Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 361: ศึกของเหล่าจอมดาบ
ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย การต่อสู้ด้านอื่นก็เริ่มต้นขึ้นไปก่อนแล้ว บนหลังคาโบสถ์แห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลจากที่ประชุมคือสถานที่ที่จูเดสปาประลองกับโซแลน
โซแลนไม่ใช่เพียงแค่นักดาบ แต่เขามีพลังเวทระดับที่ทำจอมเวททั่วไปยังต้องละอาย สำหรับจูเดสปาแล้วโซแลนจึงไม่ใช่แค่ผู้บุกรุกที่เข้ามาป่วนงานประชุม เขาอยากพิสูจน์ตนเองด้วยการแสดงให้โลกรู้ว่าตนเหนือกว่าชายผู้นี้
“กิกะไฟร์” จอมเวทระดับสูงที่ยังอายุไม่ถึงสามสิบร่ายเวทใส่อีกฝ่าย มันก่อให้เกิดเสาไฟลุกโชนขึ้นจากใต้เท้าของศัตรู จูเดสปาไม่ได้สนว่าหลังคาโบสถ์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานจะถูกไฟของเขาเผาทำลายทิ้ง เขาสนแค่ว่าตนจะไล่ต้อนโซแลนได้แค่ไหน
ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมใคร โซแลนพยายามหาจังหวะเข้าโจมตีระยะประชิด ในขณะที่จูเดสปาก็ไม่ยอมให้เป็นไปได้โดยง่าย โซแลนมีเวทมนตร์ที่สามารถต่อต้านธาตุต่าง ๆ ได้ แต่จูเดสปาก็สามารถสลับใช้ธาตุอื่นได้เช่นกัน มันจึงเป็นเหมือนการแข่งความอดทนว่าใครจะหมดแรงไปก่อน
“กิกะไอซ์ ผสาน กิกะวินด์”
นี่คือไม้ตายของจูเดสปา เทคนิคลับที่น้อยคนจะฝึกฝนได้สำเร็จ จำนวนคนที่สามารถใช้มันได้จริงก็ยิ่งน้อยลงไปอีก จูเดสปาสามารถผสานเวทสองเวทเพื่อให้ได้เวทมนตร์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม อย่างในกรณีนี้คือเขาผสานเวทที่มีคุณสมบัติของทั้งสองธาตุอยู่ด้วยกันซึ่งมันทำให้การป้องกันตัวจากธาตุใดธาตุหนึ่งไม่สมบูรณ์
ในทางตรงกันข้าม จูเดสปาก็ตระหนักถึงความน่ากลัวของวิชาดาบที่น่าหวาดหวั่นของโซแลนเป็นอย่างดี วิชาที่ชื่อว่า เพลงดาบพิฆาตราชันเป็นเพลงดาบที่เหี้ยมโหดและมีอานุภาพเกินกว่าที่จะมองว่ามันเป็นแค่เพลงดาบ เขาเคยได้ยินมาว่าแค่โซแลนโจมตีครั้งเดียว แม้แต่ขุนเขาก็ยังถูกผ่าเป็นสองซีกได้
อลิซิลลาเฝ้ามองการต่อสู้อยู่พักหนึ่งแล้ว พลังเวทและวิชารวมเวทของจูเดสปาเป็นสิ่งที่เธอเคยคิดว่าน่าสนใจ แต่แล้วเมื่อสังเกตอยู่พักหนึ่งเธอก็รู้สึกว่ามันไม่ได้น่าประทับใจอย่างที่หวัง
“ก็งั้น ๆ แหละ” หญิงสาวผู้ขาวไปทั้งร่างถอนหายใจ
“ผู้ชายที่ชื่อโซแลน อันนี้สิของจริง อย่างกับเครื่องจักรสงครามในร่างมนุษย์ แต่ก็นั่นแหละ… เก่งแต่ก็ยังน่าเบื่ออยู่ดี”
