Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 368: ภูตบาบานีและการเปิดโปงกัลลาร์ด
เรย์ ลอเรนซ์ เวิร์นและอลิซิลลาต่างอึ้งไปตาม ๆ กัน ผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาหน้าตาสะสวยแต่ดูแปลกตาไม่เหมือนกับชนชาติใด ๆ ที่พวกเขาเคยเห็น เธอมีผิวซีด ปลายหูชี้แหลม แต่งกายด้วยชุดสีเขียวที่ทำขึ้นจากการนำเอาใบไม้ขนาดใหญ่มาใช้เป็นส่วนประกอบของชุด
“ภูต… งั้นเหรอ” เรย์ไม่ได้ถามใครโดยตรงเพราะเข้าใจว่าพวกเขาอีกสามคนไม่มีใครรู้คำตอบ
“ข้าคือภูตที่คอยดูแลรับใช้ลาพีสส์ทาเวิร์นเจ้าค่ะ อ๊ะ ไม่ใช่สิ ท่านเปลี่ยนชื่อมันเป็นลีออนทาเวิร์นแล้วสินะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงสดใส เป็นน้ำเสียงที่ค่อนข้างขัดกับรูปลักษณ์นิ่ง ๆ ที่ดูสุขุม
“พวกเราเคยได้ยินมาว่ามันคือร้านของภูต… แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีแบบนี้ด้วย” ลอเรนซ์ยังไม่หายคลางแคลงใจ
“คิดซะว่าข้าคือจิตวิญญาณของร้านก็ได้เจ้าค่ะ แต่ได้โปรดอย่าถามถึงที่มาที่ไปเลยนะเจ้าคะ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตนคืออะไรกันแน่ รู้เพียงว่าวันหนึ่งข้าก็มีตัวตนขึ้นมาและไม่สามารถออกห่างจากร้านนี้ได้ เถ้าแก่ในแต่ละรุ่นจึงมอบหน้าที่ให้กับข้าดูแลร้านนี้เจ้าค่ะ”
“งั้นเจ้าก็น่าจะทำงานได้ทุกอย่างสินะ”
“ใช่เจ้าค่ะ ได้ทุกอย่าง ทั้งแต่ทำอาหาร ช่วยงานหน้าร้าน ทำความสะอาด ไปจนถึงจัดการกับพวกที่มาก่อกวนเลยเจ้าค่ะ”
เรย์ไม่ได้หวังจะให้บาบานีมาช่วยไปจนถึงเรื่องคุ้มครองร้าน แต่หากเขามองไม่พลาดภูตสาวรายนี้เองก็น่าจะแข็งแกร่งอยู่พอตัว
“จะรับเข้าทำงานก็ไม่มีปัญหาหรอก แต่ข้าน่ะจริงจังเรื่องอาหารนะ ถ้าเจ้าจะช่วยในครัวก็คงต้องขอทดสอบดูหน่อย”
“ยินดีเจ้าค่ะ” บาบานีรับคำท้าทาย เรย์สังเกตเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาคู่นั้น
ทั้งสองคนหายเข้าไปในครัวและครู่ใหญ่ก็กลับออกมาพร้อมกับอาหารหน้าตาแปลกตาหลายต่อหลายชนิด จากสีหน้าของเรย์และบาบานี ทุกคนพอเดาได้ว่าผลลัพธ์เป็นเช่นไร
“จานนี้ชื่อต้มยำหม้อไฟกุ้งค่ะ จานนี้คือข้าวผัดซอสเปรี้ยวของมาดารัส จานนี้คือแกงโมซา จานนี้คือข้าวหน้าปลาดิบสูตรของซิแปง ส่วนจานนี้…” บาบานีนำเสนอผลงานทีละอย่าง ครึ่งหนึ่งในนั้นเป็นรายการอาหารที่เรย์ตั้งใจจะใส่ไว้ในรายการอาหารของร้าน ส่วนอีกครึ่งเป็นอาหารที่เขาให้เธอเลือกเอง
