Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 365: เรื่องเล่ารอบกองไฟ
เมื่อกลับมาถึงมินิสเทรล เรย์ฝากรีนาไว้กับชาวมินีส เขาไม่สามารถปล่อยเธอไว้ตามลำพังบนเกาะลอยฟ้า ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้เธอเข้ามาเกี่ยวข้องกับการผนึกเทพปีศาจมากไปกว่านี้
ทั้งสี่ชีวิตกลับไปหาเฟอร์โรพร้อมกับวัตถุดิบที่มากพอจะสร้างอาวุธเทพได้ถึงสองชิ้น เรย์แอบบอกกับเฟอร์โรว่าตามประวัติศาสตร์แผนไปเอาไหจะผิดพลาดมันทำให้เขารู้เรื่องเกี่ยวกับวัตถุดิบที่อยู่ที่จามิวด้วย
“ก็เลยเอากลับมาให้ทั้งหมดเลยสินะ”
“ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป ข้าอยากจะได้โล่ใหม่…”
เฟอร์โรมองหน้าเรย์แล้วส่ายหน้า เขาอยากดุอีกฝ่ายให้สำนึกกับการก่อเรื่องยุ่งก่อนมาเจอเขา และทำให้รู้จักเกรงอกเกรงใจกันซะบ้าง แต่สายตาก็อดจับจ้องโลหะในตำนานที่อยู่ตรงหน้า พลางหยุดคิดภาพอาวุธในหัวไม่ได้
ต่อหน้าคนที่คู่ควรใช้งานมัน เขาอยากเห็นผลงานตัวเองจนด่าออกมาได้ไม่เต็มปาก
“โล่และดาบ อยากได้แบบไหนล่ะ”
“โล่แบบเวิร์นก็ไม่เลว” เรย์นึกอย่างมักง่ายว่าถ้าเป็นโล่สะท้อนเวทก็คงเข้าท่าดี
“โล่สะท้อนเวทได้เหมือนโล่แห่งซิลเวอร์ก็ดูมีประโยชน์ดี แต่ถ้าทำเหมือนกันก็น่าเบื่อแย่ ข้าจะลองเพิ่มความสามารถอื่นเสริมลงไปด้วยก็แล้วกัน และแน่นอนว่ามันทำจากโลหะเทพมันจะทนทานยิ่งกว่าโล่แห่งซิลเวอร์ด้วย”
“ขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ” เรย์ก้มหัวให้อย่างนอบน้อม สรรพคุณที่ได้ฟังทำเอาเขาขนลุก
“ส่วนดาบนี่…” เฟอร์โรมองสำรวจลอเรนซ์
“ข้ามีสายเลือดของทั้งซิลเวอร์และเอนดรา แต่พลังของเทพธิดาแห่งความตายเด่นชัดกว่า ทำให้ข้ามีพลังในการควบคุมวิญญาณมาตั้งแต่เกิด” ลอเรนซ์พูดพร้อมกับแสดงให้เฟอร์โรเห็นวิญญาณของผู้อื่น จากนั้นเธอก็ทำให้เฟอร์โรมองเห็นคลื่นวิญญาณของเธอที่ปรากฏออกมาได้ด้วย
“ดาบที่เหมาะกับเนโครแมนเซอร์ ทำให้ควบคุมอันเดดได้ดีขึ้น อัดพลังวิญญาณลงในดาบและเปลี่ยนมันเป็นการโจมตีทางกายภาพ แล้วก็มีพลังในการเปิดประตูสู่นรกได้โดยตรง”
“เอ่อ ทำไมทีของลอเรนซ์มันมีลูกเล่นเยอะจัง”
“ดาบแห่งเรย์ที่เจ้าใช้อยู่ก็ทำได้หลายอย่าง เจ้าแค่ไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง”
“หา จริงเหรอเนี่ย”