ดูเหมือนว่าเสียงพึมพำของอลิซิลลาจะดังไปหน่อย ผู้ที่ถูกนินทาทั้งสองเหลียวมาสบตาเธอชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะหันกลับไปสู้กันต่อ จูเดสปาใช้เทคนิคร่ายเวทสาย ‘วีค’ ที่ทำให้ศัตรูอ่อนแอต่อธาตุ แล้วค่อยแทรกเวทสาย ‘แอบซอร์บ’ ใส่โซแลนและตนเองจนทำให้เขาได้เปรียบขึ้นมา
แต่แล้วทุกอย่างก็จบลง เขาพลาดที่ปล่อยให้โซแลนเข้ามาประชิดตนได้ จูเดสปาร่ายเวทเกราะคุ้มกันหลายชั้นแต่มันไร้ผล
“เพลงดาบพิฆาตราชันท่าที่หนึ่ง… ไรส์” มองผิวเผินเหมือนเป็นเพียงแค่ท่าฟันงัดขึ้นจากล่างขึ้นบน แต่หากเป็นนักดาบชั้นนำมาเห็นจะต้องทึ่งกับเทคนิคการฟันแบบนี้ มีบางอย่างที่ทรงพลังแบบเดียวกับวิชาปราณที่มูสคูโลใช้อัดแน่นอยู่ในดาบโค้งเล่มนั้น นี่คือท่าที่จูเดสปาเคยได้ยินมาว่าสามารถผ่าภูเขาทั้งลูกได้
ต้องชื่นชมในพลังเวทของโซแลนและความใจสู้ที่ไม่ได้เอาแต่ตั้งรับแต่ยังยิงเวทโจมตีสวนกลับออกไปด้วย ในที่สุดเกราะเวทของจูเดสปาก็ไม่สามารถต้านได้อีก ในการโจมตีท่าที่สี่ของโซแลน ไม่เพียงแค่เกราะคุ้มกันจะสลายไปจนหมด การโจมตีที่เหลือยังทะลุมาถึงตัวจูเดสปาอีกด้วย
เป็นโชคดีที่โซแลนก็เจ็บหนักจากเวทไร้ธาตุที่จูเดสปากระหน่ำยิงใส่เช่นกัน ตอนที่เขาออกท่าสุดท้ายออกไปเขาเองก็เหลือเรี่ยวแรงไม่ถึงครึ่งแล้ว จูเดสปาจึงยังรักษาชีวิตไว้ได้ แค่เพียงสิ้นสติไป
“ตาข้าแล้วสินะ” อลิซิลลาแสยะยิ้ม
ไม่ปล่อยให้ศัตรูได้ฟื้นตัว สัตว์ประหลาดที่เคยถูกยกย่องว่าเป็นสัตว์เทพเข้าโจมตีโซแลนอย่างบ้าคลั่ง อีกฝ่ายบาดเจ็บแต่ก็กำลังเครื่องร้อนได้ที เขาตอบโต้เธอสุดกำลัง
“กระบวนท่าที่หนึ่ง ไรส์” อลิซิลลาหลบได้ในระยะที่แค่เฉียดปลายจมูกไป
“จอมดาบยุคนี้อ่อนแอชะมัดเลย”
“กระบวนท่าที่สอง รีโวลท์” แต่อลิซิลลาก็หลบได้อีกครั้ง ไม่เพียงแค่นั้นกรงเล็บของเธอยังขยุ้มและฉีกเนื้อจากไหล่ของโซแลนติดมือไปด้วย
โซแลนเข้าใจดีว่าตนสภาพที่เจ็บแบบนี้ไม่มีทางตามความเร็วของอลิซิลลาได้ เขาเปลี่ยนแผนมาฟื้นฟูตัวเองก่อน เริ่มจากเวทมนตร์แอบซอร์บไฟร์และกิกะไฟร์ที่ตัวเอง เวทหนึ่งทำให้ความเสียหายจากไฟถูกเปลี่ยนเป็นการฟื้นฟู ส่วนเวทที่สองเขาก็ร่ายใส่ตัวเอง
อลิซิลลาเห็นเทคนิคนี้มาแล้ว เดิมทีโซแลนทำแบบนี้ได้ลำบากเพราะจูเดสปารอจังหวะ ‘วีคไฟร์’ แทรกเข้ามา แต่เมื่อจูเดสปาล้มไปแล้ว โซแลนจึงไม่มีอะไรต้องกังวลอีก
“ไม่ขัดขวางเลยเรอะ” โซแลนแปลกใจที่เห็นอลิซิลลายิ้มแฉ่งยืนเฉย
“ขัดขวางงั้นเหรอ มันไม่จำเป็นนี่นา”
