Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 358: เรย์และลอเรนซ์
“คิดว่าข้าในตอนนี้สู้กับเจ้านั่นได้รึเปล่า” ชายหนุ่มถามเพื่อนร่วมทางขณะที่เขากำลังฉีกกระชากร่างของสัตว์ประหลาด เขาเคยเชื่อว่าโลกมืดมิดนี้ว่างเปล่า แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย
“อยากให้ตอบตามจริงรึเปล่าล่ะ”
ชายหนุ่มเจอถามย้อนก็พอเดาคำตอบได้ไม่ยาก เขายังห่างชั้นจากคน ๆ นั้น คนที่ทำให้ตนต้องมาติดอยู่ในโลกมืดแบบนี้
“ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก ตราบใดที่เชื่อข้าเจ้าจะแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้อีก” แสงสว่างที่นาน ๆ ครั้งจะเกิดขึ้นบนโลกนี้สะท้อนที่ปลายเคียวอันใหญ่ของผู้ที่เขาสนทนาด้วย
การประชุมกษัตริย์โลก ถ้าเป็นไปตามประวัติศาสตร์ที่เรย์จดจำได้ทั้งจากเรื่องที่เขาพบเองและจากหนังสือประวัติศาสตร์ที่โซนาตามอบให้ เหตุการณ์นี้ควรจะเกิดขึ้นหลังจากการปะทะกับเวิร์นที่วิหารในหมู่บ้านเคไซทัส
ในอดีต ความเจ็บใจที่พ่ายแพ้ต่อเวิร์น ต้องทนเห็นเพื่อนอย่างลาโตร ไกราและแอนทิสตาถูกเล่นงานในงานประชุมนี้โดยที่ตนไม่สามารถทำอะไรได้เลยสักนิด เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรย์อยากเก่งกาจขึ้น
นึกดูแล้วเรย์ก็ต้องขอบคุณเวิร์นเช่นกัน หากไม่มีเวิร์นนิสัยเสียคนนั้นก็อาจไม่มีเรย์ในวันนี้ การมีคู่แข่งที่อยากเอาชนะคือยากระตุ้นที่ดีที่สุดสำหรับเขา
กษัตริย์ชรามัลการ์กับซิกมารอพวกเรย์อยู่ที่เมืองหลวงของโซดาเรีย
“เวลาอาจจะเหลือไม่มากแล้ว พวกเรารีบไปเข้าเฝ้ากันเถอะ” ซิกมาพูดประโยคนี้กับเรย์อีกครั้ง
นับจากครั้งสุดท้ายที่เรย์ได้พบกับกษัตริย์ชรา เวลาไม่ได้ผ่านไปเนิ่นนานแต่สำหรับอีกฝ่ายที่กลายเป็นชายแก่ผอมแห้งหนังหุ้มกระดูกคงรู้สึกแตกต่างออกไป
“โรคชราน่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” พูดจบกษัตริย์ชราก็ไอเสียยกใหญ่ เรย์รู้สึกว่าเขาอาการแย่กว่ารอบที่แล้วที่ตนได้พบ
“ดูเหมือนกลุ่มของเจ้าจะมีคนเพิ่มนะ ดี ดี…” เป็นอีกครั้งที่เรย์จำได้ว่ามันคือประโยคเดิมในอดีต
“ได้โปรดอย่าฝืนพระวรกายอีกเลย ข้าพระองค์พอจะทราบจุดประสงค์ที่ถูกเรียกมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกเราทั้งสี่เต็มใจและรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับมอบหมายหน้าที่นี้” เพื่อไม่ให้กษัตริย์ชราต้องฝืนพูดมากเกินไปเรย์ตัดสินใจสรุปความอย่างรวบรัด
