Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 349: สมาชิกคนที่สี่
“ทุกคนถอยออกไป พวกนี้ไม่ใช่ศัตรูที่พวกเจ้ารับมือได้” อลิซิลลาบอกกับพวกชาวบ้าน ดูเหมือนทุกคนจะเชื่อเธอ แต่ละคนค่อย ๆ ถอยหลังออกไปแต่ตายังคงจับจ้องพวกเรย์อย่างระแวดระวัง
“เหมือนเผ่าปีศาจมากกว่าเดวัลนะ” ลอเรนซ์รำพึงขึ้น
“ไม่ใช่… นั่นไม่ใช่ร่างจริง” เรย์สัมผัสได้ก่อนลอเรนซ์ เขามองเห็นบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังอลิซิลลา พลังจิตที่รุนแรงเผยร่างจริงของเธอออกมาชั่วพริบตาหนึ่ง เรย์ได้มองเห็นสัตว์ร้ายสีขาวรูปร่างก้ำกึ่งระหว่าง หมี เสือหรือหมาป่า
เรย์ไม่ได้สัมผัสความรู้สึกเช่นนี้มานานแล้ว เขาเคยคิดว่านอกจากเทพปีศาจก็คงไม่มีอะไรที่ทำให้ตนสั่นเทิ้มไปด้วยแรงกดดันเช่นนี้ อย่างไรก็ตามความน่ากลัวนี้ก็แตกต่างออกไปจากที่รู้สึกกับเทพปีศาจ เฮลวอล์คเกอร์ หรือแม้แต่รีนาร่างมารที่เคยทำให้เรย์ต้องสละชีวิตตามประวัติศาสตร์เดิม
“ไม่ตลกซะแล้ว ยังมีตัวแบบนี้อยู่ในซีนอีกรึเนี่ย”
ลอเรนซ์เล็งปืนไปที่อีกฝ่าย มันจะต้องเป็นศึกหนัก แต่ใจของเธอยังเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าเธอและเรย์จะไม่แพ้
“พวกเจ้ากลับไปได้รึไม่” อลิซิลลาเป็นฝ่ายเริ่มเจรจา
“เจ้าวางแผนอะไรกันแน่ แล้วชาวบ้านพวกนี้ถูกเจ้าควบคุมเหรอ”
“อย่ามาว่าร้ายเธอนะ” ถึงจะอยู่ไกลออกไปแต่ฮิวโกก็ได้ยินทุกอย่าง เขาและชาวบ้านที่สงบลงก่อนหน้านี้กลับมาเดือดอีกครั้งเมื่อได้ยินเรย์ว่าร้ายอลิซิลลา
“ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย พวกเขาอยากช่วยข้าเอง ข้ามาอยู่ที่นี่หลายสิบปีแล้ว พวกเขาจึงมองข้าเป็นเหมือนเพื่อนเหมือนญาติคนหนึ่ง”
“หมายความว่ายังไงเนี่ย ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เดวัลอันตรายเหรอ” เรย์หันไปถามลอเรนซ์
“ต้องใช่สิ เจ้าก็สัมผัสจิตสังหารเมื่อกี้ได้ไม่ใช่เหรอ”
“ข้าไม่อยากให้พวกเจ้าทำร้ายคนที่เกาะนี้” อลิซิลลาชี้แจ้งเพิ่ม
“เราเป็นฝ่ายโดนโจมตีต่างหาก”
อลิซิลลาหลับตาลงอย่างครุ่นคิด “ข้าไม่ได้มีปัญหาเรื่องสู้กับพวกเจ้าหรอก แต่หากคนที่แข็งแกร่งแบบพวกเราสู้กันบนเกาะนี้ ทั้งเกาะทั้งคนคงถูกทำลายย่อยยับอย่างแน่นอน พวกเจ้าเองก็คงไม่อยากให้ชาวบ้านมาถูกลูกหลงไปด้วยใช่ไหม”
“จะย้ายที่ ข้าก็ไม่มีปัญหา”
“ข้ามีข้อเสนอที่ดีกว่านั้น” รอยยิ้มปรากฏขึ้นในสีหน้าที่ดูไร้อารมณ์มาตลอด “เอาแบบนี้ดีไหม พวกเจ้าเอาศพของข้าไปรับรางวัล”
“หา?”
