Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 369: ปะทะกัลลาร์ดครั้งแรกอีกครั้ง
กัลลาร์ดในยุคนี้เป็นตัวอันตราย แต่เขาไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับยุคที่เคยปะทะกับกลุ่มอะบีส เรย์เดาว่าเขาเพิ่งหนีมาจากโลกที่ถูกปิดกั้นได้ไม่นานและน่าจะเพิ่งได้สังหารกัลลาร์ดในโลกอื่นไปได้ไม่มาก
“พวกแกมาจากฟอร์ชาโดเวอร์งั้นเหรอ” ไม่แปลกประหลาดที่กัลลาร์ดถามพวกเรย์แบบนั้น พฤติกรรมหลายอย่างของพวกเขามันชวนน่าสงสัย
“เคยเป็น” ลอเรนซ์ตอบ “ไม่สิ ถ้ามองจากยุคนี้ล่ะก็ เรื่องนั้นยังไม่เกิดขึ้นสินะ”
“ยุคนี้งั้นรึ… ไม่ใช่แค่ข้ามมิติ พวกเจ้ามาจากช่วงเวลาอื่น”
เรย์นิ่งเงียบไม่ได้ตอบ
“ถ้าเจอกับข้าในช่วงเวลาอื่นแล้วยังมาอยู่ตรงนี้ได้ ก็มีอยู่แค่สองอย่าง พวกเจ้าหนีมาเพื่อจัดการกับข้าในขณะที่ยังทำได้ หรือไม่ก็คงจัดการกับข้าในยุคนั้นไปแล้วแต่ย้อนกลับมาที่นี่ด้วยเหตุผลอื่น”
“หมอนี่ร้ายแฮะ” เรย์ตื่นตระหนกในความฉลาดของอีกฝ่าย รู้สึกว่าโชคดีเหลือเกินที่ชิงเล่นงานคน ๆ นี้ก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้ตั้งตัวและก่อความเสียหายมากกว่านี้
แม้จะเทียบกับกัลลาร์ดที่เคยพบไม่ได้ แต่กัลลาร์ดคนนี้ก็แข็งแกร่งจนประมาทไม่ได้ เขาเคยเป็นเอ็กซิคิวชันเนอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในองค์กรและพวกเรย์ก็กำลังสู้ในถิ่นของเขา
พวกเรย์มีกำลังหนุนจากทหารกิงคารอนและเดวัลกลจำนวนหนึ่ง แต่จำนวนที่ว่าแทบจะไม่มีผลต่อความได้เปรียบ กัลลาร์ดเองก็มีเดวัลกลจำนวนมากที่เขาออกแบบเองกับมือ เขาเป็นคนที่เตรียมแผนสำรองเอาไว้เสมอ เดวัลกลรุ่นล่าสุดเขาจะซ่อนเอาไว้เพื่อใช้งานส่วนตัวและจะส่งมอบให้กับกิงคารอนเมื่อเขามีรุ่นใหม่ที่แกร่งกว่าเท่านั้น นี่คือเหตุผลที่เดวัลกลที่กิงคารอนส่งมาช่วยจึงทำอะไรเดวัลกลที่เขาใช้ไม่ได้มากนัก
“เดวัลกลพวกนี้น่าสนใจจริง อยากรู้ว่าถ้าเทียบกับเดวัลของข้าแล้วอะไรจะเก่งกว่ากัน” อลิซิลลาไม่ได้มาตามลำพัง เธอขนเอาเดวัลฝูงหนึ่งติดมาด้วย
ด้านหนึ่งคือจักรกลในรูปร่างของสัตว์ประหลาด อีกด้านคือสัตว์ประหลาดของแท้ที่กระหายเลือดราวกับเครื่องจักรสังหาร พริบตาที่สองกลุ่มเข้าโรมรันใส่กัน มันก็กลายเป็นภาพที่เหมือนกับหนังสัตว์ประหลาดที่เรย์เคยดูในห้องดูหนังของมิเนอร์วา
