Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 379: เอ็กโซดัส
ทุกคนพยายามกันอย่างเต็มที่ ทั้งพวกที่อยู่ในลานกว้าง เหล่ากองทัพนานาประเทศที่ล้มตายไปแล้วไม่รู้กี่ล้านต่อกี่ล้านชีวิต แต่ไม่มีทีท่าจะสถานการณ์ตึงเครียดจะดีขึ้น หอคอยดูดพลังกำลังถูกทำลายลงทีละอัน ๆ ราวกับว่าเทพปีศาจตั้งใจ
“ไม่มีทางอื่นแล้ว สงสัยต้องใช้วิธีสุดท้าย” ร่างรวมของเรย์และไลท์ลอยลงมารวมตัวกับทุกคนที่ลานกว้าง
“จะทำอะไรก็รีบลงมือเถอะ” เรเซอร์จ้องเขม็งมาที่ไซอาร์
“อันตรายรึเปล่า” ลอเรนซ์ถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ หากไม่ใช่ทางเลือกที่อันตรายกว่ามีหรือที่อีกฝ่ายจะเก็บไว้จนถึงตอนนี้
ไซอาร์หวนคิดถึงเรื่องหนึ่ง ในความทรงจำของเรย์ ลีออนแห่งกลุ่มอะบีส มีครั้งหนึ่งที่เขาเคยพูดคุยกับโซนาตาเกี่ยวกับหัวข้อของเวทมนตร์เอ็กโซดัส
“เจ้าเคยบอกใช่ไหมว่า มีความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะร่ายเอ็กโซดัสโดยไม่ต้องพึ่งลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์”
“ทำไมถึงถามเรื่องนี้ล่ะ” หัวหน้ากลุ่มอะบีสขมวดคิ้ว
“ในยุคของข้าเพราะลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ถูกใช้และสลายไป มันทำให้การผนึกเทพปีศาจสองตนสุดท้ายกลายเป็นเรื่องโหดหินชนิดที่หกตัวแรกเทียบกันไม่ได้เลย ข้าเลยคิดว่าถ้ามีใครสักคนร่ายเวทนี้ได้อิสระล่ะก็”
“เวทมนตร์บทนั้นไม่ได้ยากเย็นที่จะเรียนรู้หรอก ในยุคของซีวี ฉันเคยศึกษามันอยู่เหมือนกัน ถึงขนาดเคยทำงานวิจัยและทิ้งมันให้ไว้กับกองทัพพันธมิตรด้วย”
“งั้นมันก็เป็นไปได้เหรอ” เรย์ดูมีความหวังขึ้นมา
“มันไม่ง่ายแบบนั้นหรอก มนุษย์อาจเรียนรู้มันได้แต่ก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี มหาเวทบทนี้เดิมนี้ต้องใช้พลังเวทมนตร์มหาศาล ลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์นอกจากทำหน้าที่บันทึกตัวเวทนี้ไว้ มันยังคอยรวมรวบพลังเวทจากธรรมชาติและจากตัวผู้ใช้ ดังนั้นถ้าจะใช้เวทนี้ได้อย่างน้อยก็ต้องมีพลังเวทเท่ากับจอมเวทระดับสูงหลายพันหรืออาจหลายหมื่นคน”
ข้อสรุปของการคุยในวันนั้นคือเรย์ต้องล้มพับความคิดนี้ไป ในขณะที่โซนาตาก็หันไปพึ่งเครื่องจักรเวทแทนอย่างเต็มตัว
พลังเวทของจอมเวทระดับสูงนับหมื่น เรย์ไม่เคยคิดฝันว่าจะเป็นไปได้จนกระทั่งวันที่เขาได้พบกับพลังของไซอาร์
เขาไม่ได้บอกใครว่าตนเองแอบเก็บสิ่งนี้ไว้เป็นไพ่ตายสุดท้าย เขาขอให้เฟอร์โรช่วยสอนการร่ายเวทนี้ เทพแห่งช่างไม่อยากรับปาก แต่เขาคือชายผู้เดียวในโลกที่สามารถคัดลอกโครงสร้างเวทของเอ็กโซดัสจากลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์
ทุกคนต่างก็ตกใจที่พลังแห่งแสงสว่างของไซอาร์เปลี่ยนไปในฉับพลัน ราวกับแสงสีขาวที่เคยอยู่ตรงนั้นถูกย้อมด้วยความมืดมิดที่น่าหวาดกลัว
