Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 382: โลกในเดอะเวิลด์
ชื่อของมันคือ ‘เดอะเวิลด์’ โปรเจคที่เกิดจากการนำเอา ‘โปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่’ ซึ่งเป็นบริการหลักของยูโทเปียโปรเจคมาดัดแปลงเพื่อเป็นกึ่งบันเทิง
เดิมทีโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่เป็นวิธีการสะกดจิตเพื่อเข้าไปมองหาปมในอดีตที่ขัดขวางพัฒนาการของแต่ละคน มันมาจากความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีปมที่หากยอมรับและเอาชนะมันได้ ไม่ว่าใครก็จะเติบโตขึ้นได้อีกขั้น
แต่เดอะเวิลด์แตกต่างออกไปเล็กน้อย แทนที่จะเป็นการสะกดจิตย้อนอดีตของผู้เข้าร่วม เดอะเวิลด์จะสร้างโลกใหม่ขึ้นมาเพื่อนำคนหลาย ๆ คนไปสู่เรื่องราวใหม่ที่พวกเขาไม่เคยมีประสบการณ์
“คล้ายกับการดูหนังเหรอคะ”
“อาจจะคล้ายกับเทคโนโลยีสร้างโลกเสมือนจริงมากกว่าครับ วิธีการของเราจะทำให้รู้สึกเหมือนกับกับเข้าไปอยู่ในโลกนั้นชนิดที่แทบจะไม่สามารถแยกได้เลย”
“แล้วมันจะไม่อันตรายเหรอคะ” เป็นครั้งที่สองที่เธอถามย้ำเรื่องนี้
“เรามีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลประกบอยู่ครับ ในกรณีที่พบว่าอาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เราก็สามารถหยุดโปรแกรมได้ทันที”
รีดัสยอมรับว่ามันไม่ได้ไร้ความเสี่ยง
“การกลับไปแก้ปมในอดีตอาจช่วยให้อุปสรรคบางอย่างที่ถ่วงชีวิตหายไปได้ครับ แต่มันไม่สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาได้ แต่เดอะเวิลด์ช่วยเติมเต็มเรื่องแบบนั้นได้ด้วย คนที่ไม่เคยเป็นที่ยอมรับอาจจะพบว่าการได้รับการยอมรับสักครั้ง แม้จะเป็นประสบการณ์เสมือนก็จะช่วยปลดล็อกความรู้สึกได้ และทำให้เขาพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นผู้ที่มีคนยอมรับได้จริง ๆ ครับ”
มันฟังดูดีอยู่ แต่โคเลทก็ยังกังวลอยู่เช่นเดิม
“ถ้าคุณสนใจล่ะก็ ผมบอกได้เลยว่าเป็นโอกาสที่ดีมากครับ ตอนนี้คอร์สนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูลเพิ่ม นอกจากเปิดแบบจำกัดจำนวนแล้ว เรายังไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย ลองเอาเอกสารไปศึกษาดูก่อนก็ได้ครับ”
ตัวเอกสารมีสองส่วน ส่วนแรกเป็นเหมือนกับโฆษณาเกี่ยวกับรายละเอียดของเดอะเวิลด์ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากที่รีดัสว่าไว้ มีข้อมูลรับรองความปลอดภัยจากสถาบันต่าง ๆ ข้อมูลที่ว่ามีงานวิจัยคล้าย ๆ กันแบบนี้ถูกใช้ที่ต่างประเทศ ส่วนเอกสารฉบับที่สองคือ ข้อตกลงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการเก็บความลับ การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง
…ถ้าเซ็นนี่ไปก็ถอยกลับไม่ได้อีกแล้ว…