“ไม่รู้ตัวเลยสินะ เจ้าใช้คาถาเทราธันเดอร์ได้ใช่ไหมล่ะ คิดว่าเพราะอะไร ดาบเล่มนั้นช่วยลดพลังเวทในการร่ายเวทธาตุสายฟ้า ลดความเสียหายจากธาตุสายฟ้า ทำให้เจ้าของสามารถใช้เวทมนตร์เกินกว่าระดับที่ควรจะใช้ได้จริง”
เรย์นึกภาพตาม ที่ผ่านมาเขาคิดว่าที่เขาเรียนรู้เทราธันเดอร์ได้เกิดจากที่ตนมีคุณสมบัติเข้ากันได้กับธาตุสายฟ้ามากกว่าธาตุอื่น แต่เมื่อลองย้อนนึกให้ละเอียดขึ้น เขาก็พบว่าเคยมีช่วงหนึ่งที่เขาจะร่ายเทราธันเดอร์ได้เฉพาะช่วงที่ถือดาบด้วย
“ถ้ามีอุปกรณ์ที่ทำให้ร่ายเวทที่เดิมทีใช้ไม่ได้ มันจะทำให้เราเรียนรู้เวทนั้น และใช้ได้เองในที่สุด” เฟอร์โรอธิบายราวกับเป็นเรื่องง่าย ๆ ทุกคนน่าจะทำได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ง่ายดายแบบนั้น สำหรับบางคนเวทมนตร์ที่ไม่ถนัดต่อให้ร่ายผ่านอุปกรณ์เวทก็ไม่ช่วยอะไร
เรย์เป็นผู้มีความสามารถ เมื่อเขาได้อาวุธจากเฟอร์โร เขาจึงไร้เทียมทานขึ้นอีก
เทพแห่งช่างขอให้เรย์และลอเรนซ์เป็นลูกมือช่วยเขาในการสร้างของทั้งสองชิ้น เรย์จำได้ว่าคราวก่อนเขาและรีนาใช้เวลาร่วมกันนับสิบวันเพื่อหลอมแร่โฮลี่สตีลและดาร์คสตีลรวมทั้งช่วยเฟอร์โรตีมันออกมาเป็นดาบแห่งเรย์
คราวนี้ไม่รู้ว่าเพราะเขาคุ้นชินกับขั้นตอนมากขึ้นหรือไม่ การสร้างของสองชิ้นใช้เวลาน้อยกว่าครั้งก่อน
ในที่สุดของทั้งสองชิ้นก็เสร็จสมบูรณ์ เรย์ เฟอร์โร ลอเรนซ์ และสหายอีกสองคนไปรวมตัวกันบริเวณที่โล่งแห่งหนึ่งเพื่อการทดสอบอาวุธ
“ดาบปรภพ” ลอเรนซ์ตั้งชื่อให้สุดยอดแห่งดาบที่ได้มาครอบครอง
ลอเรนซ์ทดสอบการใช้ดาบให้ทุกคนได้ประจักษ์ ตัดเรื่องของความทนทานและความคมที่ไม่มีทางด้อยกว่าดาบระดับตำนานเล่มอื่น ดาบเล่มนี้มีลูกเล่นแพรวพราวจนเรย์ยังต้องอิจฉา ลอเรนซ์ไม่จำเป็นต้องใช้ปืนอีกต่อไป ดาบเล่มนี้สามารถอัดพลังวิญญาณลงไปโดยตรงและยิงออกมาเป็นกระสุนได้
“ความสามารถส่วนอื่น ข้าเคยอธิบายไปบ้างแล้ว มันสามารถสร้างคมดาบวิญญาณได้เหมือนกับคมดาบสายฟ้าของดาบแห่งเรย์ เสริมพลังในการใช้เวทมนตร์สายเนโครแมนซี และก็ช่วยให้เปิดมิติสู่โลกหลังความตายได้ง่ายขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือมันช่วยส่งตัวอะไรก็ตามไปโลกหน้าได้ทั้งเป็น”