“งั้นรึ ซิกมาคงเล่าให้ฟังแล้วสินะ”
ซิกมาจำไม่ได้ว่าเขาเคยบอกรายละเอียดเรย์ไปแล้ว แต่เรย์เป็นฝ่ายแจงรายละเอียดออกมา โซดาเรียและประเทศอื่น ๆ กำลังตามหาลูกแก้วศักดิสิทธิ์ทั้งหกลูกและโซดาเรียก็ได้มาแล้วถึงสองลูกด้วยกัน แต่การตามหาลูกแก้วตามลำพังนั้นมีขีดจำกัด ในที่สุดทุกประเทศก็ยอมรับว่าพวกเขากำลังถึงทางตัน หนทางสุดท้ายที่เหลืออยู่มีเพียงแค่การประชุมเพื่อขอความร่วมมือจากทั้งโลก
ด้วยสุขภาพของมัลการ์ในเวลานี้การฝืนเดินทางคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ เขาจึงตั้งใจเรียกเรย์มาช่วยในฐานะตัวแทนของโซดาเรียนั่นเอง
“ข้าพระองค์จะพยายามอย่างเต็มที่พ่ะย่ะค่ะ” เป็นอีกครั้งที่เรย์รีบรวบรัดตัดความ เขาไม่อยากให้เวลาที่เหลือน้อยนิดของกษัตริย์มัลการ์ต้องสูญเสียไปเพราะการหารือที่เขามองว่ามันไม่จำเป็นอีกแล้ว
ลูกแก้วอัคคีที่ได้มาก่อนหน้านั้นและลูกแก้วอัศนีที่ได้จากการขุดค้นใกล้กับหมู่บ้านออสซัมถูกมอบให้กับเรย์ จากนั้นกลุ่มของพวกเขาก็อาศัยเวทมนตร์ของลอเรนซ์เดินทางกลับสู่อัลกราดอีกครั้ง
เพราะไม่ต้องเสียเวลากับการเดินทางเลยสักนิด พวกเรย์จึงมีเวลาอีกเหลือเฟือก่อนที่งานจะเริ่ม เขาคิดจะปล่อยให้ทุกคนได้พักผ่อนอีกนิดก่อนที่จะมารวมตัวกันใหม่อีกครั้งเมื่องานเริ่ม แต่ไป ๆ มา ๆ ทุกคนกลับตามติดเขาไม่ต่างจากเดิม
“เจ้ายังติดข้าเรื่องนั้นอยู่นะ” สาเหตุที่เวิร์นตามมาคือช็อกโกแลตบราวนี่สูตรพิเศษที่เรย์รับปากไว้ว่าจะให้เขาชิม เรย์ประหลาดใจมากที่เวิร์นรู้เรื่องเกี่ยวกับขนมมากกว่าที่คาด เวิร์นเคยไปมาทั่วทุกมุมโลกและเขาก็เคยลิ้มลองของหวานมาแล้วทุกที่ คำแนะนำของเขาช่วยให้เรย์สามารถปรับปรุงรสชาติขนมต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ขึ้นอีกขั้น
“ส่วนข้าก็ต้องจับตาดูไม่ให้เจ้าไปก่อเรื่องที่ไหนไงล่ะ” ลอเรนซ์ชี้แจงสาเหตุที่ยังเกาะติดอยู่กับกลุ่ม
“แล้วเจ้าล่ะ ไม่มีอะไรที่อยากไปทำบ้างเหรอ” เรย์หันไปถามอลิซิลลา อีกฝ่ายยักไหล่
“ไม่มี ข้าคิดว่าดูพวกเจ้าสนุกดี เว้นแต่ว่าเจ้าอยากจะจู๋จี๋กับลอเรนซ์แค่สองคนก็บอกแล้วกัน”
“เฮ้ย มันไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย” เรย์รีบปฏิเสธเป็นพัลวัน
“งั้นเหรอ แย่จริง นี่แม้แต่ข้าก็ไม่ทันสังเกตรึเนี่ย ยินดีกับพวกเจ้าทั้งสองคนนะ” เวิร์นทำเหมือนไม่ได้ยินที่เรย์ปฏิเสธ เขามองเพื่อนทั้งคู่ที่เข้าใจว่าลงเอยกันแล้วด้วยความยินดี