“เรย์… ไซอาร์ ไลท์ ไม่สิดาร์คแวนเลียนเซอร์” เวิร์นไม่แน่ใจแล้วว่าคนตรงหน้าเป็นใครกันแน่
หน้ากากสีขาวที่เคยถูกถอดไปกลับมาอยู่ที่ใบหน้าอีกครั้ง ชุดเกราะสีน้ำเงินที่ได้ต้นแบบมาจากชุดเก่าของซิกมาก็ถูกแทนที่ด้วยชุดเดิมของดาร์คแวเลียนเซอร์
“ไม่ต้องตกใจไป ข้ายังเป็นไซอาร์คนเดิมอยู่” เขาตอบความสงสัยของทุกคน สิ่งที่เขากำลังจะทำต่อไปนี้มันจำเป็นต้องใช้พลังของเขาที่เป็นดาร์คแวเลียนเซอร์ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หน้ากากถูกปลดออก จากนั้นพลังความมืดในกายก็ทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก มันรุนแรงราวกับยกเอามิติแห่งความมืดมาวางไว้ตรงนี้
“เรย์ อย่าาา” ลอเรนซ์กรีดร้อง เธอจะเข้าไปหยุดเขาแต่ถูกอลิซิลลาและอีกหลาย ๆ คนดึงเอาไว้
“ถอยออกมา ถอยออกมาให้หมด” เสียงเตือนไม่ได้มาจากเวิร์นและอลิซิลลาเท่านั้น เซฟิลก็กำลังตะโกนเตือนพรรคพวกของเขาเช่นกัน ไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นคนแบบเขาลนลานแบบนี้
…แค่ชั่วพริบตาก็พอ ขอพลังให้ข้าด้วย…
…การลงทัณฑ์ของเอนน์ผู้สถิตอยู่ในโลกหลังความตาย…
ร่างทั้งร่างของไซอาร์… เรย์ทั้งสองคนกำลังปริแตก เขาเห็นภาพของเอนน์ราชาแห่งโลกพิพากษาที่ไม่น่าจะอยู่ตรงนั้น
…เวทมนตร์ของเมกิอาพระแม่แห่งเหล่าอสูรอัญเชิญทั้งปวง…
คราวนี้คือภาพของอสูรอัญเชิญที่มีศักดิ์เทียบเท่ากับเทพเจ้า เธอคือเมกิอาผู้ยิ่งใหญ่จากโลกที่ชื่ออีโทเรีย
“เรย์อย่าาา ได้โปรดดด เจ้าสัญญาแล้วนะ” ลอเรนซ์ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใครมือของเธอชูแหวนหมั้นเพื่อให้เขาเห็นชัด แต่เรย์ในตอนนี้แทบจะมองอะไรไม่เห็นแล้ว
…โทษะของฟิโลมินาผู้มีอำนาจเหนือปรภพ ขอให้มาเป็นพลังให้ข้า…
คราวนี้คือภาพของหนึ่งในสี่เทพเจ้าแห่งเนเธอร์เวิลด์ หญิงสาวผิวม่วงผู้มีเส้นผมขยับได้ราวกับอสรพิษ เธอผู้เป็นฝันร้ายที่แม้แต่กับเหล่าภูตผีปีศาจยังหวาดกลัวจนไม่กล้าเอ่ยนาม
ยังมีภาพมากมายที่ผุดขึ้นมาไม่หยุด ภาพของผู้คนในหมู่บ้านสตาร์โรว์ ผู้คนมากมายตลอดเส้นทางที่เขาเคยผ่านมา ลีโอตาร์ ลีออนทาเวิร์น หมู่บ้านเคไซทัสของแอนทิสตา และสถานที่อีกมากมาย ผู้คนต่าง ๆ ในแต่ละยุคสมัย พรรคพวกที่เคยมีจากยุคก่อนที่ได้พบไปแล้วอย่าง รีนา ฟรีโอนิเอล ซิกมา หรือที่ยังไม่ได้เจอกันอีกครั้งเลยอย่างลาโตรและไกรา และพรรคพวกใหม่ที่ได้พบในกลุ่มอะบีสอย่าง โซนาตา เอ็ดวาน หรือเซกัน
แต่ไม่มีภาพไหนที่ทำให้เจ็บปวดได้เท่ากับภาพชุดสุดท้าย มันคือภาพของเพื่อนใหม่ในยุคนี้ เวิร์นและอลิซิลลา เรย์ยังรู้สึกว่าเขาตอบแทนน้ำใจคนเหล่านี้ได้ไม่คู่ควรกับสิ่งที่ตนรับมาเลย
และสุดท้าย ผู้หญิงที่เขาเพิ่งรู้ตัวว่ารักมากมายถึงเพียงนี้ ผู้หญิงเพียงคนเดียวที่พิเศษที่สุดสำหรับเขา
…ลอเรนซ์…
“เรยยย์”
“เอ็กโซดัส!!”