“น่าสนใจมาก” อลิซิลลาตบไม้ตบมือ เธออยากขอให้ลอเรนซ์ลองอย่างอื่นให้ดูเพิ่มแต่ก็กัดฟันกลั้นความอยากรู้อยากเห็นไว้ เธอไม่แน่ใจว่าควรทำหรือไม่เพราะสังหรณ์ว่ามันอาจจะอันตรายกว่าที่คิด
“แล้วโล่ของเจ้าล่ะ” เวิร์นหันไปถามเรย์บ้าง
“โดยพื้นฐานมันเหมือนกับโล่แห่งซิลเวอร์นั่นแหละ มันสะท้อนเวทมนตร์ได้แทบทุกชนิด”
เรย์ไม่พูดปากเปล่า เขาขอให้ลอเรนซ์ลองยิงเวทอะไรสักอย่างใส่ตน แต่คนที่ชิงลงมือก่อนกลับเป็นอลิซิลลาที่คันไม้คันมือขึ้นมา เธอร่ายคาถาใส่เรย์ในทันที
เรย์ยกโล่ขึ้นปัดป้องได้อย่างเฉียดฉิว เวทมนตร์ที่คล้ายกับกระสุนไฟของอลิซิลลาไม่เพียงแค่เร็วจนแทบมองไม่ทัน อานุภาพของมันก็ร้ายกาจเกินกว่าที่เห็น เวทมนตร์บทนี้มีจุดเด่นที่พลังทะลุทะลวง ต่อให้เอาทหารใส่เกราะเหล็กมายืนเรียงกันเป็นร้อย เธอก็สามารถยิงทะลุร่างของคนเหล่านั้นทุกคนได้ไม่ยาก
เวทมนตร์กระทบกับโล่และสะท้อนกลับไป แต่มันก็ไม่ถึงขั้นย้อนกลับไปหาคนร่ายอย่างแม่นยำ เหยื่อของเวทมนตร์จึงไม่ใช่อลิซิลลาแต่เป็นก้อนหินก้อนโตที่อยู่ไม่ห่างออกไป
“เฮ้ย เวทอะไรของเจ้าเนี่ยอลิส ตั้งใจจะฆ่ากันเรอะ”
“เวทโบราณน่ะ มันชื่อว่า…”
“ข้าไม่ได้ถามชื่อเวท”
เรย์ขี้คร้านจะเถียงด้วยต่อ เขาตัดสินใจลืม ๆ มันไปซะแล้วหันไปถามเฟอร์โรเกี่ยวกับคุณสมบัติอื่นที่เขาใส่เพิ่มมาในโล่
“เห็นช่องที่โล่ด้านบนของโล่นั่นใช่ไหม คิดซะว่ามันคือปลอกดาบก็ได้ เอาดาบแห่งเรย์ของเจ้าเสียบลงไปที่ช่องนั้นสิ”
เรย์ไม่รู้เหตุผลแต่เขาก็ทำตามคำพูดของเฟอร์โรโดยดี ดาบถูกเก็บไว้ในโล่ราวกับว่ามันคือปลอกดาบ
“ขอเวทมนตร์เมื่อกี้อีกทีได้ไหม” เฟอร์โรหันไปมองกับอลิซิลลา
โดยแทบไม่มีจังหวะตั้งตัว อลิซิลลาร่ายเวทบทเดิมใส่เรย์ซ้ำทันที คราวนี้มันเร็วยิ่งกว่าครั้งแรกเสียอีก ชั่วพริบตาหนึ่งเรย์คิดไปแล้วว่าครั้งนี้เขาต้องซวยอย่างแน่นอน
แต่เขายังใช้โล่รับได้ทัน
“เอ๋… ไม่สะท้อน”
“ไม่สะท้อนออกมา แต่มีบางอย่างเปลี่ยนไปนะ” เวิร์นชี้ไปที่โล่ที่กำลังเรืองแสงขึ้น
เรย์ชักดาบออกมาจากโล่ มันเป็นอย่างที่เขาสังหรณ์เอาไว้ ดาบแห่งเรย์ในตอนนี้มีพลังของไฟฟ้าอย่างรุนแรง
“ทำไมกันล่ะ ข้ายังไม่ได้ใช้เวทมนตร์สายฟ้ากับดาบเลย” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“แบบนี้นี่เอง” ลอเรนซ์ลองเดาจากที่เห็นดู “ระหว่างที่ใส่ดาบลงไปในโล่ เวทมนตร์จะไม่ถูกสะท้อนแต่ถูกโล่ดูดซับไว้และเปลี่ยนเป็นธาตุสายฟ้า”