โซแลนไม่ได้ประมาท สายตาของเขาจับจ้องอลิซิลลาอย่างระแวดระวัง แต่เสี้ยววินาทีต่อมา ร่างของหญิงสาวก็หายไป อลิซิลลาโผล่มาอยู่ด้านหลังของเขาแล้ว เธอโจมตีด้วยวิธีที่เขาก็คาดไม่ถึง
หลังคอของโซแลนเหวอะหวะจากรอยเขี้ยวคบกริบ อลิซิลลาในตอนนี้ไม่หลงเหลือภาพของหญิงสาวมากเสน่ห์ที่ยากจะละสายตาหนี กรามของเธอดูกว้างขึ้น ฟันทุกซี่กลายเป็นเขี้ยวใหญ่และแหลมคม ปากของเธอเต็มไปด้วยเลือดสด ๆ ของโซแลน
ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือสิ่งที่อยู่ในมือของเธอ หนึ่งในลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ที่โซแลนได้มาจากร่างของจูเดสปา
“อย่าเพิ่งตกใจสิ ข้ายังเพิ่งเริ่มสนุกเอง”
“แก… เป็นตัวอะไรกันแน่”
ตามประวัติศาสตร์แล้ว ศึกทั้งสามด้านนั้นคือศึกที่ยากลำบากของจูเดสปา ซิกมา และฟรีโอนิเอล ผลของการต่อสู้แต่เดิมคือ จูเดสปาพ่ายแพ้และถูกช่วงชิงลูกแก้วไปได้ ส่วนซิกมาและฟรีโอนิเอลแม้จะเป็นฝ่ายได้ชัย แต่พวกเขาก็ถูกขโมยลูกแก้วไปต่อหน้าต่อตา
แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป เวิร์นและลอเรนซ์ไม่สนคำห้ามปรามของสองจอมดาบ ทั้งคู่ได้แทรกแซงการต่อสู้ในด้านของตน
บริเวณลานกว้างแห่งหนึ่ง เวิร์นกำลังช่วยซิกมาสู้โดยที่เจ้าตัวไม่ได้ขอ ก่อนหน้านี้ชายแก่กับมนุษย์เสือดำพูดคุยเกี่ยวกับที่มาที่ไปเล็กน้อย
มนุษย์เสือดำผู้นี้คือ พาร์ดัส แพนทาเรียจากชนเผ่าทรอน นอกจากเป็นเผ่าพันธุ์ที่หายากแล้ว เขายังเป็นนักรบระดับสูงของเผ่าที่เรียกกันว่าสตาร์เฟนเซอร์อีกด้วย (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เป็นที่รู้กันดีว่าเผ่าอมนุษย์ในโลกซีนเป็นชนกลุ่มน้อย พวกเขาไม่เคยมีสิทธิ์มีเสียงหรือถูกนับว่าเป็นเจ้าของร่วมของโลกใบนี้ โดยเฉพาะมนุษย์กึ่งเสือที่เรียกตัวเองว่าทรอน หลาย ๆ อาณาจักรมองพวกเขาว่าเป็นเดวัลชนิดหนึ่งเสียด้วยซ้ำ
เวิร์นเข้าใจเรื่องพวกนี้ดีกว่าใคร เขารู้จักกับพาร์ดัสตั้งแต่ตอนที่เข้าร่วมกลุ่มของเซฟิล ในบรรดาสมาชิกกลุ่ม พาร์ดัสเป็นคนที่เขาเห็นอกเห็นใจที่สุดก็ว่าได้ และเพราะว่าเข้าใจความรู้สึกนี่เอง เขาจึงรู้ว่ามันป่วยการที่จะเจรจา พาร์ดัสอยากปิดผนึกเทพปีศาจเพียงเพราะต้องการให้ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าชาวทรอนอย่างเขาเป็นหนึ่งในผู้กอบกู้โลกเอาไว้
