Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 38: การปะทะแต่ละด้าน
ตะวันออกเฉียงใต้ห่างออกมาจากเรฟลินตันที่กองทัพใหญ่ของเชอรีสตรึงกำลังอยู่ ทาเลซและกองทัพของเขากำลังตกที่นั่งลำบาก ศัตรูของพวกเขาคือกองทัพซอมบีจำนวนเฉียดหมื่นและเออร์เฟซผู้นำที่น่าหวาดหวั่นของมัน
“โฮลีโบลท์” นักบวชที่ยืนอยู่หลังโล่ของอัศวินระดมยิงศรศักดิ์สิทธิ์ใส่ฝูงซอมบีที่ดาหน้าเข้ามา ศรเวทของพวกเขามีผลรุนแรงกับอันเดด พวกที่อยู่ด้านหน้าสุดสลายไปเมื่อสัมผัสกับเวทนี้ และหลังจากระดมยิงชุดใหญ่อีกหลายครั้ง พวกนักบวชกลุ่มแรกถอยหลังลงไป และให้นักบวชอีกกลุ่มสลับเข้ามาทำหน้าที่แทน
กองทัพซอมบีไม่ใช่สิ่งที่ทาเลซวิตก ถึงฝ่ายเขาจะมีน้อยกว่าแต่กลยุทธ์ทั้งตั้งรับและใช้เวทศักดิ์สิทธิ์สู้ให้ผลดีเยี่ยม แต่เขาไม่มั่นใจว่ามันจะใช้ได้กับเจ้าตัวใหญ่สุดที่อยู่ข้างหลังกองกำลังของศัตรูหรือไม่
“ตัวสูงกว่าวังอีก” ทาเลซแหงนมองร่างยักษ์ที่กำลังเดินตรงมา เออร์เฟซตัวใหญ่ขึ้นกว่าครั้งก่อนที่เขาพบหลายเท่า เขาประเมินด้วยสายตาว่ามันสูงเกินกว่ายอดปราสาทสีขาวที่เมืองหลวงเสียอีก
…ตัวใหญ่ขนาดนี้ เจ้าปีศาจนี่มันกินซอมบีตัวอื่นเข้าไปกี่ตัวกัน…
ตะวันออกเฉียงเหนือใกล้กับน็อตติงวิลล์ ทัพของอัลไคเซอร์กำลังปะทะกับกองทัพโครงกระดูกของโกลเดนสเกเลตันที่ออกมาตั้งรับอยู่หน้าเมือง โกลเดนสเกเลตันพลาดท่าที่นำกำลังเกือบทั้งหมดออกมาต่อสู้อยู่ข้างนอก เพราะเมื่อจะถอยกลับไปตั้งหลักในเมือง มันก็สายไปเสียแล้ว
เจเนวีฟยืนโบกสะบัดธงของเอเทเซียอยู่เหนือกำแพงเมือง เธอและนักรบกลุ่มหนึ่งแอบลอบเข้าไปในเมืองผ่านทางลับที่ขุดลอดกำแพง ด้วยพลังของแวมไพร์ระดับสูง ทหารของอัลไคเซอร์และเครื่องขุดเจาะที่โซนาตาให้ยืมมา มันทำให้เธอสามารถเข้ามาปิดประตูเมืองได้สำเร็จ ทำให้กองทัพของโกลเดนสเกเลตันติดอยู่นอกเมือง
คมดาบพุ่งมาจากด้านหลัง เจเนวีฟรู้ตัวและเบี่ยงหลบไป มันพลาดจุดตายแต่คอของเธอก็ถูกเฉือนเข้าไปเกือบครึ่ง โชคดีที่ความเป็นแวมไพร์ทำให้เธอไม่ถึงฆาตกับการโจมตีนี้
“ฮาร์ทเลส” เจเนวีฟรู้สึกขนลุกเมื่อจ้องไปในใบหน้าที่ว่างเปล่าของอีกฝ่าย เธอมั่นใจว่าเจ้าเกราะไร้ร่างก็กำลังจ้องเธอกลับเช่นกัน
นักรบหลายรายวิ่งเข้าขวางระหว่างเธอและปีศาจเกราะสีม่วงเข้ม พวกเขาใช้ท่าไม้ตายที่รุนแรงที่สุดของแต่ละคน รายหนึ่งใช้หอกทะลวงเหมือนกับสว่านที่สามารถเจาะได้แม้แต่กำแพงหิน รายหนึ่งกระโดดฟันด้วยดาบที่ทั้งใหญ่และยาวกว่าดาบทั่วไป และอีกรายก็ใช้ทักษะผสมเวทมนตร์สายโจมตีเข้ากับกระบองเหล็กที่เต็มไปด้วยหนาม
เคร้ง เคร้ง เคร้ง
การโจมตีของทั้งสามไม่ได้ผลแม้แต่น้อย ร่างของพวกเขาถูกส่งลอยกลับมาด้วยทวนอัศวิน แต่ละรายเสียชีวิตในทันทีจากการโจมตีที่มีเพียงเจเนวีฟเท่านั้นที่มองเห็นทัน
