Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 362: เมื่อการต่อสู้กับกลุ่มเซฟิลจบลง
ตรงกันข้ามกับการปล่อยให้คลุ้มคลั่งเพราะถูกดาบควบคุม วิชาดาบของเรเซอร์เป็นวิชาที่ลึกซึ้งจนเหลือเชื่อ เขาใช้การดูดซับความเสียหาย การหมุนเพิ่มแรงเหวี่ยงสะท้อนกลับและโจมตีอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดทำให้ลอเรนซ์และฟรีโอนิเอลที่เคยคิดว่าชัยชนะถูกการันตีไว้แล้วเริ่มหวั่นใจ
ปืนของลอเรนซ์ได้รับความเสียหาย มีจังหวะที่เธออ่านการเคลื่อนไหวผิดและเกือบถูกตัดคอจนกระเด็น โชคดีที่เธอตอบสนองทันด้วยการยกปืนขึ้นรับคมดาบ แม้ปืนจะเสียหายแต่คอของเธอยังปลอดภัยดีอยู่
ด้านของเรย์ สถานการณ์ที่ทุกคนเคยคิดว่าคุมอยู่กลับมาวิกฤติอีกรอบ หลังจากที่ชายลึกลับผู้นำของกลุ่มผู้บุกรุกตัดสินใจเข้าร่วมศึกด้วย
เหล่ายอดฝีมือยอมรับความแข็งแกร่งของเรย์แล้ว แต่พวกเขาก็ไม่คิดว่าเรย์จะต้านทานคู่ต่อสู้ได้แบบสี่ต่อหนึ่ง นั่นจึงกลายเป็นเหตุผลที่คนที่เหลือเลิกห่วงเรื่องของศักดิ์ศรีและเข้าร่วมสู้ด้วยกัน พวกเขาพยายามกันพวกมุสคูโลให้ห่างออกมาเพื่อที่เรย์จะได้สามารถทุ่มสมาธิไปกับศัตรูของเขาได้
เซฟิล ฟิโนซาคือฝันร้ายในศึกนี้ เรย์คือคนเดียวที่รับมือกับเขาไหวและอาจเป็นไม่กี่คนในโลกที่ทำเช่นนี้ได้ หากนับเฉพาะคุณสมบัติแล้วเซฟิลผู้มีสายเลือดของเผ่าพันธุ์ปีศาจชั้นสูงนั้นเหนือกว่าเอลเลนนอสเลือดผสมอย่างเรย์หรือเวิร์นด้วยซ้ำ
“เอลเลนนอส… นอกจากเวิร์นแล้วยังมีคนอื่นอีกสินะ”
เรย์ไม่ได้สนใจสนทนากับเซฟิล ความสนใจของเขาครึ่งหนึ่งถูกแย่งไปโดยผู้คนมากมายที่ถูกสามศิษย์อาจารย์เล่นงาน เรย์แน่ใจว่าหลายคนที่นอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นไม่มีลมหายใจแล้วด้วย
“ส่งลูกแก้วมา แล้วจะไม่มีใครต้องสละชีพโดยเปล่าประโยชน์” เซฟิลเห็นเรย์สนใจชีวิตของคนอื่นมากกว่าตัวเองจึงพยายามโน้มน้าว
“พวกเจ้าแค่ยอมรามือมันก็จบแล้วไม่ใช่เหรอ”
ไม่มีทางที่พวกเขาจะคุยตกลงกันได้ ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลให้ไม่สามารถยอมถอย เซฟิลลงมือหนักขึ้นด้วยการระเบิดห้องทั้งห้องทิ้งเพื่อขยายสนามรบ จากนั้นก็เริ่มใช้เวทเฉพาะตัวของเขา
“เดอะเฮอร์มิต” เซฟิลดึงไพ่ใบหนึ่งออกมาจากสำรับ ผลของไพ่ใบนี้เหมือนกับพลังของเวเนไม่มีผิดเพี้ยน มันทำให้ทุกคนในบริเวณนั้นนอกจากตัวเขาใช้เวทมนตร์ไม่ได้
พวกมุสคูโลก็ตกอยู่ในอิทธิพลของเวทที่ครอบคลุมทั้งบริเวณเช่นกัน แต่ไม่มีปัญหาใด ๆ กับทั้งสามเลย พวกเขาใช้ปราณซึ่งมีรูปแบบแตกต่างจากเวทมนตร์ ความยากลำบากจึงตกอยู่ที่เหล่านักรบจากแต่ละประเทศเท่านั้น
