Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 34: ฝึกวิชากับอัลไคเซอร์
…ได้อันเดดเพิ่มจากอีกไม่กี่หมู่บ้านก็น่าจะมีกำลังพอที่จะไปเล่นงานพวกเฮอร์มิตแล้วเชียว เจ็บใจนัก…
หลังจากใช้เวลาตัดสินใจอยู่ครู่ใหญ่คาลานาธก็ตัดสินใจวัดดวง เขาเบื่อกับการที่ต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ ทั้งจากพวกพรีวูดและเอเทเซีย ไม่ช้าก็เร็วกองทัพของเขาต้องเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างดีวานเข้าสักวัน หากวันนี้เขากำจัดอีกฝ่ายได้แผนขึ้นเป็นระดับสูงของเรวาเรนท์ก็จะไม่มีใครมาหยุดได้อีก
…จงมาที่นี่… คาลานาธส่งกระแสจิตถึงแมนโทเดียวาสและกองทัพที่เหลือ
ดีวานจัดการกับโฟกีที่กลายเป็นซอมบีได้ทั้งหมดแล้ว เขาไม่ได้นับอย่างละเอียดแต่คาดว่ามันมีเกินกว่าสามร้อยตัว คนที่เปลี่ยนพวกมันเป็นอันเดดคงจะรวบรวมพวกมันมาจากหลายกลุ่ม
แม้ศัตรูจะลดลงแต่งานของดีวานไม่ได้ลดลงเลย มีเดวัลอีกหลายชนิดถูกส่งเข้ามาเพิ่ม เขาถูกเดวัลที่เหมือนชะมดยักษ์จู่โจมจากด้านหลัง ดีวานที่รู้ตัวอยู่แล้วตีลังกาขึ้นไปบนหลังของมันและหยุดมันด้วยดาบเพลิง
สมุนไพรที่เตรียมมามากมายถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว ดีวานพลาดถูกงูผีดิบตัวหนึ่งกัดเข้าที่ขา เขาต้องยัดสมุนไพรแก้พิษเกือบทั้งหมดเข้าปากในทีเดียวเพื่อระงับอาการ โชคดีที่ตัวที่ต่อกรด้วยคือเดวัลตัวสุดท้ายที่มีพิษ หากไม่นับพิษชนิดพิเศษของซอมบี
ในยุคสมัยนั้น พวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับเชื้อโรคมากนัก ด็อกมาคือผู้ที่พบว่าพิษของซอมบีเกี่ยวข้องกับทั้งไวรัสและเวทมนตร์ในภายหลัง เวทมนตร์ทำหน้าที่ปลุกศพไร้ชีวิตให้เคลื่อนไหว ส่วนไวรัสที่แพร่พันธุ์หลังจากนั้นจะทำให้ผู้ที่ได้รับสารคัดหลั่งจากซอมบี กลายเป็นซอมบีไปได้
ดีวานไม่เคยรู้ว่าคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่ตนใช้มีผลโดยตรงกับไวรัสด้วย ทุกครั้งที่เขาใช้เวทแห่งแสงมันจะเป็นการทำลายไวรัสไปในตัว นี่คือเหตุผลที่แม้เขาจะถูกกัดโดยพวกอันเดดเขาก็จะไม่มีทางกลายเป็นหนึ่งในพวกมัน แต่นั่นคือสิ่งที่เป็นตอนที่เขายังมีพลังของพาลาดินอยู่
ดีวานไม่รู้ตัวว่าเขาเหมือนยืนเปลือยเปล่ากลางดงพิษ เพียงแค่การกัดเพียงครั้งเดียวมันก็อาจจะหมายถึงชีวิตของเขาได้
หลายชั่วโมงผ่านไปแล้วหายนะที่แท้จริงก็มาถึง กองทัพที่คาลานาธเรียกรวมพล ได้มาถึงหมู่บ้านที่ตอนนี้แทบไม่เหลือผู้รอดชีวิตแล้ว กลุ่มสุดท้ายที่ยังเหลือมารวมตัวกันที่กลางหมู่บ้านโดยมีดีวานเป็นศูนย์กลาง พวกเขาปักหลักสู้ไม่ยอมถอยเพราะจนมุมแล้ว และรู้ว่าเวลาเช้าใกล้มาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า รวมตัวกันไว้และสู้อย่างสุดกำลังยังมีโอกาสจะรอดไปได้