“เมื่อหลายวันก่อน ข้าเพิ่งได้ซากของเดวัลมาตัวหนึ่ง มันน่าสนใจดีก็เลยดัดแปลงซากกันไปเยอะเลย ต่อให้ผู้เชี่ยวชาญมาเห็นก็คงเข้าใจว่ามันเป็นเดวัลสายพันธุ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน…”
“จะให้พวกเราเอาซากกลับไปแล้วบอกว่ามันคืออลิซิลลางั้นเหรอ”
“พวกเจ้าเอาร่างกลับไป ได้ทั้งเงินรางวัลและชื่อเสียง ส่วนข้าก็ได้อยู่อย่างสงบต่อไป ทุกฝ่ายมีความสุขไม่ใช่เหรอ”
“แล้วผู้คนมากมายที่เคยถูกเจ้าฆ่าล่ะ”
“เรื่องมันผ่านมาเนิ่นนานแล้ว ตอนนี้เจ้าก็เห็นแล้วว่าข้าอยู่อย่างสงบสุขในหมู่บ้านนี้มาหลายปีโดยไม่มีปัญหาอะไร”
เจอเหตุผลของอลิซิลลาเข้าไปเรย์ก็มุ่งมั่นกำจัดต่อไม่ไหว เขารับภารกิจนี้เพราะเชื่อว่าอลิซิลลาคือภัยร้าย แต่ถ้าอีกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ มันยังมีเหตุผลที่เขาจะล่าเธออีกเหรอ
ลอเรนซ์เห็นเรย์กำลังลังเลจึงเตือนเขา “อย่าไปหลงลมปากง่าย ๆ สิ ยายนี่เชื่อไม่ได้หรอก”
“เห… อะไรทำให้เจ้ามั่นใจขนาดนั้น” อลิซิลลาฉีกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“นั่นสิ ทำไมเจ้าถึงเชื่อแบบนั้นล่ะ”
“มันไม่มีหลักฐานหรอก แต่ยายนี่ส่งกลิ่นไม่น่าไว้ใจตลบอบอวลเลยไม่ใช่เหรอ แม้แต่ที่เธอซุ่มอยู่เงียบ ๆ ในเกาะซามานาก็น่าจะมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ข้ารู้สึกแบบนั้น”
“เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว” อลิซิลลายักไหล่ “แต่เอาเถอะ ข้าก็เข้าใจอยู่หรอก สมัยก่อนข้าก็ทำเรื่องไว้เยอะ ทำประเทศหายไปก็ไม่น้อย จะไม่เชื่อใจก็เข้าใจได้”
“จะเอายังไงดี” เรย์สับสนวุ่นวายใจ “สู้ตรงนี้ก็ไม่ได้ ปล่อยไว้ก็น่ากังวล แต่ว่านะ… ที่สำคัญคือเธออาจจะกลับตัวแล้วจริง ๆ ก็ได้ไม่ใช่เหรอ ถ้าเป็นแบบนั้นเราก็ไม่ควรยุ่งกับเธออีก”
“ในฐานะอดีตเอ็กซิคิวชันเนอร์ ข้ากล้าพูดเลยว่ากำจัดที่นี่ซะจะดีที่สุด ยายนี่มีกลิ่นแบบเดียวกับกัลลาร์ดเลย ตอนนี้เธอยังไม่ทำอะไร แต่สักวันเธอต้องกลายเป็นมหันตภัยอย่างแน่นอน”
“แต่ข้าไม่ใช่ฟอร์ชาโดเวอร์นะ เรื่องจะให้ฆ่าใครเพียงเพราะคิดว่าอนาคตเขาจะทำเรื่องร้าย ๆ ข้าทำไม่ได้หรอก”
“เจ้า!” ลอเรนซ์โมโหจนคิ้วกระตุก รู้สึกอยากเอาด้ามปืนเคาะหัวอีกฝ่ายสักเปรี้ยง
“ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ พวกเจ้าสองคนนี่น่าสนุกดีนะ” อลิซิลลาหัวเราะคิกคัก
“เงียบไปเลยเจ้าน่ะ”
หนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวเถียงกันไปเถียงกันมาอีกหลายประโยค เกินกว่าครึ่งไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของอลิซิลลาแต่เป็นการกระทำของอีกฝ่าย ลอเรนซ์บ่นที่เรย์ใจอ่อนเรื่องไม่เป็นเรื่องและเรื่องที่เขามักจะทำผิดจากที่ตกลงเอาไว้อยู่เสมอเพราะเกิดอยากช่วยคนอื่นขึ้นมา ส่วนเรย์ก็บ่นลอเรนซ์เรื่องที่เธอยังติดนิสัยตอนที่เป็นเอ็กซิคิวชันเนอร์ เธอชินกับการตัดสินผู้อื่นและไม่ลังเลจะสังหารหากเห็นว่าเป็นภัย
“พวกเราคือกลุ่มอะบีส พวกเราฆ่าเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น”
“โซนาตาเคยพูดแบบนั้นที่ไหน นายมันบ้าคิดไปเอง”
อลิซิลลายกมือขึ้น “ขอแทรกนิดได้ไหม”
“อะไร” ลอเรนซ์ตะโกนใส่เพราะยังโมโหเรย์อยู่
“ข้ามีข้อเสนอให้กับพวกเจ้า นอกจากข้าจะมอบซากปลอมของข้าให้แล้ว ข้าจะติดตามพวกเจ้าไปด้วยดีไหม จะได้จับตาดูข้าได้ตลอดยังไงล่ะ”
“ติดตาม… หมายถึงเจ้าอยากจะเป็นนักผจญภัย?”
