Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 39: พันธมิตรผู้มาพร้อมกับเพลิงสีดำ
ทาเลซเหม่อมองร่างยักษ์ด้วยลมหายใจที่รวยริน ราวกับมนุษย์ที่อาจหาญท้าทายพระเจ้า เขาไม่รู้ว่าจะเอาสิ่งใดไปต่อกรกับสัตว์ประหลาดยักษ์แบบนี้ ต่อให้ตอนนี้มีทั้งท่านเชอรีสและอัลไคเซอร์อยู่ด้วย เขาก็ไม่มั่นใจว่าจะทำอะไรมันได้
แล้วสายตาของเขาก็ไปสบกับแสงสว่างที่ลอยอยู่เบื้องบน มันไม่ใช่แสงจากดวงจันทร์ทั้งเก้าดวง ก่อนที่เขาจะรู้ว่ามันคือสิ่งใด เซคเตอร์วันก็ปล่อยบางสิ่งออกมา
ตึงงงงงง
แผ่นดินสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว แม้แต่เออร์เฟซร่างยักษ์ยังถึงกับเซถอยไป ร่างที่ใหญ่โตพอกันปรากฏอยู่ตรงหน้าของมัน มันไม่ใช่อันเดดหรือเผ่ายักษ์ มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตด้วยซ้ำ
“สปีด วีลเลอร์… ดูมการ์ดหมายเลขหนึ่ง พบเป้าหมายแล้ว กำลังจะทำการทำลายเป้าหมายเดี๋ยวนี้” นักบินจากจักรกลยักษ์รายงานโอเปอเรเตอร์ เขาคือนักบินมือหนึ่งของเซคเตอร์วันนั่นเอง
เออร์เฟซรับรู้ถึงอันตรายร้ายแรง มันไม่รอให้อีกฝ่ายเข้าโจมตีก่อน กำปั้นยักษ์ถูกเหวี่ยงใส่ร่างที่มีขนาดพอกัน แต่อีกฝ่ายไหวตัวทัน สปีดยกแขนของดูมการ์ดขึ้นตั้งรับได้ทันท่วงที
“ไม่มีมารยาทเลยน้า” นักบินหนุ่มหยักมุมปากยิ้มชั่วร้าย เขาเริ่มเป็นฝ่ายบุกบ้าง คันบังคับข้างตัวถูกดันไปข้างหน้าพร้อมกับคันเร่งที่ขาถูกเหยียบจนสุด ดูมการ์ดคว้าจับเออร์เฟซพร้อมกับดันอีกฝ่ายไปข้างหน้า
เออร์เฟซฝืนต้านเอาไว้สุดแรง แม้จะย่อตัวลงต่ำและใช้เท้าจิกลงกับพื้นแต่ร่างของมันก็ยังถูกดันถอยไป นี่เป็นครั้งแรกที่ซอมบีดัดแปลงอย่างมันพ่ายแพ้ในการประลองกำลัง
ดูมการ์ดหมุนข้อมือของมันทั้งที่ยังจับแขนของเออร์เฟซไว้ ข้อมือหมุนได้อย่างอิสระรอบด้านทำหน้าที่เหมือนกับสว่าน มันบิดเอาข้อมือของซอมบียักษ์ขาดวิ่นในพริบตา มันสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแต่ก็เป็นโอกาสให้เออร์เฟซผละถอยออกมาได้
นักบินของดูมการ์ดไม่รอช้า เขาล็อคเป้าเพื่อเตรียมใช้ท่าไม้ตาย เกราะตรงส่วนอกของหุ่นยนต์ยักษ์ถูกเปิดออก เผยให้เห็นลำกล้องปืนที่ซ่อนอยู่ จากนั้นลำแสงขนาดที่เปลี่ยนกลางคืนให้สว่างไสวก็เจิดจ้าขึ้น มันฉาบไปทั้งร่างของเออร์เฟซและย่างสดอีกฝ่าย
