Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 36: เหล่าไซเลนเซอร์ผู้ตื่นขึ้นมา

โครนอค หนึ่งในสามแม่ทัพเรวาเรนท์
แคร้งงง
ร่างนั้นกำลังสลายไป มันคือเปลวไฟที่ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างมนุษย์เท่านั้น และสิ่งที่เป็นแกนกลางของมันก็คือดาบฟราคาเรียนเลียนแบบนั่นเอง
วอลโดหันขวับไปมองด้านบนอีกครั้ง ร่างบนฟ้าตอนนี้เข้ามาถึงระยะโจมตีแล้ว ร่างที่เคยคิดว่าเป็นของปลอมกลับกลายเป็นตัวจริง ซ้ำร้ายดาบก็ยังเป็นฟราคาเรียนเล่มจริงด้วย ดาบเล่มนั้นแทงลงมาตรงกลางอกของเขา เพลิงสีดำลุกไหม้ออกจากแผลฉกรรจ์ มันลุกลามอย่างรวดเร็วจนคลุมไปถึงใบหน้าของวอลโดที่แผดเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
วอลโดร่ายเวทน้ำแข็งใส่ตัวเองโดยหวังว่ามันจะหักล้างกับเพลิงดำได้ แต่มันไม่ได้ผล มันไม่ได้อ่อนแรงลงแถมยังลุกลามไปจนทั่วร่าง
…หยุดมันได้ ข้าหยุดมันได้…
มันคือสัญชาตญาณเอาตัวรอด วอลโดวัดดวงกับพลังของดาบสองเล่มที่เหลือ เขาเดาว่าเพลิงที่เต็มไปด้วยธาตุมืดอาจจะแพ้ทางให้กับธาตุแสงของดาบศักดิ์สิทธิ์ เขาใช้พลังของกลาเซียสและฟเรนนิรัสใส่ตัวเอง
มันได้ผล! เพลิงสีดำมอดดับลงอย่างรวดเร็ว วอลโดรอดตายมาได้อย่างฉิวเฉียว
ฉัวะ ฉัวะ
ดีวานไม่รอให้เขาตั้งหลักได้ ดาบต่อไปฟันลงเล่นงานที่มือทั้งคู่ของอดีตอาจารย์ ฟเรนนิรัสกระเด็นไปพร้อมกับมือข้างหนึ่ง ส่วนกลาเซียสยังติดอยู่กับมือที่เกือบขาดร่องแร่ง
เปลวเพลิงกำลังก่อตัวจากบาดแผล วอลโดไม่รอช้าเขาเตรียมจะใช้วิธีเดิมเพื่อหยุดเพลิงดำ คราวนี้เขาไม่เพียงแค่ปกป้องตัวเองเท่านั้น แต่ดาบเล่มอื่นถูกเตรียมไว้แล้ว มันกำลังจะพุ่งเข้าใส่ดีวานจากมุมอับสายตา
แต่เพลิงใหม่ที่ติดขึ้นไม่สามารถดับได้ด้วยเวทศักดิ์สิทธิ์ มันไม่ใช่เพลิงธาตุมืดอย่างที่เขาคาด
“โฮลีเฟลม” ดีวานพึมพำ
เสียงดาบที่พุ่งเข้ามาได้เบี่ยงทิศออกไป บางเล่มพุ่งเฉียดแก้มไปได้และเรียกเลือดของดีวานได้เล็กน้อย บางเล่มก็เบี่ยงออกข้างหายไป หรือแม้แต่ปักลงบนพื้นอย่างหมดฤทธิ์
ดีวานจ้องมองร่างที่ลุกไหม้ด้วยความรู้สึกผสมปนเป ทั้งบุญคุณ ความแค้น และคำสัญญาที่ให้ไว้กับคนหลายคนกำลังค่อย ๆ เลือนหายไปพร้อมกัน ใจของดีวานไม่ได้ลิงโลดกับภาพตรงหน้า แม้แต่คนต่ำช้าที่ทรยศได้ทุกคนอย่างวอลโด ดีวานก็พูดไม่ได้เต็มปากว่าเขารู้สึกยินดีกับการตายของคนคนนี้
เขาเก็บดาบทุกเล่ม แม้แต่ฟราคาเรียนปลอมที่พังไปแล้วเพื่อนำมันกลับคืนสู่มือผู้ประดิษฐ์มันขึ้นมา อดีตพาลาดินที่กลายเป็นดาร์คไนท์รอจนไฟฌาปนกิจมอดดับลงและจึงหันหลังจากไป บัดนี้ภาระหนักอึ้งที่แบกไว้บนสองบ่าได้ถูกปลดเปลื้องจนหมดแล้ว
“ที่เหลือก็แค่ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับท่านด็อกมา”
“ก็บอกแล้วยังไง ถ้าได้กุญแจจากเรวาเรนท์ก็จะได้กุญแจของพวกพรีวูดด้วย เราก็จะเปิดประตูได้” โซนาตาตอบโต้ด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร
“ถ้าจะชิงกุญแจพวกเรารอให้พวกมันสู้กันเองจนย่อยยับไปก่อนก็ยังไม่สาย ที่สำคัญคือมันไม่มีอะไรการันตีได้ว่ารวบรวมกุญแจครบพวกเราจะได้กลับอนาคต” อีริธขึ้นเสียงแข่ง “แล้วถ้าพวกเราเสียกำลังรบไปแต่ไม่ได้อะไรกลับคืนมาล่ะ”
“มันเป็นเบาะแสเดียวที่เรามี” โซนาตาตอบเสียงเรียบ เขาปิดบังเรื่องของช็อคเวฟเพราะกลัวว่ามันจะยิ่งทำให้ยุ่งยากกว่าเดิม แต่ถึงจะโกหกต่อหน้า เสียงของเขาก็ไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
“นายปิดบังอะไรอยู่แน่นอน เรื่องซ่อมแซมยานนี่ก็เหมือนกันมันควรจะเสร็จตั้งนานแล้ว” ไซเลนเซอร์อาวุโสจ้องตาเพื่อคาดคั้น แต่ก็เปล่าประโยชน์ โซนาตาไม่สะทกสะท้านหรือกังวลกับท่าทีของเขา
“ระวังปากไว้บ้าง ต้องให้เตือนหรือเปล่าว่าฉันยังเป็นผู้บัญชาการของที่นี่” โซนาตาย้ำตำแหน่งของตน
อีริธจากไปด้วยความฉุนเฉียว โซนาตาจึงปล่อยตัวเขาให้จมลงกับเบาะของเก้าอี้นวมตัวโปรด การรับมือกับไซเลนเซอร์ด้วยกันนี่แหละที่น่าหนักใจที่สุด อีริธทั้งระแวดระวัง ไหวพริบดีและยังมีฝีมือสูงด้วย การปะทะกับเขาตอนนี้ต้องกลายเป็นความสูญเสียที่ร้ายแรงอย่างแน่นอน
โซนาตาผ่อนคลายอีกครู่หนึ่ง แล้วเขาผลักดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน มีเรื่องที่เขาต้องไปจัดการต่อ
“จะปลุกพวกนั้นออกมาแล้วสินะ” อัลโตทักประโยคแรก ทันทีที่โซนาตาก้าวเท้าเข้ามาหา
“ถ่วงเวลามากกว่านี้ไม่ได้แล้ว” โซนาตาทำท่าครุ่นคิด
“ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็ อย่างน้อยทางเรา ฉันกับนายก็ยังมีไซเลนเซอร์มากกว่า แต่ถ้าปลุกทุกคนขึ้นมาล่ะก็ อีริธ…”
“มันมีคนที่เราจำเป็นต้องใช้นี่นา กำลังที่มีอยู่ในตอนนี้มันฉิวเฉียดจนเกินไป ไม่ว่าจะมองยังไงเรื่องสู้รบประมือกับอีริธเป็นเรื่องในภายหน้า เราควรสนใจเรื่องการกวาดล้างเรวาเรนท์ก่อนไม่ใช่เหรอ”
“ตั้งใจจะช่วยคนที่นี่ นายห่วงคนที่นี่ขนาดนี้เลยเหรอ”
“…” โซนาตานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “เชอรีส… ไม่สิ ทั้งพวกเฮอร์มิต เวเน เจเนวีฟ คนที่นี่อีกมากมายเชื่อใจฉัน”
“อย่ามาพูดให้ขำน่า” อัลโตส่ายหน้า “เอาจริงสิ”
“นายเองก็เถอะ กับเวเนเป็นยังไงบ้าง” โซนาตาเปลี่ยนอารมณ์จนอัลโตตามไม่ทัน เสียงเจ้าเล่ห์ทำให้เพื่อนสนิทไม่แน่ใจว่าที่พูดก่อนหน้านี้รู้อะไรมาจริงจังหรือกำลังล้อเล่นแบบไม่มีนัยยะอื่น
“กับเด็กนั่น ทำไมเหรอ”
“ไม่ต้องมาตบตาหรอก ก่อนหน้านี้เห็นกัดกันตลอด แต่ช่วงนี้ดูเข้ากันได้ดีนะ”
“ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ” อัลโตกระแทกเสียง “แล้วถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้ เจเนวีฟที่กลายเป็นแวมไพร์ล่ะ นายจะรับผิดชอบเธอยังไง”
“อย่าพูดเหมือนฉันเป็นคนทำให้เธอแบบเป็นนั้นสิฟะ” โซนาตาเถียงไป แต่เขารู้สึกกับคำว่ารับผิดชอบแบบตงิด ๆ ในใจ