“เฮ้ย มันมีมาเพิ่มอีก” ชาวบ้านที่ปีนขึ้นไปดูลาดเลาจากที่สูงตะโกนเตือน แต่มันไม่จำเป็นแล้วเพราะร่างสูงใหญ่ของแมนโทเดียวาสนั้นทุกคนมองเห็นได้ตั้งแต่ไกล
“ตัวบ้าอะไรเนี่ย” ผู้ใหญ่บ้านล้มทั้งยืน เขาอยู่มาจนแก่ปูนนี้ก็ไม่เคยเจอตัวสยองขวัญแบบนี้มาก่อน นี่คงไม่แคล้วเป็นจุดจบของหมู่บ้านนี้อย่างแน่นอน
“ไปยืนข้างหลังข้า! เร็ว!” ดีวานออกคำสั่ง แต่ไม่มีใครสนใจฟัง ตอนนี้ทุกคนต่างกลัวจนหมดเรี่ยวแรง ไม่เหลือใครแม้แต่คนเดียวที่คิดว่ายังมีโอกาสรอด
ดีวานสูดหายใจลึก ลมหายใจและชีพจรยังนิ่งไม่มีอาการสับสน ทั้งที่เคยคิดว่าจะอุทิศชีวิตให้กับการแก้แค้นไปแล้ว แต่ดีวานก็ไม่รู้สึกเสียใจเลยหากว่านี่จะเป็นวันสุดท้ายของเขา เขาแค่ทำในสิ่งที่ตัวเองจะไม่รู้สึกเสียใจในภายหลัง
“ใช่แล้ว จะเป็นพาลาดินหรือไม่ ข้าก็ยังอยากสู้เพื่อปกป้องใครสักคน” เขาพึมพำพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำใจไว้แล้ว
ดีวานวิ่งออกไปเพียงลำพัง ความรู้สึกเด็ดเดี่ยวทำให้เพลงดาบที่ใช้มีพลังตัดทุกสิ่งอย่างคมกริบขึ้นอีก เขาตวัดดาบออกไปเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำลายอันเดดมากกว่าสิบตัว ดีวานในตอนนี้แม้จะไม่เหลือพลังร่ายเวทใด ๆ แล้วแต่ก็กลับมาเป็นดีวานที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับตัวตนที่เคยเป็น
ชาวบ้านที่กำลังสิ้นหวังเห็นการต่อสู้ที่น่าเหลือเชื่อก็เริ่มกลับมาได้สติ พวกเขายังไม่ได้แพ้ ขณะที่คนนอกอย่างดีวานกำลังสู้อย่างกล้าหาญ แล้วพวกเขาจะเอาแต่ยืนมองอยู่ได้อย่างไร คนแรกวิ่งออกไป จากนั้นคนที่สองที่สามก็ตามเข้าไปด้วย แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านที่นั่งหมดหวังอยู่ตั้งแต่เมื่อครู่ก็กำลังยืนขึ้นใหม่
“จะไม่ให้ท่านสู้อยู่คนเดียวหรอก” เด็กสาวหยิบคราดขึ้นมา ในบรรดาคนที่ยังรอดเธอดูอ่อนวัยที่สุดแล้ว และเมื่อแม้แต่เด็กอย่างเธอยังไม่ยอมแพ้ ผู้ใหญ่ทั้งหมดก็ไม่ยอมเสียหน้า ทุกคนกรูกันเข้าไปช่วยดีวาน
“เร็วมาก ฝีมือดาบก็ยอดเยี่ยมด้วย” คาลานาธเฝ้ามองด้วยความวิตก กองทัพที่เขารวบรวมมาหลายพันถูกจัดการไปถึงหนึ่งในห้าแล้ว และความเร็วในการต่อสู้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครสามารถหยุดดีวานได้แม้แต่แมนโทเดียวาสก็ตาม
ดาบฟราคาเรียนเทียมใช้พลังงานถึงขีดกำจัด ไฟที่ลุกโชติช่วงดับไปและติดขึ้นมาใหม่จากแบตเตอรี่สำรอง ดีวานรู้ว่าเวลาของการใช้งานเหลืออีกไม่นาน แต่เขาก็ไม่รู้สึกร้อนรน ยิ่งสู้เขาก็ยิ่งรู้สึกสงบ