พลังงานที่รุนแรงคืออนุภาคชนิดหนึ่งที่ได้ผลอย่างดีกับเครื่องจักรและสิ่งมีชีวิต มันสร้างความเสียหายร้ายแรงให้เออร์เฟซ แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำลายมัน ไฟทั่วร่างมอดดับลงอย่างรวดเร็ว ผิวที่ไหม้เกรียมกระเทาะร่อนออก แม้แต่มือที่ขาดวิ่นก็ฟื้นสภาพคืนมาแล้ว เออร์เฟซไม่ได้หวาดกลัวทั้งที่มันแพ้ทุกด้านไม่ว่าจะกำลังหรือความเร็ว ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่มีพลังทำลายมากไปกว่านี้ก็ไม่มีทางฆ่ามันได้
“เป้าหมายสามารถฟื้นตัวได้ด้วยความเร็วสูง ขออนุญาตใช้อุปกรณ์เสริมไฟเตอร์ซีโรวัน”
“อนุญาตให้ใช้ไฟเตอร์ซีโรวัน” โอเปอร์เรเตอร์พูดจบ ท้องยานเซคเตอร์วันก็เปิดออกอีกครั้ง คราวนี้มียานบินที่มีขนาดเล็กกว่าถูกส่งมา มันล็อคเป้าเข้ากับด้านหลังของดูมการ์ด จากนั้นเครื่องบินก็เปลี่ยนรูปร่างก่อนที่จะเข้าไปเชื่อมต่อ เมื่อการเชื่อมต่อเสร็จสิ้นพลังงานของหุ่นที่ลดลงไปหลังจากใช้การโจมตีใหญ่ฟื้นฟูกลับมาจนกลายเป็นร้อยสามสิบเปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นอาวุธชนิดอื่น ๆ ที่เหลือก็ถูกปลดล็อคด้วย
สปีด วีลเลอร์นักขับของดูมการ์ดหยิบปืนลำแสงจากส่วนเสริมออกมายิงใส่เออร์เฟซ พลังทำลายของมันเทียบไม่ได้กับดูมบัสเตอร์ที่ใช้ก่อนหน้านี้ แต่มันมีพลังทะลุทะลวงและกินพลังงานน้อย ทำให้เหมาะกับสกัดกั้นการเคลื่อนไหวได้อย่างดีเยี่ยม เขาเล็งยิงขาอีกฝ่ายจนกระจุย เออร์เฟซฟื้นตัวแข่งกับการถูกทำลาย แต่สปีดไม่เปิดโอกาส เขาระดมยิงซ้ำ ๆ จนร่างของมันล้มลงไปอีก
ดาบเล่มยักษ์ถูกชักออกมาจากกลางหลัง มันคือดาบแรงสั่นสะเทือนสูงแบบเดียวกับที่ไซเลนเซอร์ใช้แต่ด้วยขนาดที่ต่างกันมาก ทันทีที่ถูกแทงลงไปบนร่างของเออร์เฟซ แรงสะเทือนรุนแรงส่งผลไปถึงทุกสิ่งที่อยู่ในบริเวณนั้น
ทาเลซและกองทัพของเขาถอยห่างทิ้งระยะมาแล้วจึงรอดพ้นการถูกเขย่าโดยแรงสั่นของดาบยักษ์ แต่พวกเขาก็ยังรู้สึกถึงการสั่นไหวที่ส่งมาถึง พวกเขามองร่างยักษ์ของเออร์เฟซดิ้นทุรนทุรายราวปลาที่ถูกตะปูตอกยึดไว้กับพื้น ทาเลซเดาว่าแรงสั่นนี้มีผลรบกวนการฟื้นตัวของมันด้วย
สปีดเปิดการทำงานของดูมบลาสเตอร์อีกครั้ง ส่วนอกของดูมการ์ดเปิดออก จากนั้นอนุภาคบางอย่างก็ถูกปล่อยออกไปในรูปแบบลำแสง เออร์เฟซพยายามหนีแต่มันไม่สามารถดึงตัวของมันออกจากดาบที่เสียบค้างไว้ ร่างของมันจึงลุกไหม้ขึ้นอีกครั้ง
