Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 344: การโจมตีที่มองไม่เห็น
แม้จะกลายมาเป็นสมาชิกอย่างไม่ค่อยเต็มใจ แต่การมีเวิร์นมาอยู่ด้วยมีผลกับกลุ่มและตัวเวิร์นเองอย่างมหาศาล ไม่เพียงในแง่ของกำลังรบที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว การมีตัวอันตรายอย่างเวิร์นอยู่ด้วยทำให้นักโทษทั้งหลายต้องคิดให้รอบคอบก่อนที่จะเล่นงานพวกเขา
เงินสามารถขับเคลื่อนทุกอย่างได้ในดีปบลูเฮล ด้วยเงินเพียงเล็กน้อยพวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนี้
นอกจากดาบมังกรที่ถูกขายให้กับนักโทษไปแล้ว อุปกรณ์ทุกชิ้นของเวิร์นต่างเป็นวัตถุในตำนาน พวกมันไม่สามารถถูกตีราคาและขายทอดตลาดได้ พวกผู้คุมจึงแยกกันเก็บรักษาแต่ละชิ้นเอาไว้ก่อนที่พวกเขาจะนำมันมาประมูลอีกทีในโอกาสต่อไป
“ชิ้นแรกเกราะเท้าแห่งซิลเวอร์ จะถูกประมูลในอีกสามวันข้างหน้า อยู่กับผู้คุมโรทาร์”
“ชิ้นที่สองหมวกเกราะแห่งซิลเวอร์ จะถูกประมูลในวันเดียวกัน อยู่กับผู้คุมฟาแฮค”
“ชิ้นที่สามโล่แห่งซิลเวอร์ จะถูกประมูลในเดือนถัดไป อยู่กับรองพัศดีเซนดาเรีย”
“ชิ้นสุดท้ายชุดเกราะแห่งซิลเวอร์ เช่นเดียวกับโล่มันจะถูกประมูลในเดือนถัดไป ชิ้นสุดท้ายและเป็นชิ้นที่ใหญ่ที่สุดอยู่กับพัศดีเวคเชอร์” เรย์ทบทวนข้อมูลทั้งหมดให้กับเวิร์นและลอเรนซ์ฟังอีกรอบ
“งั้นทางเลือกของเราก็มีสองทางสินะ หาเงินให้มากพอไปประมูลแข่งหรือไม่ก็รอดูว่าใครได้ไป แล้วไปแย่งคืนมา”
“มีอีกทางคือเล่นงานผู้คุมที่ถือของชิ้นนั้นก่อนที่การประมูลจะเริ่ม” เวิร์นเสนอเรื่องที่น่ากลัวออกมาหน้าตาเฉย
“แย่งกับผู้คุมเลยเหรอ” เรย์เอียงคอนึกตาม
“ที่นี่ไม่มีกฎอยู่แล้ว ถ้าไม่มีเงิน อยากได้อะไรก็ใช้กำลังแย่งมาได้ทั้งนั้น”
“ก็น่าสนใจอยู่” เรย์พึมพำ ใจจริงยังไม่อยากเชื่อหูตัวเองที่ลอเรนซ์ดันเห็นดีเห็นงามด้วยกับเวิร์น
ลอเรนซ์นั้นไม่อยากอยู่ในคุกนานไปกว่านี้ การจัดการกับธุระในคุกนี้ให้เสร็จเร็วขึ้นอีกแม้เพียงไม่กี่วันก็ดีพอสำหรับเธอ
นอกจากแผนเล่นงานผู้คุม เวิร์นยังคิดจะหาเรื่องกับแก๊งต่าง ๆ ในคุกอีกด้วย หนึ่งในนั้นคือหัวหน้าแก๊งใหญ่ที่ซื้อดาบมังกรของเขาไป ขณะที่เรย์ไม่อยากสร้างศัตรูเพิ่มมากกว่านี้เขาจึงใช้เวลาเกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าที่เวิร์นจะยอมรับดาบเขี้ยวหมาป่าของเขาไว้แทน