บทส่งท้าย – Abyss of Time IX: The Other Ray of Hope
เวทมนตร์ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ร่างไซอาร์กำลังจะแตกสลาย ทุกคนต่างเข้ามารุมล้อมร่างของวีรบุรุษเอาไว้โดยมีลอเรนซ์ประคองร่างเขาไว้ไม่ยอมปล่อย
“ถอยออกมาก่อน ยังอาจช่วยได้” เสียงของอลิซิลลาทำให้ความหวังของทุกคนยังไม่หมดลง เธอไม่รอช้า พอลอเรนซ์และคนอื่น ๆ ทิ้งระยะออกไปแล้ว เธอก็ร่ายเวทเพื่อแยกไซอาร์ออกเป็นเรย์กับเรย์
“จะได้ผลเหรอ”
“โครงสร้างเซลล์กำลังแตกสลาย แต่ถ้าแยกและจัดองค์ประกอบใหม่ได้ล่ะก็…” อลิซิลลาพึมพำ เธอใช้ศัพท์ประหลาดที่ไม่มีใครในนั้นรู้จัก
ลอเรนซ์แน่ใจว่าการแยกไรเวนส์หรือไซอาร์ในครั้งก่อน อลิซิลลาไม่ได้ใช้เวลาขนาดนี้ แต่หลังจากหลายอึดใจผ่านพ้นไปสีหน้าของก๊อดบีสต์ก็มีรอยยิ้มปรากฏขึ้น
“น่าจะไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ”
เวิร์นไม่ได้ติดใจกับเรย์ที่กลับมาได้อย่างไม่บุบสลาย ในขณะที่คนหนึ่งกำลังลืมตาขึ้นในอ้อมกอดของลอเรนซ์ เขากำลังมองเรย์อีกคนที่ไม่มีทีท่าจะฟื้น
“ไลท์ เขา…” เรย์ลืมตาขึ้นได้ก็สังเกตสิ่งเดียวกัน
“เขาไม่แข็งแกร่งเท่ากับเจ้า” อลิซิลลาเองก็ตอบไม่ได้ว่ามันจะเป็นอย่างไรหลังจากนี้
“ข้าจะรับผิดชอบต่อจากนี้เอง พวกเราจะใช้วิทยาการของกิงคารอนช่วยเขาให้ถึงที่สุด” เสียงนี้มาจากรัชทายาทแห่งกิงคารอน เขาเพิ่งจะมาถึงแต่ก็เข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที
“ขอโทษนะ” เรย์กุมมือไลท์ไว้ อยากจะทั้งขอบคุณและขอโทษสำหรับเรื่องมากมายที่เกิดขึ้นแต่ก็พูดออกเพียงแค่ประโยคสั้น ๆ
เรย์ไม่ได้อยู่ฉลองชัยชนะเหมือนกับคนอื่น ทันทีที่อาการดีขึ้นเขาก็จากไปพร้อมกับลอเรนซ์โดยไม่ได้เอ่ยลา ข่าวการเสียสละของตัวเขาอีกคนกลายเป็นตำนาน
เทพปีศาจทั้งแปดถูกผนึกจนหมด ฝันร้ายของมนุษยชาติจะหลับอย่างสงบไปอีกถึงห้าพันปี ผู้คนที่หวาดกลัวคงจะได้นอนหลับกันเต็มตามากขึ้น
แต่เรย์กลับไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่านี่คือชัยชนะ ศึกนี้มีผู้เสียสละมากมายจนน่าใจหาย เขาไม่ได้คิดจะถูกดูน้ำใจของผู้คนที่มาอยู่ตรงนั้นและพร้อมจะสละชีพเพื่อปกป้องโลก แต่เขาก็ยังรู้สึกโกรธที่ตัวเองทำได้เพียงแค่นี้ หากตนมีกำลังมากกว่านี้อีกสักนิด หากกลุ่มอะบีสคนอื่นอยู่ด้วย มันจะช่วยให้คนตายน้อยลงได้อีกสักคนหรือไม่ เรย์เฝ้าทำร้ายตัวเองด้วยคำถามแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
“เรย์” ลอเรนซ์เรียกสติเรย์ที่กำลังยื่นเหม่อ
“หืมม”
บาทหลวงกระแอม เรย์เพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ตามลำพัง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ข้าเรย์ ลีออนขอรับลอเรนซ์ เรสเซนไฮด์ เป็นภรรยา ข้าสัญญาว่าจะซื่อสัตย์ต่อเจ้าทั้งในยามสุขและยามยาก ในยามไข้และสบายดี ข้าจะรักเจ้าและให้เกียรติเจ้าตลอดชั่วชีวิตของข้า”
