Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 37: ไฟสงคราม
“ไม่มี… เราลองสำรวจหลาย ๆ วิธีแล้ว เซคเตอร์อื่นไม่ได้อยู่ที่นี่… ในยุคนี้” ด็อกมาย้ำคำสุดท้าย
“ไม่มีอะไรยืนยันไม่ใช่เหรอ ประตูที่พวกนายอยากจะเปิดนักหนาอาจจะไม่เกี่ยวอะไรกับเซอร์เรียนหรือวิทยาการของมันเลย” เจลรัลถามคำถามเดียวกับที่อีริธถามก่อนหน้านี้หลายต่อหลายครั้ง
“ไม่มีอะไรยืนยัน แต่พวกเราก็ไม่มีทางอื่นนี่” กาเรนพูดพร้อมกับยักไหล่ รอยยิ้มกรุ่มกริ่มเหมือนไม่ใส่ใจในอะไรทั้งนั้นของเขาทำให้บรรยากาศที่เครียดอยู่แล้วแย่ยิ่งกว่าเดิม แม้เขาจะเป็นคนเก่งกาจ แต่คนรอบข้างก็พิจารณาบุคลิกของเขาและไม่เคยอยากฟังการแสดงความเห็นของเขานัก
“ฉันไม่คิดว่าอย่างนายจะใส่ใจอยู่แล้ว บางทีอาจจะไม่สนใจด้วยซ้ำว่าจะได้กลับอนาคตรึเปล่า” อีวาหันไปทำตาขวางใส่กาเรน เธอพูดใส่เจ้ากะล่อนหัวทองก็จริง แต่ทุกคนรู้ว่าเธอไม่ได้หมายถึงแค่เขา เธอกำลังสงสัยเจตนาของโซนาตาผู้เป็นเพื่อนสนิทของเขาด้วย
“ถ้าเธอกำลังจะว่ากระทบผู้บัญชาการของเรา ก็หยุดเลยนะ” ไซเลนเซอร์ผู้สวมหมวกคาวบอยจ้องอีวาอย่างไม่เป็นมิตร
“ว่าไงนะ คิดว่าฉันกลัวเรอะ” อีวาลุกขึ้นเหมือนจะเอาเรื่อง แต่จังหวะเดียวกันชายที่เอ่ยห้ามก็ลุกขึ้นพร้อมกัน แต่มีท่าทีสงบกว่า
“ขอฆ่าพวกนี้เลยได้ไหม” เคสเทรลมองอีริธด้วยสายตากระหายเลือด
“เฮ้ย ๆ เรื่องมุกตลกแบบนี้น่ะเลิกซะทีเถอะ” โซนาตาตบไหล่เพื่อน “พวกเดียวกันทั้งนั้นแหละ”
อีริธหัวเราะในลำคอ โซนาตาบ่ายเบี่ยงและทำมันเป็นเหมือนแค่เรื่องล้อเล่น แต่ตัวเองกลับปล่อยจิตสังหารออกมารุนแรงที่สุด ถ้าลูกน้องคนใดคนหนึ่งทำท่าจะก่อเรื่อง คนผู้นี้คงจะฆ่าทิ้งอย่างแน่นอน
“เอาเถอะ หลังจากเปิดประตูได้สำเร็จ เราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันอีกครั้ง”
ช่วงเวลาเดียวกันที่พวกโซนาตารวมตัวอยู่ในเซคเตอร์วัน สงครามระหว่างเอเทเซียและเรวาเรนท์ก็เริ่มไปแล้ว กองทัพใหญ่ที่นำโดยทาเลซปักหลักอยู่ที่เมืองเรฟลินตันตั้งแต่เดือนก่อน และเมื่อทัพหลวงที่นำโดยเชอรีสมาถึง สงครามเต็มรูปแบบก็เริ่มขึ้น
ทหารของเอเทเซียส่วนหนึ่งคือกองทัพดั้งเดิมที่ประกอบไปด้วยอัศวิน นักบวช นักธนู และมีพาลาดินกับจอมเวทอีกเล็กน้อย อีกส่วนคืออดีตนักรบเคออสที่เข้ามาประจำการและกลายเป็นกำลังหลักของประเทศ เมื่อรวมกองทัพทุกภาคทุกหน่วยเข้าด้วยกันพวกเขาก็มีจำนวนอย่างน้อยครึ่งล้านชีวิต
กลุ่มกบฏและอดีตทหารที่หันไปเป็นโจรทั้งหลายถูกปราบปรามจนสิ้น เมื่อวางใจแล้วว่าเมืองสำคัญจะปลอดภัย เชอรีสจึงยกกำลังส่วนใหญ่มาตั้งค่ายอยู่ทั้งในเมืองและพื้นที่ชายแดน