ไพ่เดอะเฮอร์มิตเป็นแค่การประเดิม เซฟิลยังมีไพ่ที่ร้ายกาจอีกมากมาย ไพ่ชุดหลักที่เรียกว่าเมเจอร์อาร์คานามีอยู่ถึง 22 ใบและไพ่ชุดรองที่เรียกว่าไมเนอร์ 56 ใบ นั่นคือเฉพาะเวทมนตร์เกี่ยวกับไพ่ของเซฟิลมีมากถึง 78 ใบ แม้เรย์จะเคยเห็นมาแล้วหลายใบจากการปะทะในไทม์ไลน์ของตนแต่ก็มีอีกไม่น้อยที่เขาไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร
นอกเหนือจากเวทมนตร์เกี่ยวกับไพ่ เรย์ยังจำได้ว่าเซฟิลมีอาวุธลับอื่นด้วย เขามีร่างที่สามารถกลายเป็นปีศาจเต็มตัว ร่างนี้เหมือนกับร่างเทพที่เอลเลนนอสบางคนมี ให้เปรียบเทียบก็เหมือนกับร่างมังกรของเรย์นั่นเอง เรย์รู้ดีว่าหากเขากดดันอีกฝ่ายมากจนไปถึงจุดนั้น มันจะเป็นหายนะต่อทั้งเมืองอัลกราด
มีบางอย่างเกิดขึ้นหลังจากนั้น มันทำให้ความกังวลของเรย์สลายไปจนหมดสิ้น ประตูมิติเปิดออก ลอเรนซ์ปรากฏตัวพร้อมกับเวิร์นและคนที่เหลือที่ลอเรนซ์ไปรวบรวมมา
“กลับมาแล้ว” ฟรีโอนิเอลพูดพร้อมกับชูลูกแก้วสีน้ำตาลให้กับทุกคนดู
“ทางนี้ก็เรียบร้อยดี” ซิกมาชูลูกแก้วที่ทางเขานำกลับมาได้เช่นกัน
มีแค่เพียงจูเดสปาที่ไม่ได้กลับมาด้วย แต่อลิซิลลาก็ทำให้ทุกคนใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นลูกแก้วในมือเธอ “จอมเวทจากพามิลเลสกำลังรักษาตัวอยู่ ข้าเลยเอาไอ้นี่กลับมาก่อน”
“เป็นไปไม่ได้… เรเซอร์ พาร์ดัส โซแลน แพ้กันหมดทุกคนเลยเหรอ” เซฟิลที่ยามปกติแทบไม่แสดงอารมณ์ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
“หึหึหึ อย่าดูถูกกันนักสิ ทางนี้ก็มีจอมดาบนะ สามคนนั้นป่านนี้โดนทหารของอัลกราดจับไปแล้วมั้ง” จอมดาบฟรีโอนิเอลได้ทีก็ยิ่งข่มใหญ่
เวิร์น อลิซิลลา และลอเรนซ์เบื่อที่จะฟังฟรีโอนิเอลโอ้อวด พวกเขาฉวยจังหวะที่คุยกันอยู่เข้าปะทะกับกลุ่มของมุสคูโลที่กำลังสับสน ต่างจากซิกมาและฟรีโอนิเอลที่ได้รับบาดเจ็บและอ่อนล้า ทั้งสามยังแรงดีราวคนเพิ่งได้พักมาอย่างเต็มที่
การปะทะกันแบบสามต่อสามเริ่มขึ้น แม้ด้านการประสานงาน เวิร์น อลิซิลลา และลอเรนซ์จะเทียบกับ มุสคูโล ไอเลียและแฮทซ์ไม่ได้สักนิด แต่ค่าเฉลี่ยความแข็งแกร่งของฝ่ายพวกเวิร์นสูงกว่ามาก
เซฟิลไม่ได้สนใจลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์แล้ว ใจของเขาไปอยู่ที่เพื่อนทั้งสามที่ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง เขาส่งสัญญาณพวกพวกมุสคูโลให้ถอนตัวจากตรงนี้และตามหาคนที่เหลือ ไม่กี่อึดใจต่อมาการปะทะที่รุนแรงก็สงบลง
“อย่าตามไป เซฟิลยังไม่ได้เอาจริง ปล่อยให้พวกนั้นหนีจะทำให้คนที่ตายลดลง” เรย์ตะโกนห้ามคนที่ทำท่าจะตามเซฟิลไป มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่ฟังคำพูดของเขา คนที่เหลือเห็นชัดเจนถึงความแข็งแกร่งของเรย์แล้ว หากคนที่แข็งแกร่งที่สุดในที่แห่งนี้บอกว่าไม่ควรตามไป พวกเขาก็ควรเชื่อ