“ใช้ได้” เวิร์นชิมทุกอย่างอย่างละหลายคำ เป็นที่รู้กันว่าเขาค่อนข้างเรื่องมากในรสชาติแค่ไหน ตั้งแต่ร่วมทางกันมาเรย์แทบไม่เห็นเขาชมฝีมืออาหารของใครนอกจากที่ตนทำ
นั่นคือสาเหตุที่บาบานีกลายมาเป็นผู้ดูแลหลักของร้านแห่งนี้ และทำให้เรย์เบาใจได้ว่าแม้เขาจะไม่อยู่ที่ร้านแต่ลีออนทาเวิรน์ก็ยังสามารถเปิดกิจการต่อไปได้อย่างราบรื่น
แต่ก็ใช่ว่าเรย์วางแผนจะจากร้านไปนาน เรย์เคยถามลอเรนซ์ว่าประตูมิติของเธอสามารถเชื่อมต่อระหว่างเรือและสถานที่อื่นได้ไหม คำตอบในตอนนั้นคือการเปิดประตูไปสถานที่ที่เคยไปมาแล้วนั้นไม่มีปัญหา ปัญหาจะเกิดขึ้นตอนขากลับเพราะประตูมิติของเอ็กซิคิวชันเนอร์ทำงานโดยการอิงกับสถานที่ มันไม่สามารถพาทุกคนกลับไปที่เรือได้หากเรือย้ายที่ไปจากตำแหน่งเดิม
ปัญหาที่ว่าได้รับการแก้ไขด้วย ‘สัญลักษณ์อะบีส’ ลอเรนซ์จำได้ว่าเรย์เล่าว่าสมาชิกกลุ่มอะบีสมีคนที่มีพลังในการสลับที่ เธอใช้สัญญาณเฉพาะที่เข็มกลัดอันเล็ก ๆ นี่ส่งออกมาร่วมกับพลังพิเศษทำให้สามารถสลับที่คนหรือสิ่งของที่อยู่อีกซีกโลกได้ ลอเรนซ์นำเทคนิคนี้มาดัดแปลงและหลังจากลองทดลองหลายครั้ง เธอก็สามารถเปิดประตูมิติที่นำไปสู่สถานที่ที่มีสัญลักษณ์อะบีสได้
ด้วยวิธีเหล่านี้ ขอเพียงทิ้งสัญลักษณ์ไว้ที่เรือการไปกลับด้วยประตูมิติจึงสามารถทำได้ง่ายดาย
ตลอดการเดินทางสู่กิงคารอน สมาชิกทุกคนย้อนกลับไปมาระหว่างร้านและเรือหลายครั้ง เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนที่พบเห็น
“ตกลงว่าท่านเรย์จะไม่เดินทางไปเอาลูกแก้วสองลูกสุดท้ายที่กิงคารอนแล้วเหรอ ข้ายังเห็นเขาอยู่ที่ร้านอยู่เลย” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น
“เจ้าไม่รู้เรื่องน่ะสิ ท่านเรย์ใช้เวทอะไรสักอย่างไปกลับระหว่างเรือกับร้านทุกวันต่างหาก ป่านนี้เรือน่าจะเกือบถึงกิงคารอนแล้วล่ะมั้ง”
“ไม่ต้องไปว่าเขาเลย เจ้าก็ไม่รู้เรื่องพอกันนั่นแหละ เวทมนตร์นั่นมันของท่านลอเรนซ์ต่างหาก แหม คนอะไรกันเนี่ยทั้งสวยทั้งเก่ง” ชาวบ้านคนที่สามพูดถึงลอเรนซ์ด้วยน้ำเสียงเคลิบเคลิ้ม
พวกเรย์เพิ่งเดินทางถึงกิงคารอนหมาด ๆ เป้าหมายของพวกเขาคือการตามหากลุ่มของเซฟิลเพื่อเจรจาหรือแม้แต่ต้องปะทะเพื่อแย่งลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่กับพวกเขา และอีกเป้าหมายที่เร่งด่วนกว่าคือการเปิดโปงแผนชั่วของกัลลาร์ด อมาเรียสก่อนที่เขาจะได้ใช้เวทมนตร์ราลูโซล