ลอเรนซ์ไม่ได้ยอมรับแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธซะเต็มที่แบบเรย์ “มันไม่ใช่แบบที่พวกเจ้าคิดหรอก อย่างเรย์เค้าชอบสาวใหญ่แบบคุณเบียราล่ะมั้ง”
“นั่นก็ไม่ใช่เหมือนกัน” เรย์ส่ายหน้า “ข้าชื่นชมคุณเบียรา มองเธอเหมือนกับพี่สาวคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจะชอบแบบนั้นเสียหน่อย”
“งั้นชอบแบบไหนล่ะ” อลิซิลลายิ้มอย่างนึกสนุก เธอเดินเข้าไปโอบไหล่ลอเรนซ์ “แล้วแบบนี้ล่ะ”
“อะ เอ่อ… คือ”
“ท่ามากกันอยู่ได้ น่ารำคาญจริง” เวิร์นถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “เห็นชัดว่าชอบกัน คบ ๆ กันไปเลยก็สิ้นเรื่อง”
เรย์พยายามจะเปลี่ยนเรื่องแต่ก็ไม่สำเร็จ เขากลัวว่าลอเรนซ์จะโกรธที่ถูกเวิร์นกับอลิซิลลาจับคู่ให้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะตรงกันข้าม ลอเรนซ์ไม่ได้ถือสาเรื่องนั้น
“ยังมีเรื่องของเทพปีศาจต้องจัดการ ข้ายังไม่มีเวลาคิดเรื่องแบบนั้นหรอก” เรย์เฉไฉ
“งั้นเหรอ แล้วถ้าหลังจากจบเรื่องของเทพปีศาจแล้วล่ะ” ลอเรนซ์สวนขึ้นมา
“ไม่เอาน่า เจ้าก็เล่นตามพวกนี้ไปด้วยงั้นเหรอ”
“เจ้ามองไม่ออกเหรอว่าข้ารู้สึกยังไง แล้วเจ้าล่ะคิดยังไงกันแน่” ลอเรนซ์เป็นฝ่ายรุก เธอจู่โจมในจังหวะที่เรย์ไม่ตั้งตัว เธอไม่สนใจด้วยซ้ำว่าเวิร์นและอลิซิลลามองอยู่
อลิซิลลาและเวิร์นรู้งานเป็นอย่างดีทั้งคู่แกล้งพูดเรื่องอื่นพร้อมกับตั้งใจเดินทิ้งระยะออกมาปล่อยให้สองคนได้ใช้โอกาสนี้พูดเรื่องที่อยากพูดออกมาโดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีก้างขวางคอ
“เจ้าล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย”
“ข้าคิดเรื่องนี้มาสักพักแล้ว พวกเราน่ะใช้ชีวิตในแบบที่อาจจะตายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ได้นะ ข้าไม่อยากจะตายไปโดยที่ไม่มีโอกาสบอก”
“ลอเรนซ์” เรย์เรียกชื่อเธอเพราะเขาพูดอะไรอื่นไม่ออก พอนึกตามอย่างที่เธอว่า หากวันนี้หรือพรุ่งนี้เธอผู้นี้ไม่ได้อยู่ข้าง ๆ เขาอีกแล้ว แค่นึกถึงเรย์ก็เจ็บแปลบขึ้นในอก (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“เกลียดรึเปล่า ผู้หญิงที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน”
“ไม่เลย” เรย์ตอบด้วยความสัตย์จริง เขาประทับใจเธอตั้งแต่ตอนที่เห็นเธอพยายามอย่างหนักเพื่อให้อัสการ์หันมาสนใจ เรย์เคยคิดว่าถ้ามีใครมาชอบเขาแบบนั้นบ้างเขาคงรู้สึกเป็นสุขไม่น้อย