ศึกอันหนักหนาจบลงแต่งานที่อัลกราดต้องสะสางเพิ่งจะเริ่มเท่านั้น เป็นเวลาหลายวันกว่าที่วันประชุมจะถูกกำหนดขึ้นใหม่อีกครั้ง เมืองทั้งเมืองวุ่นวายเกี่ยวกับเรื่องการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นไปทั่ว รวมถึงการจัดการหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการบุกโจมตีครั้งนี้
มีการไต่สวนและลงโทษผู้คนจำนวนมากที่ปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น เรย์รู้สึกเห็นใจเจ้าหน้าที่หลายคนที่ถูกลงโทษอย่างหนัก เรื่องแบบนี้ไม่สามารถโทษคนเหล่านั้นได้เลย เรย์เห็นกับตามาแล้วว่าพวกเซฟิลผิดมนุษย์แค่ไหน ต่อให้มีกำลังคุ้มกันมากกว่านี้ ต่อให้สายข่าวจะทำงานหนักแค่ไหน ถ้าคนพวกนั้นคิดจะโจมตีงานก็ไม่มีใครหยุดพวกเขาได้
เรย์กลายเป็นตัวเอกสำคัญที่สุดในการประชุมครั้งต่อมา ไม่เพียงแค่เขาจะเป็นคนเดียวที่หยุดเซฟิลเอาไว้ได้ ผู้ติดตามทั้งสามของเขาก็ได้รับความดีความชอบในฐานะผู้ที่ช่วยเหลือจนรักษาลูกแก้วไว้ได้ครบทั้งสี่ลูก นี่คือชัยชนะที่เกินกว่าที่ตัวเขาคาดไว้ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“ทั้งหมดต้องยกให้เป็นความดีความชอบของเจ้าแท้ ๆ” กษัตริย์พระองค์หนึ่งชื่นชมเรย์อย่างตรงไปตรงมา คำพูดของเขาทำให้จูเดสปาหน้าเจื่อนลง
“พระองค์ตรัสเกินไปพ่ะย่ะค่ะ นี่เป็นสิ่งที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของทุกคน ข้าพระองค์ทำแค่ในส่วนที่ตนเองพอจะทำได้” เรย์ไม่ได้ประดิษฐ์คำพูด เขาพูดอย่างที่คิดด้วยใจจริง คนอื่นอาจมองว่าเขาทำผลงานยิ่งใหญ่แต่เขาคิดว่าคนที่สมควรได้รับคำชมคือคนที่ต้องสละชีพไปต่างหาก
ลอเรนซ์ลอบอมยิ้มอยู่ด้านหลังของเรย์ เธอคือคนที่ภูมิใจในตัวเขามากยิ่งกว่าใครในห้องนี้
หัวข้อการประชุมมากมายมีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการมอบหน้าที่สำคัญให้เรย์ในฐานะตัวแทนของกองทัพพันธมิตร ซึ่งไม่ใช่ว่าทุกคนลงเสียงกันเป็นเอกฉันท์ แต่เพราะมีผู้นำหลายคนที่ยกย่องเรย์ขึ้นมาแบบออกหน้าออกตา มันจึงทำบางส่วนไม่กล้าขัดออกมาตรง ๆ
การประชุมจบลงแต่เรื่องที่เหล่าผู้นำอยากจะพูดกับเรย์ยังไม่จบ เขาถูกเชิญไปพบกับกษัตริย์จากอีกหลายประเทศในที่พักส่วนพระองค์ ส่วนใหญ่มักจะต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร สอบถามประวัติความเป็นมาของเขาเพิ่ม หรือไม่ก็ให้รางวัลตอบแทนเรย์เป็นพิเศษ
“ข้าได้ยินมาว่าพวกเจ้าเสียอาวุธและโล่ไปในการต่อสู้ครั้งที่ผ่านมาสินะ” ราชาเรมเนสผู้ที่ได้รับฉายาว่าห้องสมุดโลกตรัสถามพวกเรย์
เรย์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าลอเรนซ์เสียปืนของเธอไป ส่วนโล่ที่เรย์ใช้มานานก็ถูกเซฟิลทุบจนแหลกยับ