…แย่ล่ะสิ เจ้านี่ของจริงแฮะ…
ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เป็นรังใหญ่สุดของบอร์แมน อัลโตเพิ่งมาถึงและเริ่มบุกโจมตีหมู่บ้านนี้เพื่อช่วยเหลือมนุษย์ที่ถูกจับเป็นเชลยของบอร์แมน แต่เดิมหมู่บ้านนี้เชอรีสตั้งใจปล่อยไว้ก่อน เพราะการกำจัดบอร์แมนที่สามารถรับมือกับคู่ต่อสู้ได้ทั้งกลางวันและกลางคืนจัดเป็นงานยุ่งยาก
บอร์แมนนั้นมีร่างกายที่ใหญ่โตและแข็งแรงกว่ามนุษย์ สาเหตุเดียวที่เผ่าพันธุ์ที่ทั้งดุดันและเพิ่มจำนวนได้เร็วแบบพวกนี้ไม่ได้ครอบครองทวีปมาตั้งแต่ยุคโบราณ นั่นก็เพราะว่าพวกมันมีความป่าเถื่อนเป็นสารัตถะ เผ่าย่อยหลายกลุ่มไม่เคยมีใครที่สามารถทำให้มันเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างแท้จริง จนกระทั่งวันที่กริฟถือกำเนิดขึ้น
ราชาแห่งบอร์แมนตนนี้มีสติปัญญาไม่ต่างจากมนุษย์และความดิบเถื่อนยิ่งกว่าบอร์แมนตนอื่น มาร์เคลพบมันขณะที่กำลังตระเวนไปทั่วดินแดนของเรวาเรนท์และปล่อยตัวบอร์แมนที่ถูกจับไปเป็นทาส เขามอบกริฟให้กับดาร์คเจสเตอร์จัดการ
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ แต่กริฟได้รับการดัดแปลงกลายเป็นสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม เขาทำข้อตกลงกับพวกเรวาเรนท์ แล้วบอร์แมนทั้งหมดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพนับตั้งแต่นั้น
อัลโตปล่อยให้หน้าที่ช่วยเหลือเชลยเป็นของลูกน้อง ส่วนตัวเขาเดินเข้าสู่วงล้อมของบอร์แมนตามลำพัง บอร์แมนหลายตัววิ่งเข้ามาหาแต่ว่าไม่สามารถสัมผัสตัวเขาได้
ทุกการโจมตีทะลุผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ ตรงกันข้ามจำนวนหัวใจที่ถูกเขาควักออกมากำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“เขาลือกันว่าการโจมตีธรรมดาทำอะไรแกไม่ได้สินะ” กริฟพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ เขายื่นขวานยักษ์ของตนให้กับปีศาจที่เรียกว่าเรธที่รออยู่แล้ว
อัลโตไม่เคยเห็นพวกเรธมาก่อนเขาจึงค่อนข้างแปลกใจ พวกนี้เหมือนวิญญาณร้ายในชุดคลุมมากกว่าอันเดด พวกมันเกือบจะโปร่งแสง ไม่มีขาและลอยอยู่เหนือพื้นดิน จะมีส่วนที่มองเห็นได้ชัดก็เพียงใบหน้าที่เหมือนหัวกะโหลก และดวงตาส่องแสงสีแดงบ้างเขียวบ้างแล้วแต่ตัว
ชายหนุ่มไม่รู้จักเวทมนตร์ที่พวกเรธกำลังร่าย แต่เขาก็เดาได้ว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ เขาควรจะเข้าไปขวางแต่ความอยากรู้อยากเห็นทำให้อัลโตรอจนจบ เมื่อร่ายคาถาเสร็จขวานยักษ์ของกริฟก็เปลี่ยนไป มันมีสภาพโปร่งแสงแบบเดียวกับร่างของพวกเรธ