“พวกเจ้าสองคนดูน่าสนุกดี ข้าเองก็ไม่ได้เห็นโลกภายนอกนานแล้ว เจ้าได้จับตาดูข้าอย่างใกล้ชิด ก็จะไม่ต้องกังวลว่าข้าจะไปทำอะไรไม่ดี ส่วนข้าก็ไม่ต้องถูกฆ่าที่นี่”
“พูดอะไรไร้สาระ เจ้ายังไม่รู้เลยว่าพวกเราจะทำอะไรต่อหลังจากนี้”
“แล้วจะทำอะไรล่ะ”
“ข้าตั้งใจว่าหลังจากจบภารกิจนี้ พวกเราจะมุ่งเป้าไปที่การจัดการกับเทพปีศาจ”
“เทพปีศาจ…” อลิซิลลากุมคางครุ่นคิด
“รู้แบบนี้ยังอยากมากับพวกเราอีกเหรอ ต่อให้เจ้าแกร่งขนาดไหนแต่ศึกกับเทพปีศาจอาจจะไม่มีใครรอดเลยก็ได้”
“แต่พวกเจ้าก็ไม่ได้คิดจะไปฆ่าตัวตายใช่ไหม ตอนที่พูดถึงเทพปีศาจข้าสัมผัสได้ถึงการเตรียมใจ แต่แปลกมากที่ข้ารู้สึกได้เช่นกันว่าพวกเจ้าเหมือนรู้ว่าตนเองจะสามารถเอาตัวรอดได้ ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้กันนะ”
“ยายนี่อันตรายแน่ ๆ” ลอเรนซ์กระซิบกับเรย์ เขาเริ่มเห็นด้วยนิด ๆ อย่างน้อยสัญชาตญาณของลอเรนซ์ก็แม่นยำจนน่าขนลุก
“เอาเป็นว่าข้าสนใจ ที่เหลือก็ขึ้นกับคำตอบของพวกเจ้าแล้วล่ะ”
ถึงจุดนี้พวกชาวบ้านไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกพวกเขารุมเข้ามาที่อลิซิลลา ต่างคนต่างก็ขอร้องให้เธอตัดสินใจใหม่อีกครั้ง
“เจ้าไม่จำเป็นต้องไปกับพวกนี้หรอก”
“อยู่ที่นี่ต่อเถอะ เจ้าคือส่วนหนึ่งของเกาะซามานานะ”
“พวกเราจะไล่มันออกไปเอง เจ้าอย่าไปเลย”
ทั้งเด็ก ทั้งคนแก่ ทั้งหนุ่มและสาว ต่างก็พยายามเกลี้ยกล่อมอลิซิลลาให้เปลี่ยนใจ เธออุ้มเด็กน้อยคนหนึ่งที่ร้องไห้ไม่ยอมหยุดขึ้นและบอกทุกคนอย่างอ่อนโยนว่าเธอเชื่อว่านี่คือทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
“ค่าหัวของข้ายังอยู่ ต่อให้ไล่คนพวกนี้ไปในอนาคตก็อาจมีนักผจญภัยกลุ่มใหม่มาที่นี่อีก ข้าจะปล่อยให้ครอบครัวของข้าเดือดร้อนได้ยังไง”
“ข้าอยากให้นางไปด้วย ข้ารู้ว่าเจ้าต้องโกรธข้าแน่” เรย์บอกกับลอเรนซ์
เธอถอนหายใจเบา ๆ “ข้าโกรธตัวเองมากกว่า”
เรย์ไม่เข้าใจความหมายของอีกฝ่าย ลอเรนซ์ไม่ได้อธิบายต่อว่าเธอโกรธตัวเองที่ถึงจะเหนื่อยใจกับความใจอ่อนของเขาแค่ไหน แต่เธอก็ไม่สามารถเกลียดเขาได้ลง
เรย์รอจนชาวบ้านทั้งหลายยอมถอยกลับไป เขาเดินเข้าไปใกล้อลิซิลลาอีกครั้งพร้อมกับยื่นมือออกไป
“ยินดีต้อนรับสู่กลุ่มของเรา”