“ข้าคิดว่าการหาลูกแก้วเป็นเรื่องสำคัญก็จริงแต่พลังที่พวกเจ้าจะใช้ในการป้องกันรักษาลูกแก้วไว้ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อจะต่อกรกับศัตรูอันร้ายกาจ พวกเจ้าจำเป็นต้องมีอาวุธที่ทัดเทียมกัน มารับสิ่งนี้ไปสิ”
“เหรียญตราแห่งความจริงของฟรอนเทนการ์ด” เรย์รับเหรียญตรามาจากกษัตรย์เรมเนส เขาเกือบจะลืมเรื่องของเหรียญตรานี้ไปแล้ว
ราชาเรมเนสได้ยินเข้าก็ลืมตากว้าง “เจ้ารู้จักสิ่งนี้สินะ”
“มินิสเทรล… ท่านอยากให้พวกข้าไปตามหาคนสำคัญผู้หนึ่งที่นั่น”
คราวนี้ราชาเรมเนสถึงกับผงะ “นี่เจ้ารู้จักท่านผู้นั้นด้วยรึ ดีมาก งั้นเรื่องก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่”
และวันที่ออกเรือก็มาถึง
เรย์พบว่าสมาชิกในวันนี้แตกต่างจากที่ควรเป็น ไม่ว่าจะตามประวัติศาสตร์หรือในยุคที่โอเปราแทรกแซง ซิกมา ฟรีโอนิเอลที่ควรจะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ไม่ได้อยู่ในเรือกับพวกตน
“ประวัติศาสตร์เปลี่ยนอีกแล้วเหรอ” ลอเรนซ์เห็นสีหน้าเรย์ก็เดาใจได้
“ใช่…” เรย์ตอบห้วน ๆ มันคือสีหน้าของคนที่ปลงโดยสมบูรณ์แบบ
“ว่าแต่จะเล่าเรื่องนั้นเมื่อไหร่เหรอ” เรื่องนั้นของลอเรนซ์คือเรื่องเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเรย์และเธอนั่นเอง
“นั่นสิ ตอนแรกว่าจะเล่าหลังจากจบงานประชุมกษัตริย์นี่”
“แล้วยังไง”
“ก็ไม่ยังไงหรอก ไม่ได้คิดจะปิดบังแล้วด้วย แต่รู้สึกเหนื่อย ๆ ยังไงก็ไม่รู้” เรย์มองไปที่เวิร์นกับอลิซิลลาที่กำลังพูดคุยกับลูกเรือ ทั้งคู่ยังไม่ได้ทวงถามสัญญาที่เขาให้ไว้ ส่วนเขาก็คิดว่ายังไงซะโอกาสที่จะเล่าก็คงมาถึงเร็ว ๆ นี้แน่นอน
มินิสเทรล เกาะของชาวมินีส เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีรูปร่างเหมือนกับเด็กแม้จะเติบโตเต็มที่แล้วก็ตาม พวกเรย์สามารถไปถึงเกาะได้สำเร็จเพราะเหรียญตราแห่งความจริงทำให้หมอกมนตราที่กำบังทั้งเกาะเอาไว้หายไป
ชาวมินีสไม่เป็นมิตรกับมนุษย์ ทันทีที่เหยียบขึ้นเกาะพวกเขาต้องเตรียมตัวรับมือกับการตอบโต้ของมนุษย์ตัวจิ๋วพวกนี้ แต่เรย์เตือนทุกคนไว้ก่อนหน้านั้นทั้งยังกำชับห้ามทำรุนแรงกับพวกเขา
มินีสหัวหน้าใหญ่ที่ชื่อพิพิคัสถูกเรย์จับตัวได้อย่างรวดเร็ว หลังจากที่อธิบายไปว่าพวกตนได้รับการแนะนำมาจากราชาเรมเนส ท่าทีของชาวมินีสแห่งเกาะมินิสเทรลก็เปลี่ยนไป พวกเขากลายเป็นมิตรในทันที พิพิคัสไม่เพียงแค่บอกทางให้เขา ยังอาสาพาพวกเรย์ไปส่งถึงที่อยู่ของเทพแห่งช่าง
ด้วยพลังความเย็นของเวิร์น พวกเขาผ่านเส้นทางอันตรายที่เต็มไปด้วยหินหนืดหลอมเหลวไปได้อย่างไร้ปัญหา ในที่สุดพวกเรย์มาถึงหน้าประตูบานหนึ่ง
“ท่านเฟอร์โรอยู่ข้างหน้านี้” เรย์พูดจบก็เปิดประตูนั้นออก