เรย์ไม่เคยรู้ตัวว่ามีหญิงสาวมากมายเคยชื่นชมเขา ด้วยความซื่อที่เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นความเขลา เขามองไมตรีที่สาว ๆ มักมอบให้ว่าเป็นเพียงแค่ความรักฉันมิตร
ลอเรนซ์ตรงไปตรงมาแตกต่างออกไป นี่เป็นครั้งแรกที่เธอสารภาพออกมาตรง ๆ แต่จริง ๆ แล้วเรย์รับรู้มาตลอดด้วยว่าอีกฝ่ายมองเขาเป็นมากกว่าเพื่อน
“ข้าคิดว่าตัวเองน่าละอายที่ปล่อยให้เจ้าต้องเป็นฝ่ายพูดก่อน ทั้งที่…”
เรย์สูดลมหายใจลึกหลายครั้งเพื่อรวบรวมความกล้า เป็นท่าทีที่ลอเรนซ์เห็นแล้วอดเอ็นดูไม่ได้
“ขะ.. ข้าเองก็ชอบเจ้า บางทีอาจจะมากกว่าที่เจ้าชอบข้าด้วยซ้ำ” เรย์พยายามอย่างมากที่จะเค้นคำพูดออกมาและเขาก็ทำได้สำเร็จ “อ้อ แต่อย่าถามนะว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ข้าก็ไม่รู้ตัวหรอก”
แทนที่ฟังแล้วจะเขินอาย ลอเรนซ์กลับหัวเราะคิกคัก “อะไรกัน มีพูดดักด้วย กำลังจะถามพอดีเลยว่าตั้งแต่เมื่อไรกัน”
“ขอโทษนะ เคยคิดว่าจะหาโอกาสดี ๆ กว่านี้เพื่อบอก แต่มาบอกโต้ง ๆ ไม่ค่อยโรแมนติกเอาซะเลย”
“ก็ไม่ค่อยโรแมนติกจริง ๆ นั่นแหละ” ลอเรนซ์มองดูถนนที่ไม่ค่อยมีผู้คนผ่านไปมามากนัก ไกลออกไปมีเวิร์นและอลิซิลลาที่กำลังพูดคุยกันอยู่ห่าง ๆ โดยที่ไม่สามารถจับใจความได้
“งั้นแบบนี้พวกเราสองคนก็…”
ลอเรนซ์คว้ามือเรย์มาจับไว้แทนคำตอบ
“ถ้าทำให้ข้าเสียใจทีหลังล่ะก็ ไม่เก็บเจ้าไว้แน่” ลอเรนซ์พูดกึ่งทีเล่นทีจริง
“ไว้มาลองดูกัน”
ทั้งสองพูดคุยหยอกล้อกันอีกเล็กน้อย เรย์ถือโอกาสนี้ขออีกฝ่ายคบหาดูใจอย่างเป็นทางการ ซึ่งทางลอเรนซ์ยอมตกลงด้วย
พวกเขาตกลงกันไว้ว่าหากทั้งคู่สามารถรอดจากศึกกับเทพปีศาจได้ พวกเขาจะแต่งงานกัน
เวิร์นและอลิซิลลารู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเห็นเรย์และลอเรนซ์เดินจูงมือกันมาสมทบ
“ยินดีด้วย” เวิร์นยิ้มหน้าบาน ดูยินดีซะยิ่งกว่าเรย์กับลอเรนซ์เสียอีก รู้สึกโล่งใจเหมือนกับเห็นญาติสนิทกำลังจะได้เป็นฝั่งเป็นฝา
“น่าสนใจ พวกเจ้าต่างก็แข็งแกร่ง ถ้ามีลูกก็คงต้องออกมาน่าสนใจแน่” อลิซิลลาจินตนาการถึงทายาทของทั้งคู่ เธอเห็นภาพของเด็กคนหนึ่งที่มีทั้งพลังสายฟ้าและความมืดอยู่ในตัว
“ลูกอะไรกัน” ลอเรนซ์โวยวาย “ยังไม่ได้แต่งงานซะหน่อย แค่ดู ๆ กันอยู่”
“จะหมั้นกันไว้ก่อนก็ดีนะ” เรย์เสนอ
“ไม่ต้องหรอกน่า ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายก็ไม่มีสักหน่อย” ลอเรนซ์แอบนึกถึงซิกมา เขาเป็นคนที่ใกล้เคียงกับพ่อของเรย์ที่สุดแล้ว