จบเรื่องดาบไป ผู้คุมโรทาร์จึงตกเป็นเป้าหมายแรก โรทาร์มีวิชาคล้ายกับคลังอาวุธเทพของลามินาหรือลามอนต์ ชายร่างยักษ์แบบเขามักสวมเกราะยักษ์สีทองที่สามารถหุ้มทั้งร่างไว้ได้ เขามีพลังมหาศาลระดับที่สามารถยกหินหนักหลายสิบตันได้สบาย ๆ และมีพลังที่เกี่ยวกับการผนึกการเคลื่อนไหวศัตรูอีกด้วย
เขาแข็งแกร่ง แต่เมื่อเทียบกับขุนพลที่เรย์เคยเจอในงานประชุมกษัตริย์โลก มันก็ไม่ได้โดดเด่นน่าตื่นน่าตื่นใจอะไรนัก เรย์อยากทดสอบฝีมือตนเอง เขาจึงขอให้ลอเรนซ์และเวิร์นทำเพียงแค่ดูต้นทางขณะที่เขาโจมตีโรทาร์
“ผนึก” โรทาร์วาดมือร่ายคาถาด้วยมือข้างหนึ่ง ในขณะที่กำปั้นที่เหมือนค้อนยักษ์ของเขากำลังพุ่งไปที่ใบหน้าของเรย์
พลังจากการผนึกไม่เพียงส่งผลถึงออรามังกรและพลังไฟฟ้าโดยตรง มันยังทำให้เรย์เคลื่อนไหวไม่ได้อย่างใจ แทนที่จะหลบการโจมตีนั้น เรย์กลับใช้หน้าผากของเขาหยุดหมัดของโรทาร์
“เป็นไปไม่ได้” ชายร่างใหญ่ร้องลั่น หน้าผากของเรย์มีบาดแผลจนเลือดไหลหยดลงมาแต่กำปั้นรวมทั้งเกราะมือของโรทาร์เองก็แหลกในสภาพที่แย่ยิ่งกว่าเป็นสิบเท่า
เรย์แสยะยิ้ม เขากำลังฝืนเอาชนะการผนึกและค่อย ๆ กลับมาขยับได้เหมือนเดิมทีละน้อย
“ทำไมถึงยังขยับได้ ทำไมโดนหมัดเมื่อกี้เข้าไปแล้วยัง…”
“หมัดน่ะใช้ได้เลย เล่นเอาเกือบวูบไปเหมือนกัน แต่ด้านการผนึกแล้วมันยังห่างไกลจากไอ้ที่ข้าโดนอยู่บ่อย ๆ” เรย์พูดถึงพลังในการผนึกของเวเน แม้ว่าเวเนจะเคลื่อนไหวไม่ได้ขณะใช้เวทมนตร์ตรึงร่างผู้อื่น แต่มันรุนแรงขนาดที่ว่าการจะขยับนิ้วสักนิ้วก็แทบเป็นไปไม่ได้แล้ว
โรทาร์ถอนหายใจยาวเมื่อเห็นออราที่รุนแรงขึ้นอีกของเรย์ เขารีบยกไม้ยกมือขึ้นห้าม “พอได้แล้ว พวกแกมาเพราะรองเท้าเกราะนั่นสินะ”
“ขอโทษนะ พวกเราไม่มีเงินพอจะประมูลมันหรอก” เรย์ตอบโดยซื่อ
“เอาเถอะ ดีปบลูเฮลมันเป็นที่แบบนั้นนี่นะ เงินและพลังคือทุกอย่าง ในเมื่อข้าสู้ไม่ได้ก็จะมอบมันให้ แต่ถ้าเจ้าคิดจะรวบรวมชิ้นที่เหลือ ขอบอกไว้เลยว่าผู้คุมคนอื่นอันตรายกว่าข้านัก”
“ขอบคุณที่เตือน” เรย์ฉีกยิ้มขณะรับของคืนมา
เวิร์นไม่ได้ขอบคุณเป็นคำพูดตอนที่เรย์คืนเกราะเท้าแห่งซิลเวอร์ให้ แต่เรย์เชื่อว่าเวิร์นยอมลดราวาศอกให้กับพวกตนทีละน้อย พวกเขาพูดคุยกันมากขึ้นแม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการชิงอุปกรณ์ชิ้นที่เหลือกลับคืนมา
เรื่องที่โรทาร์ถูกเล่นงานกระจายไปอย่างรวดเร็ว มันทำให้การโจมตีครั้งต่อมาพวกเขาต้องรัดกุมขึ้น