“ถ้าใช้ให้ดีก็จะเปลี่ยนเวทมนตร์ของพวกพ้อง… ไม่สิเวทมนตร์ของศัตรูก็จะกลายมาเป็นพลังของดาบได้ นี่เท่ากับว่าแทบไม่ต้องกลัวพลังเวทมนตร์หมดเลยสิเนี่ย” เรย์เพิ่งเข้าใจความหมาย
“สุดยอดเลยใช่ไหมล่ะ” เฟอร์โรเท้าเอวและยืดอกขึ้นเล็กน้อย เป็นกริยาที่เรย์เคยเห็นลูนาร์หลานของเขาทำอยู่เสมอเวลาที่ถูกใครสักคนชื่นชม
“ยิ่งกว่าสุดยอดอีกครับ” เรย์ยกนิ้วโป้งให้ “มีโล่อันนี้ ศึกกับเทพปีศาจครั้งนี้ก็ยิ่งง่ายขึ้น”
เฟอร์โรแม้จะปากร้ายและดูไม่เต็มใจช่วยเหลือในตอนแรก แต่ทุกคนมองออกว่าเขากำลังสนุกอยู่ นอกจากดาบและโล่เขายังเสนออาวุธและเครื่องป้องกันให้กับเวิร์นและอลิซิลลาอีกด้วย น่าเสียดายที่เวิร์นมีทั้งดาบ โล่และชุดเกราะของซิลเวอร์จนครบชุดแล้ว เขาจึงไม่ต้องการอะไรอีก ส่วนอลิซิลลาก็คล้ายกัน เธอมีเวทมนตร์ มีเดวัล และเขี้ยวเล็บของตนเอง สิ่งที่อลิซิลลาขอจากเฟอร์โรไปจึงเป็นแค่ชุดเวทมนตร์ชุดใหม่และพวกอุปกรณ์ประหลาดที่เธอรู้สึกสนใจแทนที่จะเป็นอาวุธ
พวกเขาทดลองข้าวของที่ได้มาอีกพักใหญ่ เฟอร์โรเองอยู่ดูเรย์กับพรรคพวกลองอาวุธจนครบ
หลังจากนั้น เรย์ได้ทำตามสัญญาที่เขาให้ไว้กับเวิร์นและอลิซิลลา เขาเล่าเรื่องของตนเองและกลุ่มอะบีสอย่างละเอียด มีทั้งการเดินทางของโซนาตา การเดินทางในเนเธอร์เวิลด์จนทำให้เขาใช้ไทม์แมชชีนครั้งแรก ศึกต่าง ๆ ที่เขาเข้าไปเกี่ยวข้อง รวมถึงเรื่องของโอเปรา
“เจ้าคือเรย์ แต่ก็ไม่ใช่เรย์ของยุคนี้” เวิร์นกำลังเรียบเรียงข้อมูลมากมายที่ได้ฟังมา
“แล้วก็ยังมีโลกแบบที่พวกเราไม่รู้จักด้วย โลกที่ถูกแก้ไขไปแล้วโดยโอเปรา… ชื่อนี้ใช่ไหม” อลิซิลลากำลังครุ่นคิดอยู่เช่นเดียวกับเวิร์น
“ตามนั้นเลย แล้วหลังจากนั้นพวกเราก็ได้ไปยุคอื่นอีก เช่นยุคของลูนาร์ผู้เป็นหลานสาวของเฟอร์โร ยุคของฟรองเซย์ที่เป็นลูกของเวิร์นก็ด้วย”
“ลูก… ลูกของข้าน่ะรึ” เวิร์นทำหน้าตกใจเหมือนถูกผีหลอก
“เรื่องนั้น ถ้าอยากรู้ไว้เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟังอีกทีก็ได้” ลอเรนซ์แทรก
“หลังจากนั้นพวกเราก็ปะทะกับกลุ่มเฟรย์การ์ดอีกหลายครั้ง จนมาถึงตอนที่กำลังจะเดินทางออกจากยุคของฟรองเซย์และลอเรนซ์นี่แหละ มิเนอร์วาถูกทำลายระหว่างกำลังข้ามเวลา…”