ไฟลุกติดร่างของอันเดดและกระจายออกไปเป็นวงกว้าง แมนโทเดียวาสที่เป็นตัวปัญหาพลาดท่าจนร่างติดไฟไปด้วย ดีวานไม่ปล่อยโอกาสดีนี้หลุดลอยไปเขาวิ่งไต่ขึ้นไปจนถึงหัวที่เหมือนแมลงของมัน จากนั้นก็ฟันไล่ลงมาจากบนสุดถึงล่าง ร่างที่กำลังไหม้ของมันขาดเป็นสองท่อนในทันที
อีกไม่ถึงชั่วโมงดวงอาทิตย์ก็จะขึ้น คาลานาธแน่ใจแล้วเป็นอีกครั้งที่เขาพลาด ก่อนที่กองทัพที่เหลือไม่ถึงครึ่งจะถูกจัดการจนหมด เขาก็สั่งถอยทัพโดยไม่รู้ว่าดีวานเองก็ถึงขีดจำกัดมานานแล้ว
เมื่ออันเดดตัวสุดท้ายถอยกลับไป ร่างที่ไม่เหลือเรี่ยวแรง ก็ล้มฟุบลง สติของเขาดับวูบไปเพราะความเหนื่อยล้าที่เกินกว่าจะทานทนได้
เขาหลับไปหลายวันกว่าจะตื่นขึ้นอีกครั้ง มันไม่น่าแปลกใจเพราะเดิมทีเขาก็เพิ่งฟื้นตัวจากพิษของโฟกีและยังต้องมาสู้กับกองทัพอันเดดข้ามคืนอีก สิ่งที่น่าแปลกก็คือเขาไม่ได้ฟื้นขึ้นมาในจุดที่ล้มลงไปหรือแม้แต่พบว่าตนเองมาอยู่ในบ้านพักของผู้ใหญ่บ้าน
ดีวานฝืนลุกขึ้นนั่งอย่างงง ๆ เขามองสำรวจโดยรอบแล้วพบว่ามันคือกระโจมแบบเดียวกับที่พวกทหารเอเทเซียใช้เวลาที่ต้องไปตั้งค่ายนอกเมือง เขาไม่เข้าใจว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
คำตอบที่สงสัยได้รับการเฉลยเมื่อชายผมแดงเดินเข้ามา ดีวานจำใบหน้านั้นได้อย่างดี ถึงจะดูหนุ่มกว่าตนแต่เขาคือชายประหลาดที่มีอายุมากเกินกว่าร้อยปีแล้ว
“ยินดีด้วยที่รอดมาได้” น้ำเสียงของอัลไคเซอร์ไม่ได้ทำให้เชื่อได้ว่ายินดีอย่างที่พูด
“แก… อัลไคเซอร์” ภาพตอนที่อีกฝ่ายเล่นงานลูกน้องของดีวานผุดขึ้นมา
“ใจเย็น ตอนนี้พวกเราไม่ใช่ศัตรูกัน” อัลไคเซอร์เอาเหตุผลเข้าหยุดความหุนหันพลันแล่นของดีวาน การเลิกคิ้วของเขาดึงให้ดีวานต้องตั้งสติทบทวนความคิด “หรือว่ายังใช่”
“…” ดีวานไม่ได้ตอบ แต่สายตาของเขาเห็นได้ชัดว่ายังแค้นอัลไคเซอร์ อาจจะเป็นความแค้นที่ต่างกันกับที่มีต่อวอลโด แต่เขาก็ไม่อยากญาติดีกับคนคนนี้
“ท่านด็อกมาเล่าให้ฟังแล้วว่าเจ้ากำลังตามล่าวอลโด”
“แล้วยังไง”
“น่าเสียดาย ถ้าเจ้าตามหาวอลโดพบ เจ้าคงถูกฆ่าทิ้ง แก้แค้นไม่สำเร็จหรอก”
ดีวานอยากเถียง แต่เขาพูดไม่ออก มันเป็นเรื่องจริงที่เขาเองก็รู้อยู่แก่ใจ ข้อเท็จจริงคือวอลโดมีวิชาเก้าดาบที่น่ากลัวและยังมีดาบวิเศษหลายเล่ม เทียบกับเขาที่สูญเสียพลังและดาบไป ความสามารถของตัวเขาเทียบไม่ติด ไม่มีทางชนะได้จริง ๆ
“เจ้าปล่อยให้ความมืดครอบงำ จนเสียพลังศักดิ์สิทธิ์ไป ยังดีที่พัฒนาทักษะดาบเพิ่มจนพอจะกลับมาใกล้จุดเดิม แต่จุดเดิมที่ว่าก็เทียบกับวอลโดตอนนี้ไม่ได้เลย”
“ข้าจะฝึกเพิ่ม” ดีวานตอบเสียงกระชาก
“ด้วยวิธีไหน” น้ำเสียงของอัลไคเซอร์ฟังยียวน