ฟาแฮคคือเป้าหมายถัดไป ต่างจากโรทาร์ที่มักอยู่คนเดียวเสมอ ฟาแฮคมีบริวารล้อมหน้าล้อมหลังแทบจะทุกเวลา โดยบริวารของเขาก็มีทั้งพวกผู้คุมระดับล่างและนักโทษที่เขาเรียกว่า ‘คนของฟาแฮค’
มันเหมือนสงครามขนาดย่อม ๆ ฟาแฮคไม่คิดว่าเขาจะถูกโจมตีในขณะที่อยู่ระหว่างการประชุมในกลุ่มย่อย มันคือช่วงเวลาที่ลูกน้องทุกคนของเขามากันพร้อมหน้า คนสติดีที่ไหนถึงจะกล้าเล่นงานพวกเขาในเวลาแบบนี้
แต่พวกเรย์ตั้งใจจะจัดการเขาและลูกน้องทั้งหมดไปพร้อมกัน เรย์และเวิร์นประสานท่าไม้ตายเป็นการเปิดฉาก ลมหายใจสายฟ้าและลมหายใจน้ำแข็งของคนทั้งสองปะทะกันอยู่ในห้องประชุมเล็ก ๆ มันระเบิดห้องทั้งห้องจนกระจุย แม้เรย์จะระวังไว้แล้วจึงไม่มีใครถึงแก่ชีวิต แต่ทุกคนต่างก็เจ็บกันถ้วนหน้า
“พวกแกนี่เอง คนที่เล่นงานโรทาร์”
“อีกไม่กี่นาทีหลังจากนี้ ก็จะเป็นคนที่เล่นงานทั้งโรทาร์และฟาแฮค” เวิร์นพูดพร้อมกับปล่อยจิตสังหารออกมา
บริวารของฟาแฮคมีอยู่หลายคนที่เป็นผู้ใช้พลังวิญญาณ พวกเขามองเห็นวิญญาณที่ลอเรนซ์สั่งให้มาโจมตีและพยายามจะหยุดวิญญาณเหล่านั้นไว้
ลอเรนซ์ไม่ใช่เนโครแมนเซอร์สายตรง พลังในการควบคุมวิญญาณของเธอได้รับสืบทอดมาจากสายเลือดของเทพธิดาแห่งความตาย อาจจะบอกว่าไม่มีเนโครแมนเซอร์คนใดในยุคนี้ที่มีพลังเหนือกว่าเธอก็ไม่เกินจริง
ลูกน้องของฟาแฮคเองก็เหนือกว่าที่พวกเรย์ประเมินเอาไว้ หลายคนในนั้นเคยสร้างชื่อไว้สมัยที่ยังไม่กลายมาเป็นนักโทษของดีปบลูเฮล ยิ่งพวกเขารวมพลังกันสู้ แม้แต่ผู้ที่มีพรสวรรค์อย่างลอเรนซ์ก็ไม่สามารถควบคุมวิญญาณที่ถูกคนมีฝีมือคนหลายคนช่วยกันหยุดไว้
ฟาแฮคเองก็เริ่มตอบโต้แล้วเช่นกัน เขาใช้อสูรอัญเชิญ ‘วอเธอร์ไทเกอร์’ เดวัลที่เหมือนกับน้ำก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างของเสือ
“โพสเซส” ฟาแฮคเสริมเวทอีกเวทเข้าไป เรย์รู้จักเวทมนตร์บทนี้เป็นอย่างดี เขาเห็นแอนทิสตาใช้มันมานับครั้งไม่ถ้วน มันคือเวทมนตร์ที่ทำให้ผู้ใช้และอสูรอัญเชิญรวมร่างเข้าด้วยกัน ด้วยเวทบทนี้ฟาแฮคจึงกลายเป็นร่างที่มีส่วนผสมระหว่าง มนุษย์ เสือ และมวลน้ำ
“ร่างนี้ไร้จุดอ่อน ไม่ว่าจะโจมตีอะไรเข้ามาก็ไม่สามารถทำอะไรข้าได้…”
เปรี๊ยะ ยังไม่จบประโยคดีสายฟ้าของเรย์ฟาดใส่ฟาแฮคอย่างจัง เขากระตุกด้วยความเจ็บปวด
“อ้าว บอกว่าไม่ได้ผลไม่ใช่เหรอ” เวิร์นฉีกยิ้ม
ฟาแฮคกระโดดถอยออกมาตั้งหลัก ร่างของเขาในตอนนี้อาวุธทั่วไปไม่สามารถทำอันตรายได้ นอกจากนั้นมันยังมีพลังต้านทานเวทมนตร์ที่สูงอีกด้วย เขาเองก็ประหลาดใจที่สายฟ้าของเรย์ได้ผลกับเขา