“ที่น็อตติงวิลล์มีกำลังรบแค่ราวห้าหมื่น ถ้าเรายึดที่นี่ได้ก็จะได้เปรียบด้านชัยภูมิและถือว่าอยู่ใกล้กับอัลกราดขึ้นไปอีกนิดด้วย” ทาเลซชี้ไปบนแผนที่ น็อตติงวิลล์เป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งของเรวาเรนท์ ทุกคนรู้กันดีว่าผู้ปกครองเมืองนี้คือโกลเดนสเกเลตันมือขวาของราชาโครงกระดูกโครนอค
“กองทัพสเกเลตันเกือบครึ่งแสนเชียวนะ” คิวริค พาราคอสค้านขึ้นมา “เราควรจะยึดหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่อยู่ตามตะเข็บชายแดนคืนให้หมดก่อน”
“กลัวอะไรกับพวกอันเดด เปิดศึกตอนช่วงเช้าและอย่าให้ยืดเยื้อจนถึงกลางคืนก็พอแล้ว”
“พวกนั้นไม่ได้มีแต่อันเดดนะ” อัลไคเซอร์ไม่เห็นด้วย “ตามเมืองใหญ่มีพวกทหารรับจ้าง พวกบอร์แมน หรือเดวัลที่เรวาเรนท์เลี้ยงไว้ใช้งานด้วย”
ทาเลซได้ฟังก็โมโห แทนที่สหายเก่าซึ่งรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานานอย่างอัลไคเซอร์จะเห็นด้วยกับตน เขาดันไปช่วยถือหางให้อดีตขุนนางขี้ฉ้ออย่างตระกูลพาราคอสเสียได้ นี่เขากลายเป็นพวกขี้ขลาดอย่างขุนนางงี่เง่าพวกนี้ไปแล้วเหรอ
“ข้าอยากนำทัพขึ้นเหนือให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้ช่วยเหลืออัลกราด” เชอรีสพูด มันทำให้ทาเลซยิ้มออก
“ใช่ไหมล่ะฝ่าบาท มัวแต่จัดการกับกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยแล้วเมื่อไหร่จะได้ไปถึงอัลกราดกับเนโครโปลิส”
“แต่ข้าเห็นด้วยกับท่านพาราคอส เราควรจะโจมตีพื้นที่ที่ชนะแน่นอนก่อน” คราวนี้ทาเลซหน้าเจื่อนไป ตรงกันข้ามกับคิวริคและพวกขุนนางที่ถือหางฝ่ายเขายิ้มออกแทน
“หรือว่าแผนของท่านคือ…” อัลไคเซอร์ขมวดคิ้ว เขาพอเดาใจนายเหนือหัวของตนได้
“ข้าจะส่งมือดีกลุ่มหนึ่งลอบขึ้นเหนือ พวกเขาจะไปเสริมกำลังให้อัลกราดซื้อเวลาให้เรา”
“ถ้าส่งคนไปเยอะคงถูกจับได้ซะก่อน แต่ถ้าส่งไปน้อยก็ไร้ประโยชน์” ขุนนางคนหนึ่งพูดขึ้น
“หรือถ้าเรวาเรนท์เอาทัพใหญ่ขึ้นไปปราบปราม มือดีที่ว่าก็คงช่วยถ่วงไว้ไม่ได้หรอก” ทาเลซพูดตามที่คิด
เชอรีสเองก็รู้เรื่องนั้นดี ในกรณีแบบนั้นก็หมายความว่าโอกาสที่เธอจะจัดการกับเมืองใหญ่มีสูงขึ้นเพราะกำลังหนุนของเรวาเรนท์ลดลง แต่ประชาชนในอัลกราดก็คงไม่รอดเพราะทัพใหญ่สามารถจัดการกับพวกเขาได้ไม่ยากในเวลานี้ ซึ่งเธอทำได้แค่ภาวนาไม่ให้เป็นเช่นนั้น
เรวาเรนท์ไม่ได้สนใจหมู่บ้านเล็กหมู่บ้านน้อยที่ถูกเอเทเซียแย่งชิงกลับไปได้ สำหรับมาร์เคลแล้วหมู่บ้านแค่ไม่กี่แห่งไม่ได้มีคุณค่ามากมาย และเขาก็ยังมั่นใจว่าการชิงมันกลับคืนมาไม่ใช่เรื่องยากหรือเป็นปัญหาใหญ่โต พวกเขาควรต้องเพ่งความสนใจไปที่การทำลายเมืองใหญ่ซึ่งเป็นฐานทัพของกองกำลังศัตรูต่างหาก