“ไม่ใช่ธุระของเจ้า” ดีวานตอบไปแบบนั้นเพราะเขาเองก็จนปัญญา ที่นึกออกในตอนนี้ก็มีเพียงล่าเดวัลหรือพวกเรวาเรนท์ไปเรื่อย ๆ
“ต้องรีบแล้วล่ะ อีกไม่นานจะเกิดสงครามใหญ่แล้ว”
“ข้าจะจัดการวอลโดให้ได้ก่อนเวลานั้น” ดีวานพูดแบบนั้นเพื่อบีบบังคับตัวเอง
อัลไคเซอร์ได้ฟังก็ส่ายหน้า เขาพอเดาได้ว่าดีวานไม่ได้มีวิธีหรือแผนการใด ๆ ที่อดีตพาลาดินผู้นี้มีก็เพียงความดันทุรังเท่านั้น
“ออกไปข้างนอก”
ดีวานเดินตามอัลไคเซอร์ออกมานอกกระโจมโดยที่ยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ จนกระทั่งอีกฝ่ายตั้งท่าใช้เวทมนตร์เขาจึงรู้ว่าอัลไคเซอร์ตั้งใจสอนบางอย่างให้ ดีวานไม่ต้องการเป็นหนี้บุญคุณอดีตศัตรูรวมทั้งไม่ต้องการมีอาจารย์อีกจึงพยายามเอ่ยปฏิเสธ แต่อัลไคเซอร์เองก็ไม่คิดจะหยุดฟังเช่นกัน
“ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรก็ตาม หยุดได้แล้ว ข้าไม่…” ดีวานตะโกนลั่น
ไฟสีขาวกำลังก่อตัวขึ้นที่มือของอัลไคเซอร์
“อยากจะพูดว่านี่ไม่น่าเป็นไปได้สินะ” จอมเวทผมแดงยิ้มเยาะ
ตามสามัญสำนึกของพาลาดิน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ควรเกิดขึ้น เพลิงสีขาวคือลักษณะพิเศษของเวทมนตร์โฮลีเฟลมซึ่งแม้แต่ดีวานก็ไม่สามารถใช้มันได้หากไร้ซึ่งดาบวิเศษ
“ฮึ่มมม” ดีวานกัดฟันกรอด เขาเพ่งมองไฟสีขาวเพราะคิดว่าเป็นลูกเล่น แต่มันคือไฟศักดิ์สิทธิ์ของจริงแน่นอน
“เวทมนตร์สองธาตุค่อนข้างยากสำหรับเจ้าในตอนนี้” อัลไคเซอร์กำไฟสีขาวจนหายไป “แต่ถ้าแค่เพิ่มระดับเวทไฟล่ะก็ ข้าสอนให้ได้นะ”
“ข้า… ไม่อยากได้อาจารย์อีก”
“งั้นก็ไม่ต้องเรียกข้าว่าอาจารย์” อัลไคเซอร์ตอบเสียงจริงจัง “ข้าก็ไม่ได้อยากได้ลูกศิษย์หรอก แค่จะสอนเพราะเวลาไม่มีแล้ว ศึกใหญ่กำลังใกล้เข้ามา และเจ้าก็เป็นคนที่ใช้การได้ เจ้าต้องเพิ่มระดับตัวเองให้ได้ภายในสามวัน”
ถึงจะรู้สึกเจ็บใจ แต่ดีวานก็ต้องยอมรับว่าเขาไม่มีทางเลือก อัลไคเซอร์คือจอมเวทไฟผู้เก่งที่สุดแห่งยุคและนับเป็นหนึ่งในคนที่เขาเคยอยากก้าวข้ามไปเก่งกาจกว่าให้ได้ แต่เมื่อเขามุมานะจะจัดการกับวอลโด และยังต้องรักษาสัญญาที่ให้กับด็อกมาไว้ว่าจะเป็นกำลังให้ ดีวานจำใจยอมรับข้อเสนอ
การฝึกของอัลไคเซอร์ไม่มีอะไรซับซ้อนเพราะดีวานมีพื้นฐานของการใช้เวทอยู่แล้ว เขาแค่ช่วยให้กระแสพลังเวทในตัวดีวานไหลเวียนดีขึ้น จากนั้นก็มอบบททดสอบด้วยการให้ดีวานโหมใช้เวทไฟให้มากที่สุดเพื่อให้ทะลุขีดจำกัดเดิม
“เมกะไฟร์ ครั้งที่ร้อยสี่สิบห้า” ไฟขนาดใหญ่พวยพุ่งออกจากมือและเข้าปะทะกับร่างของปีศาจที่อัลไคเซอร์เรียกออกมา แต่ความร้อนไม่มีผลกับมันเพราะร่างของมันก็เป็นเปลวไฟอยู่แล้ว