ฟาแฮคไม่รอให้ถูกโจมตีซ้ำ เขาเป็นฝ่ายรุกบ้าง มวลน้ำมหาศาลเกิดขึ้นจากร่างของเขา ฟาแฮคใช้คลื่นน้ำนี้ขยายการโจมตีออกไปโดยไม่ได้สนว่าบริวารของตนจะได้รับผลกระทบไปด้วย เขาตั้งใจจะฆ่าทุกคนที่อยู่ตรงนั้นทิ้งซะ
แต่เวิร์นไม่ยอมให้ฟาแฮคทำได้ตามใจ เขาลงมือในจังหวะเดียวกัน “ลมหายใจน้ำแข็ง บรีธออฟไอซ์”
ลมหายใจเยือกแข็งหยุดมวลน้ำเอาไว้ก่อนที่มันจะทำให้ทั้งชั้นนี้ของดีปบลูเฮลถูกถมด้วยน้ำทะเล แต่ฟาแฮคก็มองการโจมตีนี้ออกเช่นกัน เขายังเชื่อว่าน้ำแข็งของเวิร์นไม่สามารถหยุดพลังของตนได้
…น้ำท่วมทั้งชั้นนี้ได้เมื่อไหร่พวกแกก็ไม่รอด…
“ท่านฟาแฮค พวกเรายังอยู่ตรงนี้นะ” บริวารของฟาแฮคร้องขอชีวิตแต่เขาไม่ได้สนใจ มวลน้ำจากร่างกำลังขยายออกไปเรื่อย ๆ และผลักเอาส่วนที่ถูกแช่แข็งให้ย้อนกลับไปหาเวิร์นเอง
“ทรงพลังมาก” เวิร์นกัดฟันสู้ เขาเร่งพลังความเย็นขึ้นอีกแต่มันไม่มีประโยชน์พริบตาต่อมาทั้งชั้นก็จมอยู่ในน้ำแล้ว
“พวกแกพลาดเองที่มาสู้กับข้าที่นี่ ชั้นนี้น่ะไม่มีที่ให้น้ำระบายออกไปได้หรอกนะ อ๋อ ติดอยู่ในน้ำแบบนี้ถ้ายังอยากจะใช้น้ำแข็งอีกก็เชิญเลย”
เวิร์นเกือบจะทำตามที่ฟาแฮคท้าทายไว้ เขาตั้งใจจะแช่แข็งอีกฝ่ายโดยไม่สนใจว่าตนเองก็จะถูกแช่แข็งไปด้วย เขาคิดว่าหากฟาแฮคตาย น้ำที่เกิดจากพลังความสามารถอาจจะหายไปและช่วยทุกคนเอาไว้ได้ แต่คนที่ลงมือก่อนไม่ใช่เขา
เรย์ใช้เสี้ยววินาทีก่อนหน้านั้นทะยานผ่านน้ำไปจนถึงตัวฟาแฮคแล้ว
“สายฟ้าของแกก็เหมือนน้ำแข็งของเจ้านั่น แกใช้มันโดยไม่ให้ไปถูกพวกเดียวกันเองไม่ได้หรอก”
เรย์อยากตอบแต่เขาพูดในน้ำไม่ได้เหมือนฟาแฮค เขาทำได้แค่ตอบด้วยรอยยิ้มที่ราวกับจะสื่อว่า “เดี๋ยวก็รู้”
“เฮ้ย” ฟาแฮคอุทานสุดเสียง เขาเพิ่งสังเกตว่าลอเรนซ์และเวิร์นหายไปแล้ว สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือช่องประตูมิติที่กำลังจะปิดลง
…บ้าจริง ประตูมิติใช้ในดีปบลูเฮลไม่ได้นี่นา ไม่สิ ถ้าเปิดประตูในระยะสั้นอย่างแค่ชั้นที่อยู่ติดกัน…
…เทรา… เรย์เตรียมร่ายเวทสายฟ้าที่รุนแรงที่สุดของเขา
“เดี๋ยว! หยุดก่อน” ฟาแฮคร้องห้าม ในหัวกำลังนึกหาเหตุผลดี ๆ มาขอให้เรย์หยุด เขาอยากบอกอีกฝ่ายว่าถ้าร่ายเวทระดับเทรา ต่อให้พรรคพวกอยู่ในชั้นถัดไป ก็คงโดนลูกหลงไปด้วยแน่
แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้น น้ำที่ท่วมจนมิดถึงเพดานมีเฉพาะชั้นนี้ซึ่งเป็นชั้นปิดอย่างที่เขาเคยพูดเอาไว้