กลยุทธ์โบราณแต่ใช้ได้ผลดีอยู่เสมอคือการโจมตีด้วยซากศพ กองทัพอันเดดของเขาไม่เคยต้องวิตกเกี่ยวกับเชื้อโรคใดใด แต่กับมนุษย์ที่เปราะบางแล้ว โรคระบาดนั้นอันตรายไม่น้อยไปกว่าความโหดร้ายของภัยสงครามเลย
เรวาเรนท์เริ่มรวบรวมซากศพไม่ว่าจะถูกเปลี่ยนเป็นอันเดดแล้วหรือไม่ มาใช้เป็นกระสุนสำหรับเครื่องยิงหิน
ศพถูกยิงข้ามกำแพงเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าส่วนใหญ่มันจะแหลกเละไม่เหลือสภาพในฐานะซอมบีอีก แต่เชื้อโรคที่มากับมันยังคงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
‘กองทัพที่เป็นอมตะในยามค่ำคืน’ ‘เชื้อโรคระบาดที่มีผลเฉพาะกับสิ่งมีชีวิต’ ‘เหล่าแม่ทัพผู้มีพลังเหนือมนุษย์’ สามสิ่งนี้คือสุดยอดอาวุธที่ทำให้เรวาเรนท์แข็งแกร่งจนแทบไร้เทียมทาน
หลายวันถัดมา ในช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ตรงศีรษะพอดี ไบรเดนได้นำกองกำลังเดธไนท์ของเขามาดักซุ่มอยู่บริเวณเนินเขาแห่งหนึ่ง พวกเขาทุกคนล้วนแต่อยู่ในผ้าคลุมสีดำที่มีสภาพเหมือนกับกลุ่มควัน มันคือ “เวทอาภรณ์แห่งราตรี” หนึ่งในเวทที่โครนอคเชี่ยวชาญ
กลุ่มของไบรเดนถูกส่งมาดักเล่นงานทหารเอเทเซียที่เล็ดลอดเข้ามา หลังจากที่รอคอยอยู่ตั้งแต่เมื่อคืน ในที่สุดเป้าหมายของพวกเขาก็ปรากฏตัว กลุ่มคนราวหนึ่งร้อยชีวิตกำลังเดินตรงมาโดยไม่รู้ว่าศัตรูซุ่มซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของป่าและชะง่อนผา
“ไม่เกินร้อยคน” เดธไนท์ตนหนึ่งบอกกับไบรเดน
“แน่ล่ะ แอบลอบเข้ามา มากันขนาดนี้ได้ก็เยอะแล้ว” ไบรเดนแสยะยิ้มและส่งสัญญาณให้กับลูกน้อง
เดธไนท์ที่ได้รับสัญญาณปรากฏตัวขึ้นโดยรอบอย่างฉับพลัน กลุ่มทหารที่กำลังเดินทางอยู่ไม่ได้แสดงทีท่าตกใจหรือเสียขวัญ พวกเขารู้ว่าเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ต่างคนต่างตั้งท่าพร้อมรบอย่างแข็งขัน
ไบรเดนออกมายืนอยู่เบื้องหน้า เขาชี้ไปที่ทหารกลุ่มนั้นอย่างดูแคลน
“เจ้าพวกโง่ ท่านดาร์คเจสเตอร์คาดเอาไว้แล้วว่าพวกแกต้องถูกส่งมา ก็เลยส่งข้ามาดักเล่นงานพวกแกนี่แหละ”
“ทางที่ปลอดภัยกับมนุษย์ มันมีอยู่ไม่กี่เส้นทางหรอกนะ” เดธไนท์รายหนึ่งพูด
ทหารเอเทเซียต่างมองหน้ากันและอมยิ้ม พวกเขาไม่ได้หวั่นไหวแม้จะถูกล้อมโดยศัตรูที่มีจำนวนมากกว่า ไบรเดนและบรรดาเดธไนท์ต่างก็เริ่มสะกิดใจว่าคนกลุ่มนี้อาจจะไม่ใช่ทหารเอเทเซีย
“ท่านโซนาตาบอกว่าพวกแกไม่กล้าส่งทัพใหญ่มาเล่นงานพวกเราหรอก อย่างมากก็คงเป็นพวกลูกกระจ๊อกที่ไม่มีผลอะไรกับสงครามที่กำลังดำเนินอยู่” ทหารนายหนึ่งพูด เขายกกำปั้นขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้กับทุกคนรอคอยคำสั่ง
