์น ลีออน…