“แล้วก็เหมือนกับที่เล่าไปในตอนแรก ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสมาชิกคนอื่น แต่ข้าเชื่อว่าต้องมีคนรอดอย่างแน่นอน พวกเขาจะกลับมารับข้ากับลอเรนซ์ในสักวัน”
“ปัญหาก็คือพวกเราทำเรย์ในยุคนี้ตายไปแล้ว มันเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางเลือกของเราสองคนจึงเหลือแค่การจัดการกับเทพปีศาจแทนที่เรย์ตัวจริงของยุคนี้”
เวิร์นและอลิซิลลามองหน้ากันตาปริบ ๆ เรื่องของเรย์และลอเรนซ์พิสดารและดูเหลือเชื่อ แต่พวกเขาทั้งสองกลับเชื่อทั้งหมดโดยไม่สงสัย หลายอย่างในเรื่องเล่ามันช่วยตอบข้อสงสัยมากมายที่มีในใจของทั้งคู่ระหว่างได้เดินทางร่วมกันมากับเรย์
“เจ้ายังอยากจะสู้แม้ว่าจุดจบอาจจะหมายถึงความตายก็ได้เหรอ” อลิซิลลาถามเรย์อย่างตรงไปตรงมา อีกฝ่ายมีสีหน้ากระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย
“ข้าไม่คิดจะตายอีกหรอก” เรย์ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าสัญญากับลอเรนซ์ไว้แล้วว่า พวกเราจะรอดไปด้วยกัน”
“เรย์ในตอนนี้เก่งกว่าตัวเขาเองในช่วงสุดท้ายก่อนที่จะตายตามประวัติศาสตร์ อย่างน้อยก็น่าจะสามถึงสี่เท่าตัว นอกจากนั้นเขาก็ได้โล่ใหม่มาแล้วด้วย”
“สิ่งที่พวกเจ้าหนักใจไม่ใช่เรื่องนั้น แต่คือจำนวนของพรรคพวกสินะ ตามประวัติศาสตร์กลุ่มของเรย์ควรจะมีคนเจ็ดถึงแปดคนเลยนี่ แต่ดูตอนนี้สิพวกเรามีกันแค่สี่คนเอง รีนาถึงจะมีพลังแฝงซ่อนอยู่มากก็คงจะต้องตัดไปอีกคน รายนั้นปล่อยให้ไปเจอกับจาเคววาไม่ได้หรอก”
“ใช่ เหลือกันแค่นี้แหละ บอกตามตรงว่าหลังจากเล่าทุกอย่างจบแล้ว หากพวกเจ้าจะไม่อยากไปด้วยกันต่อข้าก็เข้าใจและจะไม่รั้งเอาไว้”
บรรยากาศที่เงียบอยู่แล้วยิ่งเงียบสงัดหลังจากเรย์พูดจบ เสียงที่เหลืออยู่คือเสียงของกองไฟที่กำลังปะทุอยู่ตรงกลางวงล้อมของคนสี่คน โดยมีเสียงแมลงและเสียงสัตว์ป่าที่ดังแทรกมาเป็นระยะเท่านั้น
“ถ้าเป็นตามประวัติศาสตร์ เรื่องของข้าและเจ้าคงจบไม่สวยงามสินะ” เวิร์นเปรยขึ้นทำลายความเงียบ
“ไม่ถึงกับฆ่ากันตายไปข้าง แต่ก็ไม่มีทางจะมานั่งรอบกองไฟคุยกันแบบนี้ได้หรอก”
เรย์สังเกตเห็นรอยยิ้มบาง ๆ ของเวิร์น เขาเองก็คงคิดเหมือนกันว่าเรื่องแบบนี้มันช่างประหลาดซะเหลือเกิน จากคนที่เจอหน้าก็พร้อมจะวางมวยใส่กันทุกครั้ง ตอนนี้เวิร์นกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่เรย์เชื่อใจที่สุด และเวิร์นเองก็น่าจะรู้สึกแบบเดียวกัน