“หรือว่า… อีเธอร์เรียลฟอร์ม” อัลโตคิ้วกระตุก เขาหมายถึงสสารที่อยู่ในสภาพของวิญญาณ การโจมตีทางกายภาพอาจจะทำอะไรเขาไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการโจมตีวิญญาณโดยตรงล่ะก็… มันไม่ตลกอย่างแน่นอน
ขณะที่สงครามดำเนินไป ไม่ว่าจะสมรภูมิแห่งไหนก็ไม่มีใครบอกได้ว่าฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบอย่างเด็ดขาด ทั้งสองฝ่ายต่างมีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนต่างกัน ทุกคนต่างรู้ดีว่าไม่ว่าใครจะชนะก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ จะมีก็เพียงสนามรบเดียวเท่านั้นที่พวกเรวาเรนท์มั่นใจว่าพวกมันไม่มีทางแพ้แน่
บวิเวณด้านหน้าของเรฟลินตัน บัดนี้กองทัพใหญ่ทั้งสามของเรวาเรนท์ได้เดินทางมาจนถึงแล้ว กองทัพแรกคือเหล่านักรบแวมไพร์ที่มีจอมวิปริตอย่างมาร์เคลเป็นผู้นำ ทัพที่สองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือทัพของราชาโครงกระดูกโครนอค เขาเหลือกองทัพเล็ก ๆ ไว้ให้โกลเดนสเกเลตันและนำทัพที่เหลือทั้งหมดมาเพื่อปิดฉากสงครามที่นี่
ดาร์คเจสเตอร์คิดต่างออกไป เขาคิดว่าซอมบีในปกครองใช้การยากในสงคราม แทนที่จะนำทั้งหมดมาใช้ในศึกนี้ เขากระจายพวกมันออกไปทั่ว ตอนนี้พวกมันบางส่วนหลุดเข้าไปในชายแดนของเอเทเซียและกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
“พวกมันดันเอากำลังเกือบทั้งหมดมาที่นี่ คงไม่มีใครหยุดซอมบีของข้าได้อีก” ดาร์คเจสเตอร์หัวเราะไม่หยุด
“จะต้องยึดเรฟลินตันมาให้ได้ จะต้องปกป้อง… ไม่สิต้องฆ่าพวกมันให้หมด” โครนอคมีท่าทีแปลกไปทุกครั้งที่พูดถึงเมืองนี้ ดาร์คเจสเตอร์เป็นคนเดียวที่เข้าใจเหตุผล นั่นก็เพราะว่าสมัยยังเป็นมนุษย์โครนอคเคยเป็นชนชั้นสูงในเมืองนี้ เขาอาจจะยังหลงเหลือความทรงจำเกี่ยวกับที่นี่
“อย่าลืมล่ะ ถ้าเจอแวมไพร์หญิงคนนั้น จับตัวกลับมาให้ข้าด้วย” มาร์เคลจ้องไปที่กำแพงเมืองอย่างเคียดแค้น เขาไม่ได้แค่อยากกวาดล้างเอเทเซียให้หายไป แต่ยังมีบัญชีส่วนตัวกับเจเนวีฟที่บังอาจมาขโมยความฝันนับร้อย ๆ ปีของเขาไปซะได้ เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เจเนวีฟกำลังต่อสู้อยู่กับฮาร์ทเลส
โซนาตาและพ่อบุญธรรมของเขา ตรวจสภาพยานเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาใดหลุดรอดสายตาไป เรื่องที่ควรทำเขาก็ทำไปหมดแล้ว เขาเชื่อว่าเอเทเซียจะเอาชนะสงครามได้ในที่สุด แต่ยังมีเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องสุดท้ายที่เขาอยากปิดฉากลงด้วยมือของตนเอง
หลังจากออกคำสั่งให้เดินเครื่อง ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เซคเตอร์วันที่ครึ่งหนึ่งเคยจมอยู่ใต้บึงก็ลอยตัวขึ้นอย่างช้า ๆ