เดวัลกลบางตัวมีอาวุธลำแสงความร้อน บางตัวก็มีจรวดนำวิถี แทบทุกตัวล้วนแต่ติดตั้งอาวุธร้ายแรงชนิดที่ว่าหากยานลำนี้จะถูกทำลายทิ้งไปเมื่อใดก็ไม่น่าตกใจ
แต่เดวัลสายพันธุ์ประหลาดของอลิซิลลากลับไม่ได้เสียเปรียบสักนิด พวกมันมีอาวุธตามธรรมชาติที่สร้างความเสียหายได้ไม่น้อยหน้า นอกจากนั้นส่วนใหญ่พวกมันสามารถใช้เวทมนตร์ของเดวัลได้ เรย์พบว่ามีตัวหนึ่งถูกลำแสงความร้อนเข้าไปอย่างจังแต่มันกลับไม่เป็นอะไรสักนิด บางตัวพ่นสารหนืดสีเขียวที่สามารถละลายได้แม้แต่โลหะ และอีกหลาย ๆ ตัวที่ระเบิดพลังทำให้ยานสะเทือนอยู่ในตอนนี้ ไม่มีอะไรทำร้ายพวกมันได้เลย
ไม่มีใครกล้าพนันว่าข้างไหนจะชนะ และยิ่งไม่กล้าฟันธงลงไปด้วยว่ายานลำนี้จะทนต่อไปได้อีกนานแค่ไหน พวกเขารู้เพียงแค่ระหว่างนั้นต้องรีบจัดการกับกัลลาร์ดให้เร็วที่สุด
“ไดเมนชันดิสทอร์ชัน”
ความบิดเบี้ยวของมิติเกิดขึ้นรอบ ๆ โดยมีกัลลาร์ดเป็นศูนย์กลาง ไม่เพียงแค่ใช้มิติบีบให้คนอื่นเคลื่อนไหวไม่ได้ เขายังพยายามจะนำเอาวัตถุอันตรายจากต่างมิติมาถล่มที่นี่ให้แหลกยับ เห็นได้ชัดว่ากัลลาร์ดไม่สนใจความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตัวยานหรือแม้แต่งานวิจัยที่เขาอุตส่าห์ขโมยหนีออกมา สำหรับอัจฉริยะแบบเขาข้อมูลทุกอย่างมันอยู่ในหัวเรียบร้อยแล้วตอนนี้ ขอเพียงรอดไปได้เขาพร้อมเริ่มทุกอย่างใหม่อีกครั้ง
ลอเรนซ์ไม่ยอมให้กัลลาร์ดทำตามใจโดยง่าย พลังควบคุมมิติของกัลลาร์ดไม่ได้แกร่งจนถึงขั้นไร้ผู้ต่อต้าน เธอใช้พลังควบคุมมิติย้อนพลังของเขากลับ ทำให้พรรคพวกที่ถูกตรึงอยู่กับที่เคลื่อนไหวได้อีกครั้ง
เรย์และเวิร์นผลัดกันโจมตีใส่กัลลาร์ด เดวัลกลบางส่วนบินเข้ามารับการโจมตีแทนและถูกทำลายไป แต่กัลลาร์ดรู้ว่าพวกมันจะยื้อแบบนี้ได้ไม่นานนัก เพราะส่วนใหญ่ถูกขวางไว้โดยอลิซิลลากับเดวัลของเธอ
“ไม่ยอมให้จบลงแบบนี้หรอก” กัลลาร์ดแสยะยิ้ม
“หนีไปไหนก็ไม่มีประโยชน์หรอก ต่อให้หนีไปมิติอื่นพวกเราก็จะตามไปล่าแก” ลอเรนซ์ดักคอไว้ เธอรู้ว่ากัลลาร์ดพยายามเปิดประตูมิติตั้งแต่ครู่ก่อน ส่วนเธอก็กำลังฝืนไม่ให้เขาทำได้
“แล้วถ้าข้าไปในที่ ๆ กลับมาไม่ได้ ยังจะกล้าตามไหมล่ะ”
“พวกเรามีเครื่องเชื่อมมิติที่แกสร้างขึ้น” เวิร์นพูดขณะที่ดาบในมือยังไม่หยุดนิ่ง เขาฟันใส่กัลลาร์ดอีกหลายครั้งแต่อีกฝ่ายก็หลบได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด
“ขอบคุณที่เตือนนะ แต่ข้าระเบิดมันทิ้งไปแล้ว” กัลลาร์ดชูอุปกรณ์บางอย่างที่มีปุ่มสีแดงอยู่บนนั้น เรย์เดาว่ามันคือปุ่มระเบิดของอุปกรณ์ที่ว่า
ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องที่กัลลาร์ดพูดเป็นความจริงหรือแค่การข่มขวัญ อุปกรณ์เชื่อมมิติไปยังมิติที่ย้อนกลับไม่ได้ถูกยึดไปก่อนหน้านี้ มันไม่ได้อยู่บนยานด้วยซ้ำ เรื่องที่ว่าเขาระเบิดมันทิ้ง พวกเรย์จึงไม่มีข้อพิสูจน์
มิติถูกเปิดออกที่ด้านหลังกัลลาร์ด ลอเรนซ์กำลังต้านไว้ไม่อยู่ โพรงด้านหลังกำลังขยายขึ้น ทิวทัศน์ที่มองเห็นจากรูที่เปิดออกคือโลกที่ถูกเทพปีศาจอาละวาดจนย่อยยับไปแล้ว (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ลาก่อน” พูดจบกัลลาร์ดกระโดดถอยหลังเพื่อเข้าไปในช่องว่างนั้น มันเป็นความประมาทชั่วพริบตา
“อย่าได้ฝัน” ลอเรนซ์ตะโกน เธอหยุดจากการขัดขวางมาเป็นฟันดาบออกไป ประตูมิติอีกอันได้เปิดขึ้นต่อหน้ากัลลาร์ด
“เปล่าประโยชน์น่า เปิดมิติอื่นแล้วจะได้อะไร” มือข้างหนึ่งของกัลลาร์ดกำลังถูกดูดเข้าไปในประตูใหม่ที่ลอเรนซ์เปิดขึ้น
“ไม่ได้มีแค่มิติเดียวหรอกที่เข้าไปแล้วกลับออกมาไม่ได้”
“นี่มัน… รึว่า” กัลลาร์ดพยายามถึงมือกลับ แต่ไม่สำเร็จแรงที่ดึงเข้าไปมีมากกว่า
เสี้ยววินาทีที่กัลลาร์ดตัดสินใจใช้ดาบตัดมือตัวเองทิ้ง เรย์และเวิร์นนั้นรวดเร็วกว่า ทั้งคู่มายืนประกบกัลลาร์ดจากทั้งสองด้าน คนหนึ่งปัดดาบในมือกัลลาร์ดจนกระเด็นส่วนอีกคนก็แช่แข็งเขาไว้เพื่อไม่ให้ดิ้นรนได้อีก แล้วร่างทั้งร่างของกัลลาร์ดก็ถูกดูดกลืนหายไปในมิติที่ลอเรนซ์เปิดขึ้น
“จะไม่กลับมาอีกใช่ไหม”
“ยกเว้นแต่ว่าเจ้านั่นเปิดประตูมิติหนีจากนรกได้นะ” ลอเรนซ์เก็บดาบปรภพเข้าฝัก
การต่อสู้ยังไม่จบสิ้นแต่ก็ใกล้ถึงที่สุดเต็มที ทั้งสามเห็นอลิซิลลากำลังฉีกกระชากเดวัลกลตัวใหญ่ด้วยมือเปล่า เลือดแห่งซีนที่เป็นแหล่งพลังงานในร่างเดวัลกลเปรอะเปื้อนไปทั่วชุดสีขาวของเธอ
“เลิกเล่นได้แล้วล่ะ”
“เดี๋ยวสิ ข้ายังทำลายไม่หมดเลย”
“พอได้แล้ว กัลลาร์ดไม่อยู่แล้ว เดี๋ยวพวกมันก็หยุดทำงานแล้วล่ะมั้ง” เรย์เองก็ไม่แน่ใจนัก เขาเดาว่าน่าจะเป็นแบบนั้น
“ต่อให้ไม่หยุดเดี๋ยวก็หยุดแล้ว ไม่รู้สึกกันเลยเหรอว่ายานลำนี้กำลังร่วงน่ะ” เวิร์นเตือนทุกคน