การโจมตีทำงานจากการเปิดค้างเอาไว้ ร่างของเออร์เฟซฟื้นตัวและถูกทำลายใหม่นับครั้งไม่ถ้วน แถบพลังงานของดูมการ์ดลดลงอย่างรวดเร็วในขณะที่หน้าจอแสดงความร้อนในการขับเคลื่อนพุ่งขึ้นสวนทางกัน
สปีดไม่สนค่าความร้อน เขาติดต่อโอเปอเรเตอร์เพื่อขอพลังงานเสริมแทน เธอลังเลที่จะอนุมัติแต่โซนาตาที่ดูอยู่ได้ออกคำสั่งโดยตรงทันที ลำแสงขนาดเล็กถูกยิงออกจากยานและพุ่งเข้าจุดชาร์จระยะไกลที่อยู่ด้านหลังของหัว พลังที่ลดลงกำลังเพิ่มขึ้นพร้อมกับความร้อนที่ใกล้ถึงขีดจำกัด
“อันตราย ความร้อนเกินขีดกำจัด” เสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นห้องควบคุม ทั้งห้องกลายเป็นสีแดงแต่สปีดก็ยังรอจังหวะอยู่ เขาต้องการให้แน่ใจว่าเออร์เฟซจะไม่สามารถรอดการโจมตีนี้ได้
“อันตราย ความร้อนเกินขีดกำจัด ระบบกำลังจะหยุดโดยอัตโน…” สปีดพรมนิ้วลงไปบนแป้นควบคุมที่เริ่มเยิ้ม เขาหยุดระบบป้องกัน
ไม่กี่อึดใจก่อนที่ระบบจะถูกทำลาย สปีดก็หยุดการโจมตี ระบบยังคงร้องเตือนเพราะความร้อนแต่มันกำลังจะกลับเป็นปกติในไม่ช้าเพราะระบบปรับความร้อนที่เขาเพิ่งเปิด
เบื้องหน้ามีซากที่แห้งเกรียมของเออร์เฟซที่กำลังหลุดร่อนเป็นชิ้น ๆ ครั้งนี้มันต่างจากหนก่อนเพราะใต้ผิวหนังที่ร่วงกราวไม่ได้มีผิวใหม่อยู่ข้างใต้ ขี้เถ้าสีดำกำลังถูกแรงลมพัดปลิวไปทีละน้อยเผยให้เห็นร่างเดิมที่ซ่อนอยู่ซึ่งมีสภาพเป็นตอตะโกไม่ต่างกัน
ทหารที่ติดตามเจเนวีฟล้มตายลงในเวลาอันรวดเร็ว ร่างของพวกเขากองกลาดเกลื่อนราวใบไม้ร่วงกองอย่างไร้ระเบียบอยู่บนพื้น บางส่วนถูกสังหารโดยสเกเลตันที่พยายามเข้ายึดกำแพงและการควบคุมประตูเมืองคืนไป แต่ส่วนใหญ่พวกเขาถูกฮาร์ทเลสฆ่าโดยที่ยังไม่ทันได้ตอบโต้
เจเนวีฟในตอนนี้สามารถจัดการกับสเกเลตันทั่วไปได้ไม่ยาก เธอมีความเร็วและพลังที่เหนือว่าคนทั่วไป พ่วงมาด้วยมีดรุ่นปรับปรุงที่ด็อกมามอบให้ ถ้าเมืองนี้เหลือเพียงอันเดดหรือเดวัลปลายแถวเธอคงจะจบภารกิจยึดเมืองได้อย่างง่ายดาย
ฮาร์ทเลสคืออุปสรรคชิ้นใหญ่ที่ขวางทางฝันอยู่ เธอพยายามเพ่งมองเพื่อหาจุดอ่อนของมันอย่างที่โซนาตาสอนไว้ แต่ไม่ว่าจะจ้องแค่ไหน เธอก็ไม่ได้คำตอบ ทั้งร่างของฮาร์ทเลสมีแต่เกราะโล่ง ๆ มันไม่มีเลือด เนื้อ หรือแม้แต่กระดูกให้เธอเล่นงานด้วยซ้ำ
…ต้องทำลายเกราะให้ได้ แต่ทำยังไงล่ะ…
เล็บของเจเนวีฟยืดยาวขึ้น เธอได้เปรียบเรื่องความเร็วจึงสามารถเข้าประชิดวงในได้ไม่ยาก กรงเล็บถูกเหวี่ยงออกไปอย่างแม่นยำ มันเป็นอย่างที่เธอคาดไว้ตั้งแต่แรก เล็บของเธอหักกระจุยในขณะที่เกราะของอีกฝ่ายไม่มีแม้แต่รอยเท่าแมวข่วน