“ข้าลอเรนซ์ เรสเซนไฮด์ขอรับเรย์ ลีออนเป็นสามีของข้า ข้าสัญญาว่าจะซื่อสัตย์ต่อเจ้าทั้งในยามสุขและยามยาก ในยามไข้และสบายดี ข้าจะรักเจ้าและให้เกียรติเจ้าตลอดชั่วชีวิตของข้า”
“ข้าขอประกาศให้ทั้งคู่เป็นสามีและภรรยากันอย่างถูกต้องตั้งแต่นี้เป็นต้นไป…”
งานแต่งงานของชาวโซดาเรียนจะจบลงด้วยการเต้นรำและงานเฉลิมฉลองที่จัดขึ้นภายนอกโบสถ์ เรย์จูงมือลอเรนซ์ในชุดเจ้าสาวเต้นรำเป็นการเปิดเวที จากนั้นเขาและเธอก็หัวหมุนไปกับการต้อนรับแขกเหรื่อที่มีมากมายกว่าที่คาดไว้
ผู้คนทั้งหมู่บ้านสตาร์โรว์ต่างพร้อมใจกันหยุดงานมาเพื่อเป็นสักขีพยานในงานแต่ง ลอเรนซ์เพิ่งเข้าใจว่าทำไมเรย์ถึงผูกพันกับที่นี่เพราะผู้คนที่นี่ก็รักเขามากเช่นกัน
“ยินดีด้วยนะ… แหม… เสียดายจริง ๆ” เบียราหนึ่งในตัวแทนของกิลด์อุสทรินาทักทายคู่บ่าวสาวด้วยประโยคพิลึก
ที่โต๊ะใหญ่สุดที่จัดไว้ให้สำหรับแขกพิเศษ ตรงนั้นมีทั้งคนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาด้วยอยู่หลายคน เริ่มตั้งแต่เวิร์นที่กำลังเพลิดเพลินอยู่กับของหวานแบบไม่สนใจคนอื่น กลุ่มเซฟิลทั้งกลุ่มที่ทำท่าเหมือนกับกำลังสงสัยว่าตนเองมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ลามินาและรีนาที่มาพร้อมกับพยากรณ์ริเธีย ฟรีโอนิเอลผู้พยายามคุยกับลามินาแม้อีกฝ่ายจะแค่ตอบคำถามของเขาสั้น ๆ และที่น่าแปลกก็คือเด็กหนุ่มผมแดงที่กำลังคุยกับอลิซิลลาอย่างออกรสออกชาติ
“ศิษย์ใหม่ของข้าเอง” ซิกมาที่เดินเลียบมาข้าง ๆ บอกเรย์
“ข้านึกว่าท่านไม่ชอบรับศิษย์ซะอีก”
“ช่วยไม่ได้นี่นา สงครามทำให้เราเสียคนไปเยอะ ตอนนี้ก็ต้องฝึกใหม่กันหมด นี่เลยรับมาเพิ่มสองคน คนหนึ่งในนั้นก็คือเจ้าเด็กที่ไปเจอที่เกาะร้างนี่แหละ”
“สองคน” เรย์ขมวดคิ้ว
“ยินดีกับงานแต่งด้วยนะ” เสียงที่คุ้นเคยทักมาจากด้านหลัง
“ข้าลาโตร ชายผู้ที่สักวันจะเป็นจอมดาบคนที่หก ขอฝากตัวด้วย”
ลาโตรทักเรย์ด้วยรอยยิ้ม
เรย์นิ่งไปอึดใจ แล้วเขาก็ค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมา มือของลอเรนซ์บีบเบา ๆ ทำให้เขาค่อย ๆ เคลื่อนสายตามาที่เธอพร้อมด้วยรอยยิ้มแห่งความโล่งใจ
คนมีชะตาร่วมกัน วันหนึ่งก็ต้องได้พบกัน
บทนำ – Abyss of Time X: False Codex

เบื้องหน้าของหญิงสาวคือตัวตนแห่งหายนะที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัวจนแทบลืมหายใจ
ความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นอย่างระงับไม่ได้ ไม่ใช่ความผิด เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ ด้วยมนุษย์ยากที่จะต่อกรกับสิ่งที่เพิ่งมาปรากฏตัวตรงหน้า จึงก่อเป็นความกังวลที่มีอำนาจเหนือเหตุผลใด ๆ