การเปิดโปงฟังดูเหมือนง่าย แต่ความจริงคือพวกเรย์ไม่ได้มีพยานหลักฐานสักอย่าง มันยากที่จะอธิบายให้จักรพรรดิชาดัสเข้าใจเรื่องที่กัลลาร์ดมาจากโลกคู่ขนานพร้อมกับแผนที่ต้องการเสี้ยมให้โลกทั้งสองโลกทำสงครามกัน และมันยิ่งยากขึ้นอีกเท่าตัวเพราะทั้งประเทศกิงคารอนกำลังวุ่นวายจากสงครามกับพวกเซฟิล ดังนั้นคนภายนอกจู่ ๆ จะเข้ามายุ่มย่ามกับแผนที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว จักรพรรดิคงไม่คิดจะฟัง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
พวกเรย์ใช้วิธีปลอมตัวเป็นทหารของกิงคารอน พวกเขาหลีกเลี่ยงการปะทะด้วยการใช้งานเดวัลของอลิซิลลาเป็นเหยื่อล่อ มันทำให้พวกเขาลักลอบเข้าไปจนถึงเมืองหลวงได้โดยที่ทางกิงคารอนยังไม่ระแคะระคาย
พวกเขาตัดสินใจเข้าพบกับคนผู้หนึ่ง
“ถอยไปก่อน” ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าตระกูลบอกกับลูกน้องของเขาให้เปิดทางให้
เรย์และลอเรนซ์คุ้นหน้าคุ้นตาชายสูงศักดิ์ผู้นี้ดี ในยุคของลอเรนซ์เขาคือหนึ่งในสิบสองขุนพลเทพของกิงคารอนและเป็นหนึ่งในขุนนางคนสำคัญของอาณาจักรแห่งนี้… ลอร์ดโมเบียส
“ถ้าข้าเดาไม่ผิด เจ้าคือเรย์ ลีออนสินะ ได้ยินข่าวลือมาว่าพวกเจ้ากำลังมาที่กิงคารอน แต่ไม่คิดเลยว่านอกจากจะลักลอบเข้ามาถึงเมืองหลวงโดยที่ไม่มีใครรู้ ยังบุกปราสาทและเข้ามาถึงห้องของข้าได้ ที่ลำบากมาขนาดนี้คงไม่ได้แค่คิดจะมาทักทายข้าสินะ”
“พวกเราอยากขอความช่วยเหลือจากท่าน”
“ความช่วยเหลือ” น้ำเสียงของโมเบียสดูไม่เป็นมิตร แต่เห็นได้ชัดว่าเขามีเหตุผลมากพอ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้สั่งให้พวกลูกน้องโจมตีพวกเรย์
“พวกเราอยากจะพูดเรื่องของกัลลาร์ด อมาเรียส”
“กัลลาร์ด” สีหน้าโมเบียสเปลี่ยนไปเล็กน้อย ดูเขาจะสนใจหัวข้อนี้
เรย์เล่าข้อมูลหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับกัลลาร์ดให้โมเบียสฟังโดยเลี่ยงการบอกว่าเขารู้เรื่องนี้มาได้อย่างไร และเรื่องที่ตัวเขาเคยเห็นอนาคตมาแล้ว
กัลลาร์ดในตอนนี้ไม่ใช่กัลลาร์ดคนเดียวกับที่ทุกคนรู้จัก เขาคืออดีตเอ็กซิคิวชันเนอร์จากโลกคู่ขนาน เขาหลอกให้กัลลาร์ดในโลกนี้สร้างประตูเชื่อมระหว่างโลกนี้กับโลกที่เขาถูกขัง จากนั้นก็สังหารกัลลาร์ดในโลกนี้เพื่อให้ตนสวมรอยกลายเป็นหัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์ของกิงคารอน