“หมอนี่ไม่ฟังคำกล่อมของลุงหรอก ถึงเป้าหมายจะเป็นการผนึกเทพปีศาจเหมือนกัน แต่ถ้าเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพพันธมิตร ชาวทรอนแบบเขาอาจจะถูกมองว่าเป็นเดวัลที่กองทัพเลี้ยงเอาไว้ใช้งาน กลายเป็นความดีความชอบของมนุษย์ไปอีก”
“น่าเห็นใจอยู่ แต่ข้าก็ปล่อยให้พวกเขาชิงลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นความหวังของมนุษย์ทั้งโลกไปไม่ได้หรอก” ซิกมาบอกกับพาร์ดัสขณะที่ตั้งท่าสู้ด้วยดาบทั้งสองเล่ม
พาร์ดัสแข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย เขามีโครงสร้างร่างกายที่แม้จะตัวใหญ่กว่าแต่ก็เบากว่ามนุษย์ พลังที่เรียกว่าสตาร์ฟอร์ซที่คล้ายกับกระแสไฟฟ้าของเรย์ก็อันตรายเป็นอย่างยิ่ง เขาแกร่งระดับที่ว่าหากชาวทรอนได้รับการยอมรับเท่าเทียมกับมนุษย์บางทีเขาอาจจะถูกนับเป็นหนึ่งในจอมดาบไปแล้ว
แต่ศัตรูของเขาคือจอมดาบตัวจริงอย่างซิกมาและอัศวินมังกรน้ำแข็งที่แกร่งทัดเทียมกัน แม้พาร์ดัสจะรวดเร็วเหนือมนุษย์แค่ไหนก็เลี่ยงไม่ได้ที่กลายเป็นฝ่ายถูกไล่ต้อน
ดาบของซิกมาแทงถูกร่างของพาร์ดัสได้ก่อน ขณะที่ยังแทงค้างอยู่ อีกฝ่ายตั้งใจจะหักดาบซิกมาทิ้ง แต่เขาเสียจังหวะนั้นไปเพราะไอเย็นที่เวิร์นโจมตีออกมาเช่นกัน
พาร์ดัสทิ้งดาบเดิมของเขาและหันมาใช้พลังสตาร์ฟอร์ซเต็มตัว คลื่นสีฟ้าก่อตัวขึ้นที่มือของเขาและกลายเป็นดาบ การถูกกดดันอย่างหนักมันทำให้เขาคิดจะสู้โดยแลกชีวิต
พลังสตาร์ฟอร์ซที่รุนแรงที่สุดในชีวิตของเขา เวิร์นเห็นวิชาของพาร์ดัสแล้วนึกถึงดาบลึกลับที่เรย์ครอบครองอยู่ ลักษณะของวิชาทั้งคู่มีจุดที่เหมือนกันมาก
เวิร์นกระโดดหลบดาบที่ขยายขนาดขึ้น ไม่เพียงแค่ไม่ตกใจกับระยะโจมตีที่เปลี่ยนไปของพาร์ดัส เวิร์นยังมองทะลุปรุโปร่งไปกว่านั้น เขารู้ว่าพอฟันใส่ไม่ได้ผล พาร์ดัสจะทำอะไรต่อไป
พาร์ดัสใช้วิชาประหลาดของสตาร์เฟนเซอร์อ้อมมาอยู่ด้านหลังของคนทั้งคู่ จังหวะนี้เขาตั้งใจจะปล่อยคลื่นดาบออกไปสุดแรง คลื่นดาบนี้กินระยะกว้างมากจนยากจะหลบเลี่ยง ไม่ว่าเวิร์นหรือซิกมาจะรวดเร็วแค่ไหน ศึกนี้ก็จะจบลง
แต่วิธีการคล้ายกันนี้ เรย์เองก็เคยแสดงให้เวิร์นเห็นมาแล้ว ก่อนหน้านั้นเขาจึงตั้งใจพ่นลมหายใจน้ำแข็งไปทั่วเพื่อสร้างหมอกหนาครอบคลุมทั้งบริเวณ พาร์ดัสไม่รู้ตัวว่าคนที่เขากำลังจะจู่โจมใส่ไม่ใช่เวิร์นกับซิกมาตัวจริง หากแต่เป็นรูปปั้นน้ำแข็งที่เวิร์นจงใจทิ้งเอาไว้
คลื่นดาบสุดแรงพลาดไปอย่างน่าเสียดาย ไม่เพียงแค่นั้นเวิร์นยังโผล่ออกมาจากในมุมที่พาร์ดัสคาดไม่ถึง
“ลมหายใจน้ำแข็ง บรีธออฟไอซ์!”