เป้าหมายของการเดินทางครั้งนี้ถูกตั้งไว้แล้ว เครื่องส่งสัญญาณที่โซนาตานำไปซ่อนไว้ทั่วเนโครโปลิสสามารถส่งสัญญาณทะลุการป้องกันด้วยเวทมนตร์ พวกเขาจึงสามารถสแกนหาตำแหน่งทั้งเมืองได้อย่างแม่นยำ
“อยู่ลึกเหมือนกันนะ” ไซเลนเซอร์คนหนึ่งพูดขึ้นขณะที่พวกเขากำลังมองผังเมืองสามมิติ “แต่ก็เท่านั้นแหละ ถล่มพวกมันให้ยับเถอะ”
“อย่าลืมเรื่องกุญแจล่ะ” โซนาตาปรามไม่ให้คนของเขาลืมอีกจุดประสงค์ เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่แค่ทำลายเนโครโปลิสให้ราบคาบ
“พวกระดับหัวหน้ากำลังสู้อยู่ข้างนอก แน่ใจแล้วเหรอว่ากุญแจยังอยู่ในเมือง”
“แน่ใจ…” โซนาตาตอบเสียงเรียบ เขาไม่ได้อธิบายว่าทำไมจึงเชื่อแบบนั้น
เสียงกระหึ่มของยานที่มีขนาดยาวถึงสองพันเมตรดังขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนที่จะเบาเสียงลงเมื่อลอยสูงขึ้นไป ยานลำยักษ์พุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง ผู้คนมากมายแหงนมองขึ้นฟ้ายามค่ำคืนโดยไม่ได้นัดหมาย มันต่างจากครั้งแรกที่พวกเขาเห็นมันร่วงหล่นจากบนฟ้า ตอนนี้ยานกำลังพุ่งทะยานผ่านท้องฟ้าไปยังทิศที่สงครามกำลังร้อนระอุ
ด้วยเทคโนโลยีล้ำยุค เซคเตอร์วันใช้เวลาไม่นานก็บินจนถึงสนามรบแห่งแรก ยานหยุดค้างกลางอากาศอย่างกะทันหันราวกับใครบางคนคว้ามันเอาไว้ ส่วนท้องของยานถูกเปิดออก จากนั้นบางสิ่งก็ถูกปล่อยลงมา
ไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้นทาเลซเกือบถอดใจว่าเขาไม่มีทางชนะศึกนี้ได้ เออร์เฟซดูดกลืนกองทัพซอมบีของตนเข้าไปจนหมดสิ้น ตอนนี้แม้จะให้นักบวชทั้งหมดทุ่มโจมตีแค่ไหน ปีศาจตนนี้ก็ไม่สะเทือนแม้แต่น้อย
ทาเลซพยายามปีนขึ้นไปบนร่างของมันและโจมตีที่หัวที่ใหญ่กว่าบ้านทั้งหลัง และก็เป็นอย่างที่หลายคนคาดไว้ มันไม่ใช่แค่มีร่างที่ใหญ่โตขึ้น ทั้งพลังโจมตี พลังฟื้นตัวและพลังป้องกันก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ดาบของทาเลซแม้จะสร้างบาดแผลรุนแรงที่คอของมัน แต่ไม่นานนักแผลเหล่านั้นก็สมานตัว
เขาไม่ใช่นักวางแผน สิ่งที่เขาคิดออกมีแค่นั้น ทาเลซทำได้แค่ฟันอย่างต่อเนื่องด้วยดาบคู่ เขาคิดแค่ว่าหากทำได้เร็วพอก็จะเอาชนะพลังฟื้นตัวของอีกฝ่ายได้ แต่มันไม่ง่ายเลยเพราะเขาต้องปีนไปด้วยและสู้ไปด้วย ส่วนเออร์เฟซก็ไม่ได้ยืนเฉยให้เขาเล่นงาน มันสวนกลับด้วยกำปั้นที่แค่นิ้วเดียวก็ใหญ่กว่าร่างทาเลซทั้งร่าง
นักรบคลั่งถูกเล่นงานจนสาหัส ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ถูกกระแทกจนร่วงลงมา แต่เขาไม่คิดย่อท้อ เขาปีนกลับขึ้นไปบนร่างของมันและโจมตีอีกครั้ง เป็นแบบนี้อยู่หลายสิบรอบจนลูกน้องแทบไม่สามารถทนดูสภาพได้
“ร่วงลงมาอีกแล้ว รีบรักษาท่าน...” นักบวชตะโกนยังไม่ทันจบประโยค ร่างก็เขาก็ถูกเท้ายักษ์เหยียบจนจมหายไป เป็นภาพน่าสยดสยองที่ทุกคนต้องเบือนหน้าหนี