“ถ้าเป็นเจ้าพวกนี้ แค่พวกเราก็น่าจะพอนะ” ทหารอีกรายว่าพร้อมกับถอดหมวกเกราะออก ผมยาวของเธอสยายออกตามแรงลม มันทำให้ไบรเดนเพิ่งรู้ว่าเธอเป็นหญิง
แทนที่จะเป็นการตะลุมบอนระหว่างทหารของจักรวรรดิที่ปลอมตัวมากับไบรเดนและเดธไนท์ของเขา กลับมีทหารเพียงห้ารายเท่านั้นที่เคลื่อนไหวเพื่อจัดการกับพวกไบรเดน พวกเขาคือกลุ่มที่เรียกกันว่า “อีลิทไฟว์” ทหารห้าคนที่ใกล้ชิดกับโซนาตาที่สุดและเป็นตัวอันตรายที่เป็นรองเพียงเหล่าไซเลนเซอร์
“ไซคิกครัช” ทหารหญิงผู้ที่เผยใบหน้าออกมาแล้วตะโกน คลื่นพลังจิตที่มองไม่เห็นแผ่ออกจากมือและเข้าคลุมเหยื่อ มันบีบร่างของเดธไนท์คนหนึ่งจนแหลกเละ แค่อึดใจเดียวร่างอันเดดดังกล่าวก็ถูกยุบเหลือแค่ลูกทรงกลมขนาดเท่าหัวมนุษย์
ในวินาทีเดียวกันอีลิทไฟว์คนอื่นก็เคลื่อนไหวเช่นกัน หนึ่งในนั้นใช้เทเลพอร์ตไปโผล่ด้านหลังลูกน้องมือดีของไบรเดน เขาใช้สันมือที่ห่อหุ้มพลังจิตตัดเดธไนท์จนขาดครึ่ง รายหนึ่งชูสองมือไปทางข้างหน้า มันต่างจากคาถาควบคุมอันเดดที่โซนาตาเคยใช้ เขาส่งข้อมูลปลอมเข้าสมองอีกฝ่ายและบงการให้พวกมันฆ่ากันเอง
“บ้าเอ๊ย ถ้าโซนาตามาเองก็ว่าไปอย่าง เจ้าพวกนี้มันแข็งแกร่งขนาดนี้เลยเหรอ” ไบรเดนร้องลั่น ร่างของเขาถูกพลังที่มองไม่เห็นยกขึ้นและเกือบจะต้องมีชะตากรรมไม่ต่างจากเดธไนท์ที่ถูกบีบจนกลายเป็นลูกบอล โชคดีที่สาวพลังจิตหยุดมือเพราะบรรดาลูกน้องของเขาเข้าไปประกบไว้ก่อน
เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์ดังขึ้นจากด้านข้าง ไบรเดนพบว่าพื้นดินที่ห่างออกไปไม่เกินศอกได้ปรากฏรอยขึ้น เขาเคยเห็นสิ่งนั้นมาแล้ว มันคือร่องรอยตีนตะขาบของรถถัง ที่น่ากลัวคือรอยปรากฏขึ้นเป็นทางยาวแต่กลับไม่เห็นตัวรถแม้แต่คันเดียว
“อ้าวว ความแตกเลย รู้แบบนี้เอารถที่ลอยได้มาแทนดีกว่าแฮะ” ทหารหญิงหัวเราะ ตอนนั้นเองที่ไบรเดนได้รู้ว่าพวกนี้ไม่ได้มีกันแค่นี้ แต่ยังมีกลุ่มคนหรือพาหนะที่เขามองไม่เห็นซ่อนพรางตาราวกับล่องหนอยู่ด้วย
การต่อสู้ระหว่างไบรเดนและอีลิทไฟว์ดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ ขณะที่สงครามกำลังเกิดขึ้นหลายต่อหลายที่พร้อมกัน ไฟสงครามแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็วและไม่มีทีท่าที่จะมอดดับโดยง่าย ทหารเอเทเซียกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าถูกส่งเข้าสู่สมรภูมิเพื่อกวาดล้างเรวาเรนท์ให้หมดสิ้น ในขณะเดียวกันโซนาตาก็ส่งลูกน้องของเขากระจายออกไปเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับสงครามด้วย