“ราลูโซล… มันเป็นเวทมนตร์อันตรายขนาดนั้นเลยเหรอ” โมเบียสไม่ได้เชื่อคำพูดเรย์ไปทุกคำ แต่เขายอมรับว่าเขาไม่ได้ไว้ใจกัลลาร์ดและแผนการในการใช้เวทมนตร์นี้ที่ตนรับรู้มาก่อนด้วยฐานะหนึ่งในบุคคลสำคัญ
“มันอันตรายมากค่ะ นอกจากนั้นหากคิดจะหาลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนอยู่ในอาณาจักร ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ราลูโซลด้วย” จากนั้นลอเรนซ์ก็เล่าเรื่องที่พวกเธอได้รับรู้มา ที่ซ่อนของลูกแก้วที่อยู่ในรูปสลักของราชินีในรัชกาลก่อน
โมเบียสได้ยินแล้วรีบออกคำสั่งกับทหารให้ส่งคนไปสำรวจรูปปั้นโดยด่วน
“ถ้าลูกแก้วอยู่ที่นั่นจริง อย่างน้อยข้าจะพิสูจน์ได้ใช่ไหมว่าพวกข้าไม่มีเจตนาร้าย” เรย์ย้ำ
“ข้ายังบอกเรื่องนั้นไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยถ้าเจตนาของพวกเจ้าคือการยับยั้งการใช้ราลูโซล ข้าคิดว่ามันเป็นไปได้สูง”
พวกเรย์คิดถูกที่เลือกเชื่อใจโมเบียส ในบรรดาสิบสองขุนพลเทพเขามีชื่อเสียงด้านความเถรตรงที่สุด นอกจากนั้นเรย์ก็เคยได้ยินข่าวลือมาว่าเขามีเรื่องกระทบกระทั่งกับกัลลาร์ดมาตลอด ในใจของเขามีความพร้อมที่จะเชื่อว่ากัลลาร์ดมีแผนร้ายอะไรสักอย่างมาตั้งแต่แรก
โมเบียสให้ที่ซ่อนพวกเรย์ในปราสาทของเขาระหว่างที่เขาสืบเรื่องราวเพิ่ม ทุกอย่างคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว เขาได้ลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์มาจากจุดที่พวกเรย์ชี้บอก
แล้วในที่สุดเรื่องก็ไปถึงหน่วยปราบปราม คฤหาสน์ของกัลลาร์ดถูกรื้อค้น พวกเขาพบกับประตูเชื่อมต่อระหว่างโลกอย่างที่เรย์อ้างไว้ นอกจากนั้นยังค้นพบการวิจัยลับ ๆ อีกหลายอย่างที่กัลลาร์ดแอบทำขึ้นลับหลังโดยไม่เคยแจ้งให้จักรรพรรดิชาดัสได้รับรู้
ที่เจ็บแสบคือกัลลาร์ดเตรียมพร้อมไว้สำหรับเรื่องแบบนี้ไว้ล่วงหน้า เมื่อมั่นใจว่าความแตกและตนกลายเป็นอาชญากรเขาก็ไม่รอให้ตัวเองถูกจับ กัลลาร์ดขโมยงานวิจัยหลายชิ้นไปพร้อมกับยานต้นแบบของวิงก์ออฟโดมิเนชันซึ่งแน่นอนว่ายานลำนั้นเองก็มีการติดตั้งเครื่องมือร่ายเวทราลูโซลไว้ด้วย
พวกเรย์ที่ไม่เพียงมีข้อมูลจากอนาคตแต่ยังได้รับการชี้แนะจากริเธียมาแล้วเรียบร้อย นำกองกำลังส่วนหนึ่งของกิงคารอนซุ่มรออยู่บนยานต้นแบบก่อนที่ยานจะออกบินขึ้นฟ้า
แล้วศึกระหว่างกัลลาร์ดและพวกเรย์ก็เริ่มขึ้น