โซนาตา อัลโต อีริธ ด็อกมาและเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่งได้มารวมตัวกันที่ห้องโคลด์สลีปของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งเมื่อมองกวาดสายตาไปตามบรรดาเตียงรูปแคปซูลนับสิบ มีอยู่เพียงแค่แปดเครื่องเท่านั้นที่มีร่างมนุษย์ถูกบังคับให้จำศีลอยู่ในนั้น
“เจ้าหน้าที่ระดับสูงอีวา บาร์เนส สภาพพร้อมสมบูรณ์” เอไอแองจีไล่เรียงชื่อ
“เจ้าหน้าที่ระดับสูงอลินา แอมเบอรี สภาพพร้อมสมบูรณ์”
“เจ้าหน้าที่ระดับสูงเจลรัล บาลิอาร์โด สภาพพร้อมสมบูรณ์”
“เจ้าหน้าที่ระดับสูงวิลเลียม สเปนเซอร์ สภาพพร้อมสมบูรณ์”
“เจ้าหน้าที่ระดับสูงเคสเทรล ฟอร์ทิส สภาพพร้อมสมบูรณ์”
“เจ้าหน้าที่ระดับสูงร็อบ โอลด์ สภาพพร้อมสมบูรณ์”
“เจ้าหน้าที่ระดับสูงกาเรน คิงส์ สภาพพร้อมสมบูรณ์”
“เจ้าหน้าที่ระดับสูงบาจิล เคลาเดอร์ สภาพพร้อมสมบูรณ์” และนี่คือคนสุดท้าย
โซนาตาไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าแต่เขาเห็นรายชื่อแล้วก็รู้สึกเครียด ไซเลนเซอร์ทั้งแปดรายนี้มีเพียงสามคนที่เป็นพวกของเขา หนึ่งคนที่ยังคาดเดาไม่ได้ และอีกสี่ที่เข้ากับอีริธแน่นอน
…ไม่สิ นั่นมันมองแง่ดีไป พวกที่ยังเดาไม่ได้ คิดเผื่อไว้ได้เลยว่าอยู่ข้างอีริธ ฝ่ายเรามีแค่สามนี่แหละ…
ด็อกมาลอบส่งสายตาให้กับโซนาตา นี่คือโอกาสสุดท้ายแล้ว ถ้าเขาคิดจะแยกตัวจากจักรวรรดิการปลุกเฉพาะคนของตัวเองและสู้กับอีริธให้แตกหักตรงนี้ไปเลยอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
…ยังก่อน เรายังใช้งานพวกนี้ได้… โซนาตาแอบส่งสัญญาณมือบอก มันทำให้ด็อกมาต้องปล่อยทุกอย่างเลยตามเลย เครื่องโคลด์สลีปที่ถูกอ้างว่าเสียมาตลอดกำลังทำการปลุกร่างทั้งแปดให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
“นี่มัน… เราอยู่ที่ไหนแล้ว” เสียงของอีวาและอลินาดังขึ้นพร้อมกัน พวกเธอคงยังสับสนและเข้าใจว่ายานยังล่องลอยอยู่ในอวกาศ
“แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย อีกสิบนาทีไปรวมตัวกันที่ห้องสะพานเดินเรือ” โซนาตาสั่ง ครึ่งหนึ่งของพวกเขาหันไปทางอีริธและเมื่อรองผู้บังคับบัญชาพยักหน้าด้วยอีกคนทุกคนจึงทำตามคำสั่งโดยไม่แสดงท่าทีคับข้องใจ
สิบนาทีผ่านไปไม่ขาดไม่เกิน สมาชิกระดับสูงมารวมตัวอยู่ที่หอบังคับการกันพร้อมหน้า บรรยากาศตึงเครียดเกิดจากโซนาตาและอีริธ ทุกคนสามารถรู้สึกได้ ไม่มีใครแปลกใจและทุกคนตื่นตัวพร้อม โซนาตาและอีริธมีโอกาสจะเริ่มละเลงเลือดอีกฝ่ายได้ทุกเมื่อ
“แองจี” โซนาตาเรียกเอไอ
เธอเริ่มเล่าเรื่องทุกอย่างตามที่มีเก็บไว้ในบันทึก เริ่มตั้งแต่การโจมตีของเซอร์เรียน เรื่องที่เซคเตอร์อื่น ๆ ถูกสั่งให้แยกตัวออกไป เรื่องที่เซคเตอร์วันติดอยู่ในอดีตของดาวดวงนี้ไปจนถึงเรื่องของสงครามที่โซนาตาเข้าร่วม
“ไม่มีการติดต่อมาจากเซคเตอร์อื่นเลยเหรอ” อลินา สาวสวยผมน้ำตาลเข้มเป็นคนแรกที่ถาม เธอคือหนึ่งในสามคนที่อยู่ฝ่ายโซนาตา รวมทั้งเป็นเพื่อนสนิทของเขาและอัลโตด้วย