“จริงด้วยสิ ยานกำลังตก” เรย์รีบตะโกนบอกทหารของกิงคารอนให้หยุดมือและรีบมารวมตัวกัน
เป็นความชุนมุลวุ่นวายก่อนปิดฉาก เรย์ เวิร์น ลอเรนซ์ แม้แต่อลิซิลลาต้องแยกย้ายกันออกไปเพื่อรวบรวมผู้รอดชีวิตมาไว้ที่เดียวกัน และก่อนที่ยานจะกระแทกพื้นเพียงไม่กี่วินาทีลอเรนซ์ก็เปิดประตูมิติพาทุกคนหนีออกไปได้
ปัญหาเรื่องของกัลลาร์ดคลี่คลายแล้ว แต่ลอเรนซ์ยังไม่วางใจเพราะลูกแก้ววารียังอยู่ในมือของอาณาจักรกิงคารอน ประเทศใหญ่เพียงประเทศเดียวที่ไม่ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมในการประชุมกษัตริย์ครั้งที่ผ่านมา นอกจากนั้นเธอเคยได้ยินว่าตามประวัติศาสตร์ พวกเรย์ไม่ได้ลูกแก้วลูกนี้มาจากการเจรจา
“ข้าได้ตกลงกับท่านชาอุลไว้แล้ว พวกเราจะจัดการเรื่องของเซฟิลก่อนแล้วค่อยมาว่ากันเรื่องของลูกแก้ววารีนี่อีกที”
เรย์กำลังพูดถึง ‘ชาอุล เซเลสไทน์’ รัชทายาทลำดับที่หนึ่งแห่งกิงคารอน ชาอุลผู้นี้ไม่เหมือนกับบิดาและญาติพี่น้องของตน แม้จะไม่ถึงขั้นมองกัลลาร์ดเป็นอริแต่เขาก็ไม่เคยเห็นด้วยกับแผนการใช้ราลูโซลเพื่อรวบรวมลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ ตอนที่รู้จากโมเบียสว่าพวกเรย์ช่วยเปิดโปงแผนร้ายของกัลลาร์ดเขาจึงแอบมาเจรจากับเรย์ด้วยตนเอง
เรย์ยังจำได้ดี ในยุคของเขา ชาอุลผู้นี้ในจะกลายเป็นหัวหน้ากลุ่มผู้รอดชีวิตหลังจากที่โอเปราทำให้มนุษย์เกือบหมดสิ้น เขาจะกลายเป็นผู้ที่เรย์ไว้ใจมากที่สุดคนหนึ่ง
“ไม่ต่างกันหรอก หลังจากได้ลูกแก้วจากกลุ่มเซฟิลมาแล้ว ถ้าพวกนั้นไม่ยอมให้ยืมลูกสุดท้าย พวกเราก็แค่ต้องทำเรื่องที่สมควรทำ” เวิร์นไม่ได้สนใจเรื่องความเชื่อใจอะไรพวกนั้น เขาแค่คิดตามความเป็นจริงว่ากิงคารอนไม่มีทางหยุดพวกตนได้
การตามหาเซฟิลไม่ยากอย่างที่คิดไว้เพราะไม่ว่าพวกเขาไปที่ไหนบนทวีปแห่งนี้ก็จะหลงเหลือร่องรอยทิ้งไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นร่างของเหล่าทหารกิงคารอนหรือซากเดวัลกลที่ถูกทำลาย รวมไปถึงเมืองที่ถูกเผาทำลายจากลูกหลงของการปะทะ
ไม่น่าเชื่อว่าคนเพียงแค่เจ็ดคนจะทำได้ขนาดนี้
ร่องรอยสุดท้ายของพวกเซฟิลนำทางไปสู่ป่าแห่งหนึ่งที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่ เรย์ตัดสินใจว่าจะไม่ยืมมือกองทัพกิงคารอน ในศึกนี้จึงมีเพียงแค่เขา ลอเรนซ์ เวิร์น และอลิซิลลากับกองทัพเดวัลของเธอ