เจเนวีฟถอยออกมาตั้งหลักก่อนที่จะถูกสวนกลับ เล็บที่แทงทะลุเกราะเหล็กได้ไม่สามารถช่วยเธอได้ในครั้งนี้ เธอคาดว่าเกราะของมันน่าจะเป็นโลหะระดับสูงอย่างแน่นอน
…ยิ่งสู้นาน คนก็ยิ่งลดลง คิดสิ มันต้องมีวิธีสักอย่าง… เจเนวีฟพร่ำบอกกับตัวเอง
เวทมนตร์ของแวมไพร์ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับเลือด ทุกครั้งที่ใช้งานมันหมายถึงการต้องเสียเลือดในร่างกายไป นั่นเป็นเหตุผลที่แวมไพร์ส่วนใหญ่ต้องดูดเลือดมนุษย์เพิ่มเพื่อที่จะสามารถใช้เวทมนตร์ได้อย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้สร้างปัญหาให้กับเจเนวีฟมากขึ้นอีกเพราะเธอพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ดื่มกินเลือดของใคร
โซนาตาช่วยให้เธออยู่รอดได้ด้วย “เลือดสังเคราะห์” ที่เกิดจากการนำเลือดของเขาเองมาเพิ่มปริมาณในห้องทดลอง เจเนวีฟมักจะพกเลือดที่ว่าติดตัวไปด้วยเสมอ แต่มันก็มีปริมาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับเลือดที่เธอจะได้รับหากยอมดูดจากคนทั่วไป
…ถ้าดูดเลือดพวกอัศวินพวกนี้ ข้าน่าจะมีพลังพอร่ายเวทใหญ่ได้สักครั้ง แต่ว่า…
“เอาเลือดของข้าไปเถอะ” นักรบรายหนึ่งรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร เขาถลกเสื้อออกพร้อมกับหันคอยื่นเข้ามาใกล้
“ไม่! เอาเลือดของข้าไปแทนดีกว่า” อีกคนก็มีทีท่าไม่ต่างกัน พวกเขาดูระริกระรี้เหมือนอยากถูกดูดเลือดจนออกนอกหน้า
เจเนวีฟรู้สึกไม่ดีกับการเสนอตัวของพวกเขา
ในสนามรบอีกแห่งที่ดุเดือดยิ่งกว่า เชอรีสและทหารของเธอกำลังรับมือกับข้าศึกจำนวนมหาศาล แทบจะทุกตารางนิ้วของแผ่นดินเบื้องหน้าล้วนแต่เต็มไปด้วยอันเดดหลากหลายสายพันธุ์
เวเนรอจังหวะอย่างใจเย็น เธอสงวนแรงเอาไว้เพื่อเตรียมใช้กับศัตรูตัวปัญหา และในทันทีที่เป้าหมายปรากฏขึ้น เวทมนตร์ก็ถูกร่ายในทันที
“สแตนด์สติล” เวทสะกดให้หยุดนิ่งทำให้ร่างของตัวตลกสีดำแทบหน้าทิ่มพื้น เจ้าตัวตลกหัวเราะพร้อมกับสอดส่ายสายตาหาที่มาของผู้ร่ายและมันก็พบเธออยู่ไม่ไกลนัก
“หวาาา อย่าฆ่าข้าเลยนะ” ตัวตลกร้องลั่นเพราะเห็นพาลาดินรายหนึ่งวิ่งตรงเข้ามา พาลาดินคนนั้นเงื้อดาบขึ้นและบรรจงแทงลงกลางหลังของมันอย่างประณีต