พวกเรย์พักต่อกันในอัลกราดอีกหลายวัน ส่วนใหญ่สิ่งที่ทั้งสี่ทำจะวนเวียนอยู่กับการตระเวนไปตามร้านอาหารและร้านค้าที่หากไม่ใช่ช่วงเทศกาลแล้วเมืองแห่งศาสนานี้ก็ไม่ได้มีร้านรวงให้เลือกจับจ่ายใช้สอยมากมายนัก
เรย์แทบลืมไปสนิทว่าวันนี้เป็นวันสำคัญ จนได้ยินเสียงเอะอะของหญิงสาวกลุ่มเล็ก ๆ ที่หัวมุมถนน พวกเธอกำลังทะเลาะกับทหารยาม
เขานึกออกกะทันหัน วันนี้ไม่ใช่แค่วันธรรมดา ๆ วันหนึ่งอย่างที่เขาคิดแต่เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญเพราะมันคือวันแรกที่เขาจะได้พบกับอีกหนึ่งจอมดาบ
ฟรีโอนิเอล เลอนอฟจอมดาบแห่งประเทศซิแปง อัจฉริยะเชิงดาบที่เดิมทีสืบสายเลือดมาจากตระกูลจอมเวทชั้นสูงของพามิลเลส เรย์เชื่อว่าเขาคือสาเหตุที่ทำให้นักดาบอย่างซาซากิไม่มีที่ยืนในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตน
ตามประวัติศาสตร์ ฟรีโอนิเอลผู้นี้จะเป็นกำลังสำคัญให้กับกลุ่มของเรย์ ส่วนตอนที่โอเปราทำให้ประวัติศาสตร์บิดเบือนไป ฟรีโอนิเอลถูกเล่นงานอย่างหนักในงานประชุมครั้งนี้และกลายไปเป็นลูกน้องของโอเปราอีกที
“เสียมารยาท!! พวกข้าคือตัวแทนของอาณาจักรปาลอมเม เราเดินทางมาจากทวีปซีโรเปียเชียวนะ แล้วนี่รึการต้อนรับของพวกเจ้า” สาวผิวแทนกำลังชี้หน้าดุว่าทหารของอัลกราดที่เข้ามาตักเตือนเธอ
“แต่… เอ่อ ชุดพวกนี้ไม่เหมาะสม พวกท่านอย่างน้อยก็น่าจะหาอะไรมาคลุมสักหน่อย…”
เรย์ไม่ได้สนใจการถกเถียงของทั้งสองฝ่ายเพราะเขากำลังสอดส่ายสายตาไปยังฝูงชนที่เข้ามามุง ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่นานฟรีโอนิเอลต้องโผล่ออกมาอย่างแน่นอน
“ขะ… ข้าก็แค่ทำตามหน้าที่” ทหารยามพูดอย่างลำบากใจ
“พวกข้าใส่กันแบบนี้ที่ประเทศของข้า และก็จะใส่กันแบบนี้ที่นี่ด้วย” ฝ่ายหญิงสาวผู้น่าจะเป็นหัวโจกของกลุ่มเสียงดังยิ่งกว่าเมื่อครู่ เธอกำลังพยายามทำให้ผู้คนที่มามุงเห็นด้วยกับเธอ
“แต่ว่า…” ทหารยามได้แต่ทำตรงกันข้าม เขาจำต้องลดเสียงลง
“ไม่สิ… พวกเราเป็นแขกของประเทศเจ้า ต่อให้พวกเราจะเดินแก้ผ้าในเมืองมันเรื่องของเรา อย่ามาใช้กฎของพวกเจ้ากับพวกเรานะ”
…น่าจะตอนนี้แหละ… เรย์คิด แล้วมันก็เป็นไปดังคาด ฟรีโอนิเอลที่บังเอิญเดินผ่านมาหูผึ่งทันที
“หา!! ใครจะแก้ผ้านะ”
เรย์เฝ้าดูการทะเลาะต่อไปโดยไม่ได้เข้าไปแทรก เนื้อหาการพูดคุยไม่ได้มีสาระอะไรนัก ฟรีโอนิเอลพยายามเข้าช่วยฝ่ายหญิงสาวออกนอกหน้า ส่วนฝ่ายหญิงสาวพอรู้ว่าเขาคือหนึ่งในห้าจอมดาบพวกเธอก็ต่างตื่นเต้นตกใจ