สายฟ้าของเรย์เล่นงานทุกอย่างในชั้นโดยไม่เลือกหน้า เขาหลอกให้ฟาแฮคตกใจกลัวโดยทำเป็นว่าจะร่ายเทรา แต่ในวินาทีปล่อย เขาจงใจลดพลังลงเหลือแค่เมกะ มันทำให้ทุกคนที่อยู่ในชั้นนี้รอดตายไปได้
ฟาแฮคบาดเจ็บและตกใจจนหมดสติ เขาคลายจากร่างผสมอสูรอัญเชิญและกลับเป็นร่างมนุษย์เหมือนเดิม มวลน้ำมหาศาลที่เป็นเวทมนตร์สลายไปราวกับเรื่องโกหก
พวกเรย์มารวมตัวกันที่ห้องประชุมย่อยของฟาแฮค พวกเขาบังคับให้บริวารฟาแฮคที่รอดตายมาได้ช่วยเปิดตู้นิรภัย รอไม่นานนักพวกเรย์ก็ได้รับรางวับตอบแทนความเหน็ดเหนื่อย
“หมวกเกราะแห่งซิลเวอร์” เวิร์นพึมพำขณะที่ตรวจสอบของเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นของจริง
“เหลือแค่โล่และเกราะส่วนลำตัวก็ครบแล้วสิ”
“ถ้าจะให้ครบสมบูรณ์ ก็ต้องมีเกราะมือที่ถูกซิกมายึดไป และดาบแห่งซิลเวอร์” เรย์ตอบลอเรนซ์
“พวกนั้นอยู่นอกคุกนะ… นี่เจ้าตั้งใจจะช่วยหาต่อแม้ว่าจะออกจากคุกแล้วรึ”
“ที่บอกว่าอยากสู้กับเจ้าตอนที่สมบูรณ์พร้อม ข้ารวมของพวกนั้นไปด้วยแล้ว”
“แต่ก่อนอื่น เราต้องจัดการกับเซนดาเรียและเวคเชอร์ในคุกนี้ก่อน”
“งานประมูลของอีกสองชิ้นจะจัดในเดือนต่อไป เรายังมีเวลาอีก…”
ตุบบบ
เรย์และเวิร์นหันขวับไปมองตามเสียง พวกเขาพบว่าลอเรนซ์ทรุดลงไปนอนไปพื้น ร่างของเธอมีเลือดไหลออกมา
“ลอเรนซ์” เรย์วิ่งเข้าไปประคองอีกฝ่าย เขาเพิ่งเห็นว่ามีแผลเหวอะหวะที่บริเวณไหล่และอกของลอเรนซ์ แต่เขามองไม่ออกว่ามันเป็นแผลจากอะไร ไม่มีร่องรอยใด ๆ ไม่มีลูกศร กระสุน หรือหลักฐานใด ๆ ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าตกอยู่
“ถูกโจมตี ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” เวิร์นเหลียวซ้ายแลขวา ในห้องนั้นไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเขาสามคนกับบริวารของฟาแฮคที่กำลังตื่นกลัวสุดขีด
“เหวอ… ท่านเซนดาเรีย ไว้ชีวิตข้าด้วย”
“อย่าวิ่งไปทางนั้น” เรย์ตะโกนห้ามแต่ไม่ทันแล้ว บริวารผู้หวาดกลัววิ่งไปทางประตูหน้าโดยหวังเพียงให้พ้นจากอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น
ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ พลัก
ร่างของชายผู้น่าสงสารล้มหน้าฟาดพื้นราวกับหุ่นเชิดที่ถูกตัดสาย เลือดค่อย ๆ ไหลจากสภาพที่นอนคว่ำหน้า เรย์ทำท่าจะกระโจนเข้าไปเพื่อตรวจสอบแต่เวิร์นคว้าไหล่เขาไว้
“ศัตรูอาจยังอยู่”