เขาพยายามดึงดาบออกเพื่อจะแทงซ้ำอีก แต่ก็ไม่มีโอกาสเพราะอันเดดหลายตัวเข้ามาแทรก เขาใช้เวทศักดิ์สิทธิ์ทำลายมันไปได้สองตัว แต่ก็มาจบชีวิตลงอย่างน่าเสียดายเพราะถูกตัวที่สามกัดเข้าที่ลำคอจนเลือดสาด ดาร์คเจสเตอร์ที่ถนัดทำตัวปัญญาอ่อนเพื่อแกล้งคนเล่นหัวเราะลั่นอย่างมีความสุข
ผลของคาถาซึ่งมันใช้งานโดยไม่แม้แต่ขยับริมฝีปากหรือปลายนิ้ว ดาบที่แทงไปจนทะลุอกในตอนต้นไม่ได้สร้างความเสียหายใด ๆ ให้มัน
“นึกว่าใคร ที่แท้ก็ยัยหนูเฮอร์มิตนี่เอง”
“ว้าวว… รู้จักข้าด้วยเหรอ” เวเนตาโตทันทีที่ได้ยิน
“ฮี่ ๆ ๆ ๆ ทำไมจะไม่รู้”
“อย่าไปคุยกับมันเวเน” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นมาจากด้านหลัง ฟลอราและเฮอร์มิตหลายคนวิ่งมายืนคุ้มกันด้านหน้าของเธอ “อยู่ห่างจากมันไว้ มันใช้พวกคำสาปได้”
“นี่มันวันรวมญาติเฮอร์มิตสินะ ก่อนหน้านี้ก็มีอยู่คนหนึ่งที่บอกว่าใกล้จะมาถึงที่นี่แล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ”
ฟลอรารู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เธอแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ปีกสีดำกำลังโบกสะบัดอยู่บนนั้นและไม่ใช่แค่คู่เดียว มัจจุราชตัวเขื่องกำลังเข้าร่วมการต่อสู้โดยการนำของชายแก่คนหนึ่ง
“นั่นมัน มังกรป่า” ฟลอราที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์โกรธขึ้นมาจนมือไม้สั่น ในช่วงหลายปีมานี้มังกรป่าได้หายสาบสูญไปจากป่าพรีวูดจนแทบสูญพันธุ์ พอเห็นมังกรซอมบีนับสิบตัวตอนนี้เธอจึงแน่ใจแล้วว่าใครคือตัวการ
“คาลานาธ! เจ้าสารเลวนี่” เวเนตะโกนด่าทอคนทรยศ แต่ไร้ประโยชน์ อีกฝ่ายไม่ได้ยินเสียงของเธอแม้แต่นิด คาลานาธบนมังกรซอมบีจับจ้องอยู่ที่เชอรีสผู้กำลังต่อสู้อยู่ในดงศัตรู เธอไม่รู้ตัวว่ามีสายตาชั่วร้ายเล็งศีรษะของเธออยู่
มังกรที่เขาขี่โฉบลงอย่างเงียบงันและรวดเร็ว คนที่เห็นพยายามตะโกนเตือนแต่ก็ช้าไป เชอรีสกำลังหันไปมองแล้วก็พบว่ากรงเล็บของมังกรกำลังจะถึงตัวเธอแล้ว
ฉับบบบ
ร่างสีดำพุ่งเข้ามาแทรก ดาบของเขาฟันคอมังกรขาดกระเด็นในการโจมตีเพียงครั้งเดียว คาลานาธตกใจจนแทบสิ้นสติ เขาไม่คิดว่าจะมีใครเก่งกาจจนฆ่ามังกรซอมบีได้ในพริบตา
“แก… ดีวาน”
คาลานาธชี้ไปที่ศัตรูแล้วเขาก็พบว่าแขนของตัวเองหายไปแล้ว ในวินาทีนั้นเองเปลวเพลิงสีดำก็ปรากฏขึ้น เสียงกรีดร้องของเขาดังขึ้นและเงียบลงในเวลาไม่นาน ร่างของชายแก่ผู้เคยเป็นสมาชิกคนหนึ่งของเฮอร์มิตไหม้เกรียมจนกลายเป็นขี้เถ้าอยู่ตรงนั้น