ด้านเรเซอร์และฟรีโอนิเอล การต่อสู้ปั่นป่วนขึ้นตั้งแต่ลอเรนซ์เข้าไปแทรกกลางระหว่างทั้งสอง ฟรีโอนิเอลพยายามทั้งไล่ทั้งขอร้องให้เธอถอยไปก็แล้ว แต่เธอแกล้งทำเป็นหูทวนลม
เรเซอร์ประหลาดใจที่ลอเรนซ์คาดเดาการเคลื่อนไหวของเขาได้อย่างแม่นยำ เขาจำได้ว่าเคยเจอผู้หญิงคนนี้มาแล้วที่เกาะเอลแลน แต่ตอนนั้นเขายังไม่ได้แสดงฝีมือทั้งหมดออกมา
“เธอน่ะ อย่าเข้ามาขวางการดวลดาบสิ” ฟรีโอนิเอลจะดุว่าก็ทำไม่ได้เต็มปาก เพราะอีกฝ่ายดันเป็นสาวแว่นสุดสวย หากอายุมากกว่านี้อีกนิดก็คงจะเป็นแบบที่เขาชอบพอดี
“ถ้าไม่อยากสู้แล้วก็ถอยไป ข้าจะหยุดคน ๆ นี้ให้เอง”
“ข้าไม่ได้จะบอกแบบนั้นซะหน่อย” ฟรีโอนิเอลโวยวาย ส่วนลอเรนซ์ก็ทำเมิน เธอระดมยิงกระสุนวิญญาณใส่เรเซอร์อีกหลายนัด อีกฝ่ายหลบแล้ว แต่ก็หลับไม่พ้นทั้งหมด ลอเรนซ์อ่านการเคลื่อนไหวของเขาได้ขาด
“เจ้าน่ะ ทำไมถึงรู้จักวิชาดาบของข้าได้” เรเซอร์เริ่มยัวะ การโดนอ่านทางได้แบบนี้มันทำให้เขานึกถึงครั้งที่แพ้ให้กับลามินา
ครั้งนั้นลามินารู้อนาคตเพราะริเธียบอกเธออย่างละเอียด เธอรู้ทุกการเคลื่อนไหวและตอบโต้ด้วยวิธีที่ดีที่สุด เรเซอร์ก็ไม่สามารถอธิบายความแตกต่างได้เป็นคำพูด แต่เขามองออกว่าสิ่งที่ลามินากับลอเรนซ์ทำนั้นเป็นคนละอย่างกัน
ซึ่งก็ไม่แปลกที่เขาจะรู้สึกแบบนั้น ลามินารู้อนาคต แต่ลอเรนซ์แค่รู้จักลักษณะนิสัยและท่วงท่าในการโจมตีของเรเซอร์
…เทียบกับเรเซอร์ผู้เป็นอาจารย์ของเธอในอีกยี่สิบปีข้างหน้า เรเซอร์คนนี้ไม่น่ากลัวเท่าไหร่เลย…
ฟรีโอนิเอลไม่สามารถห้ามลอเรนซ์ได้ ส่วนตัวเขาก็ไม่สามารถกลับไปทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรเช่นกัน ทางเลือกของเขาจึงเหลือเพียงแค่ช่วยเธอต่อสู้จนกว่าจะจบ
เรเซอร์ถูกเล่นงานอย่างหนัก ลอเรนซ์ดักการเคลื่อนไหวไว้จนแทบกระดิกตัวไม่ได้ ในขณะที่ฟรีโอนิเอลก็ไม่ได้ออมมือ เขาฟันใส่เรเซอร์จนแขนข้างหนึ่งขาดกระเด็น
“เลือด… ข้าต้องการเลือด” เสียงนั้นไม่ได้มาจากใครที่ไหนแต่มาจากดาบของเรเซอร์นั่นเอง
“เออ รู้แล้วน่า…”
“ระวังอย่าให้เขาต่อแขนได้นะ” ลอเรนซ์ใช้การส่ายหน้าชี้บอกฟรีโอนิเอล
“ต่อแขน” ฟรีโอนิเอลสงสัยว่าอีกฝ่ายมีเวทมนตร์รักษาด้วยงั้นเหรอ
“ดาบต้องสาปทะมะโนะมิ” เธอจ้องดาบตาแทบไม่กะพริบ เธอรู้จักดาบเล่มนี้ในฐานะดาบปีศาจที่แย่งชิงเลือดเนื้อของศัตรูและเปลี่ยนมาเป็นการรักษาให้กับผู้ที่ใช้มัน
เรเซอร์ต่อต้านทั้งคู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรี แม้จะเสียเปรียบในทุกด้าน ถูกล่วงรู้จุดแข็งจุดอ่อน เหลือแขนข้างถนัดเพียงข้างเดียว แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้คู่ต่อสู้เอาชนะไปได้อย่างสบาย