“เป้าหมายต่อไปของพวกเราคืออะไร”
เรย์อ้าปากค้าง “พวกเรา? นี่ตกลงเจ้าจะช่วยข้าและลอเรนซ์ต่องั้นเหรอ”
“มาถึงขนาดนี้แล้ว พวกข้ามีทางเลือกรึไง” อลิซิลลาตอบ
“แต่ข้ามีเงื่อนไขข้อหนึ่ง ต่อไปนี้เจ้าจะต้องทำขนมทุกอย่างตามที่ข้าขอ”
เรย์หยุดคิดชั่วครู่ก่อนที่จะตอบตกลง เขางงตรงที่เดิมทีมันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว เวิร์นไม่เรื่องมากเรื่องของคาวแต่เขาจุกจิกกับเรื่องของหวานมาก และเขาก็เรียกร้องอยากจะกินนั่นกินนี่ตลอดโดยไม่เคยสนว่าพวกตนอยู่ในที่ ๆ ไม่มีแม้แต่เตาอบ
“ข้อที่สอง…”
“ยะ ยังมีอีกเหรอ”
“แนะนำข้าให้รู้จักกับกลุ่มอะบีสด้วย”
“หืมมม” คราวนี้เป็นเสียงของลอเรนซ์ “นี่เจ้า…”
เวิร์นสนใจกลุ่มอะบีส ทั้งในส่วนเป้าหมายของพวกเขา มันจะเปิดโอกาสให้เวิร์นได้พบกับคู่ต่อสู้แข็งแกร่งมากมายที่ในยุคนี้อาจไม่มีให้ประลองฝีมือ โอกาสที่จะได้ใช้เวลากับลูกสาวที่ตามประวัติศาสตร์เขาไม่เคยได้ดูแล และโอกาสอีกมากมายที่เขาไม่สามารถพบได้ แต่จะได้รับถ้าหากได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มอะบีส
“ส่วนข้าถึงจะบอกไม่ได้ว่าจะเอายังไงกับเรื่องกลุ่มอะบีส แต่สำหรับการช่วยจัดการกับเทพปีศาจ เรื่องนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง”
“ขอบคุณนะ” เรย์และลอเรนซ์พูดขึ้นพร้อมกัน
“ว่าแต่ พวกเราจะทำอะไรกันต่อล่ะ อาวุธและเครื่องป้องกันก็พร้อมแล้ว เนื้อเรื่องต่อไปควรจะไปที่ไหน”
“ท่านริเธีย” เรย์ตอบ “พวกเราจะไปหาท่านริเธียอีกครั้ง ประวัติศาสตร์ผิดเพี้ยนไปมาก บางทีลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์อีกสองลูกอาจจะไม่อยู่ในที่ ๆ ควรอยู่ ข้าอยากถามเรื่องนั้นให้แน่ใจ”
“ดีเหมือนกันนะ พารีนาไปด้วยสิ ท่านริเธียต้องรู้แน่นอนว่าจะทำยังไงกับเธอ”
“งั้นก็ตามนั้น พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางไปเอลแลน ข้าจะไปบอกกัปตันให้เตรียมเรือให้พร้อม”
“เจ้าต้องบอกให้เค้ากลับไปรอพวกเราที่ลีโอตาร์ต่างหาก” ลอเรนซ์ทักท้วงไว้
“จริงด้วย เจ้าเคยไปเอลแลนในยุคนี้มาแล้ว เปิดประตูมิติไปเลยก็ได้เนอะ งั้นคืนนี้ก็พักผ่อนให้เต็มที่เถอะ”