โคเลทนึกถึงใบหน้าของคุณแม่และน้องสาว ถึงทั้งสองจะค่อนข้างทำเป็นเย็นชากับเธอ แต่หากเกิดเรื่องร้ายขึ้นจริง ทั้งสองต้องโกรธที่ตนแกว่งเท้าหาเสี้ยนอย่างแน่นอน
ทั้งที่กังวลขนาดนั้นโคเลทกลับเซ็นเอกสารไป
รวดเร็วกว่าที่คาดไว้ หลังจากเซ็นเอกสารและเข้ารับการตรวจสุขภาพอีกเล็กน้อย โคเลทก็ได้รู้ว่าเธอไม่ต้องรอนานเพื่อจะได้เห็นเดอะเวิลด์ เพราะในเย็นวันนั้นคอร์สพิเศษนี้จะถูกจัดขึ้นพอดี
ในห้องที่เหมือนกับโรงฉายภาพยนต์ เหล่าอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ต่างก็มารวมตัวกันที่นั่น โคเลทพบว่าจำนวนของผู้ที่เข้าทำการทดสอบมีมากกว่าที่เธอคิดเอาไว้ โดยเฉพาะฝ่ายของผู้ดูแลที่มีมากพอจะประกบแบบตัวต่อตัว
“ไม่ต้องกังวลนะคะ ฉันจะเป็นผู้ดูแลคุณเอง”
เอกสารก่อนหน้านี้แม้จะบรรยายสรรพคุณเสียมากมาย แต่ก็ไม่มีส่วนไหนที่พูดว่าเรื่องราวแบบไหนที่จะถูกนำมาใช้เล่นกับสมองตน โคเลทได้รู้ในวินาทีที่ระบบเดินเครื่อง
มันคือโลกที่ชื่อว่าซีน…
โลกในจินตนาการที่ว่ากันว่าอยู่ไกลแสนไกลจากโลกที่เธอรู้จัก
“นี่มัน… อะบีสออฟไทม์” ช่วงก่อนที่จะเข้าสู่ภวังค์อย่างสมบูรณ์ โคเลทพึมพำขึ้น
เช่นเดียวกับชื่อของซีน โคเลทและผู้ทดลองอีกหลายคนรู้จักชื่อของเรื่องราวที่ถูกยูโทเปียโปรเจคหยิบมาใช้ มันเป็นชื่อของนิยายขายดีที่โด่งดังในอดีต โคเลทเองก็เป็นหนึ่งในแฟนคลับของนิยายแฟนตาซีชุดนี้
มันคือเหตุการณ์ในหนังสืออะบีสออฟไทม์เล่มแรก เริ่มตั้งแต่หลังจากเหตุการณ์ที่ดูมแองเจิลเซคเตอร์วันตกในป่าพรีวูด อาสาสมัครทุกคนกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของยานไปแล้ว
เดอะเวิลด์เป็นเทคโนโลยีที่ไม่ได้สมบูรณ์เท่ากับการจำลองโลกเสมือนจริง ครึ่งหนึ่งของมันคือการสะกดจิตให้เห็นภาพ แต่อีกครึ่งมีเทคโนโลยีมาทำงานร่วม ไม่ใช่แค่แต่ละคนจะติดอยู่ในโลกและประสบการณ์ของตนเองเท่านั้น ระบบการสื่อสารที่ติดตั้งไว้กับเก้าอี้แต่ละตัวยังช่วยในการสื่อสารระหว่างอาสาสมัครด้วยกัน และผู้ดูแลด้วย
“ไม่จริงน่า นั่นโซนาตา ดิอาลโน ตัวเป็น ๆ เลย” โคเลทดีใจจนกระซิบร้องกับตัวเองออกมาเบา ๆ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“อื้มมม” โซนาตาเห็นเธอเข้าแล้ว เขาพูดเสียงดัง “แปลกแฮะ ฉันน่าจะจำหน้าสมาชิกทุกคนในยานได้หมดนี่ ทำไมวันนี้มีลูกเรือที่ไม่คุ้นหน้าหลายคนเลยแฮะ”
…ได้หมดเลยเหรอ… ถ้าโคเลทจำไม่ผิดเฉพาะแค่ส่วนของเซคเตอร์โฟร์ก็มีลูกเรือเกือบแสนห้าหมื่นคนแล้ว นับรวมคนทั้งหมดในยานดูมแองเจิลจะมีมากกว่านั้นเท่าไหร่เธอก็ไม่รู้ได้ ถึงจะบอกว่าเป็นอัจฉริยะก็เถอะแต่เขาจำหน้าคนได้หมดเลยจริงหรือ
เพราะเป้าหมายหลักไม่ใช่การผจญภัยหรือการกระตุ้นให้อาสาสมัครเกิดความหวาดกลัว สิ่งที่เกิดขึ้นบนยานจึงเน้นไปที่ส่วนของการรับผิดชอบหน้าที่ต่าง ๆ บนยานร่วมไปกับการได้ใช้เวลาในการรู้จักกับตัวละครทั้งหลายในเรื่อง ไม่ว่าจะตัวละครสำคัญอย่างโซนาตา อัลโต ด็อกมา อีริธ และเหล่าตัวประกอบที่มีอยู่มากมายในภาคแรก