หญิงสาวที่กำลังหวาดกลัว สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าปลุกเร้าสัญชาตญาณของเธอให้ระลึกถึงความสิ้นหวัง
เธอสั่นไปทั้งตัว เสียงกรีดร้องในใจบอกว่าให้ยอมจำนน เพราะสิ่งที่ต้องเผชิญ…
…มันคือเทพเจ้า…
นั่นคือบทสรุปที่สมองของเธอประมวลผลออกมา รูปร่างของสิ่งที่เห็นคล้ายคลึงกับมนุษย์ แต่กลับมีปีกประหลาดที่คล้ายกับหน้ากระดาษของหนังสือที่เปิดค้างอยู่ปรากฏอยู่เบื้องหลัง ออราสีทองสว่างไสวฉายออกมาจากร่างนั้นจนแทบไม่สามารถจ้องมองได้เต็มตา
และไม่ได้แค่มีหนังสือที่อยู่ด้านหลัง หญิงสาวไม่ได้ละสายตาไปทางอื่นเลยแม้แต่เสี้ยววินาที แต่บางสิ่งบางอย่างที่มีรูปร่างเหมือนกับหนังสือก็ปรากฏขึ้นด้วยที่มือของเทพเจ้าอย่างไม่มีที่มา
“อะบีสออฟไทม์” เทพเจ้าขยับปากเพียงเล็กน้อย
“เดี๋ยวสิ…”
ฉับพลัน หนังสือประหลาดเล่มนั้นก็เปล่งแสงจ้ายิ่งกว่าออราของตัวเทพ หญิงสาวเคยเห็นปรากฏการณ์แบบนี้มาก่อน เธอรู้ว่าอะไรจะเกิดตามมา
หน้าหนังสือถูกเปิดค้างไว้ มันทำหน้าที่แทนประตูเพื่อนำสิ่งอื่นข้ามผ่านมาสู่โลกนี้
“โซนาตา” หญิงสาวเรียกชื่อของชายที่ออกมาออกมาจากหนังสือ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
หญิงสาวรู้จักกับชายผู้นี้และรู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ของเขาเป็นอย่างดี แต่ความน่ากลัวเพิ่งเริ่มต้น หนังสือยังเปิดค้างอยู่แบบนั้น คนอื่น ๆ กำลังตามชายคนแรกเข้ามา
“เซกัน” เสียงของใครบางคนเรียกชื่อชายหนุ่มชุดดำผู้มาพร้อมกับดาบที่มีสีเดียวกัน
“เรย์” อีกเสียงทำแบบเดียวกัน เธอเรียกชื่อนักรบสายเลือดมังกรผู้มีพลังของสายฟ้า
“ลูนาร์” อัจฉริยะงานประดิษฐ์รอบด้าน ช่างผู้เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ทุกยุคทุกสมัย
หญิงสาวไม่ได้เอ่ยชื่อคนหลังจากนั้นเพราะรู้สึกสิ้นหวังจนแทบไม่เหลือเรี่ยวแรง ศัตรูที่แข็งแกร่งกำลังเพิ่มขึ้นทีละคน คนเหล่านี้คือตัวละครจากเรื่องราวที่เธอรู้จักเป็นอย่างดี
เธอพยายามเตือนตนเองว่าไม่ได้สู้ตามลำพัง ข้าง ๆ ของเธอมีพรรคพวกที่ยังไม่ยอมแพ้
“ยัง ยังไม่ได้แพ้สักหน่อย”
ถึงอีกฝ่ายจะเป็นเทพเจ้าตัวจริง แถมยังมีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างกลุ่มอะบีสผุดออกมาจากโลกจินตนาการคอยหนุนหลัง มันก็ไม่ได้หมายความว่าการต่อสู้นี้ดำเนินมาถึงจุดจบ
ใช่แล้ว… การเข้าปะทะอาจจะเป็นบทนำของเรื่องราวก็เป็นได้
หญิงสาวกลั้นใจพร้อมกับตัดสินใจ จะไม่ยอมให้ใครกำหนดเส้นทางชีวิตของตน เรื่องราวของเธอ เธอเป็นผู้เลือกและลงมือทำ
เธอคือผู้เขียนในเรื่องราวของตนเอง