“งานส่วนใหญ่บนยานลำนี้ใช้หุ่นยนต์ทำอัตโนมัติ คนที่ไม่ได้อยู่ในโคลด์สลีปคือคนที่มีหน้าที่ประจำ ฉันไม่รู้ว่าทำไมพวกเธอถึงตื่นอยู่ทั้งที่ไม่ได้มีงาน แต่ถ้าไม่อยากกลับไปหลับต่อก็ลองถามคนแถวนี้ดูว่ามีงานอะไรให้ทำบ้าง” อัลโตอธิบายจบ อาสาสมัครทั้งหลายจึงแยกย้ายออกไปถามข้อมูลเพิ่ม
ที่ห้องทดลองของศาสตราจารย์ด็อกมา ดิอาลโน ผู้เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะและพ่อบุญธรรมของโซนาตา
“มีใครว่างอยากอาสาเป็นร่างทดลองบ้างไหมคะ” ไม่รู้ว่ามันเป็นมุกตลกของมินอาหรือไม่ แต่สาวสวยจากห้องทดลองรายนี้แทนที่จะชวนอาสาสมัครมาเป็นผู้สังเกตการณ์ เธอดันชวนพวกเขามาเป็นหนูทดลองซะได้ โคเลทไม่รู้หรอกว่าเธอจะทดลองอะไรแต่ก็ปฏิเสธไปก่อน
ที่ห้องฝึกซ้อมในโลกเสมือนจริง ทุกคนได้พบกับอัลแบร์โต โทแพซ หรือ อัลโตอีกครั้ง เขาคือนักรบพลังจิตที่เรียกกันว่าไซเลนเซอร์ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งระดับสูงไม่ว่าจะที่ไหนก็ตามในยุค
“ถ้าอยากฝึกซ้อมยิงปืน ฉันช่วยสอนให้ได้” แม้จะเป็นระดับบริหารแต่อัลโตผู้นี้เป็นกันเองกับทุกคนโดยไม่เคยแบ่งชั้น เขาเป็นหนึ่งในไซเลนเซอร์ที่บรรดาลูกน้องโหวตกันว่าอยากทำงานด้วยมากที่สุด
“สำหรับคนที่ใช้พลังจิตได้ มาฝึกกับฉันก็ได้” หนึ่งในคนสนิทของโซนาตา เธอคือเมลิสซาจากกลุ่มอีลิทไฟว์ เช่นเดียวกับอัลโต คำเชิญของเมลิสซาได้รับการตอบรับจากคนส่วนใหญ่รวมถึงโคเลทเองด้วย
เป็นประสบการณ์ประหลาด ในโลกที่ถูกสร้างขึ้นด้วยการชี้นำทางจิต โคเลทได้มีประสบการณ์ซ้ำซ้อนในเครื่องสร้างภาพเสมือนจริงอีกที เธอได้รับการฝึกยิงปืน ได้รับภารกิจจำลองในการกู้ระเบิด ได้ร่วมกลุ่มสำรวจและเก็บตัวอย่างสัตว์และพืชต่างดาว
รู้สึกเหมือนกับดำดิ่งไปในโลกนั้นยาวนานหลายสัปดาห์ทั้งที่เวลาจริงเพิ่งผ่านไปได้ไม่กี่ชั่วโมง
“นิ้วบาดเจ็บเหรอ” โซนาตาที่ผ่านมาชี้ไปที่มือข้างซ้ายของโคเลท เขาเห็นนิ้วที่ขึ้นห้อเลือด
มันไม่เกี่ยวอะไรกับประสบการณ์ในเดอะเวิลด์ นิ้วที่บาดเจ็บเกิดจากอุบัติเหตุก่อนหน้านี้ หลายวันก่อนโคเลทซุ่มซ่ามปิดประตูทับนิ้วตัวเองจนช้ำอย่างที่เห็น
“ไปที่แผนกพยาบาลซะ รอยช้ำแค่นั้นใช้นาโนแมชชีนรักษาไม่กี่นาทีก็หายแล้ว” ถึงทำท่าเหมือนไม่สนใจใคร แต่เขาก็ออกคำสั่งบังคับให้เธอไปรักษาตัว
โคเลทไม่คิดว่ามันจะมีประโยชน์ อาการบาดเจ็บที่ได้มาก่อนหน้านี้ การรักษาที่เกิดในเดอะเวิลด์คงทำอะไรไม่ได้ หรือต่อให้ทำได้ เธอก็รู้ดีว่าหากออกจากภวังค์และกลับสู่โลกเดิมเมื่อใด มันก็จะกลับมาเหมือนที่เคยเป็น
หลังการทดลองเดอะเวิลด์ในวันนี้จบลง โคเลทกลับบ้าน ตอนแรกเธอไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น กระทั่งในระหว่างที่กำลังหากุญแจบ้าน โคเลทได้เหลือบมองมือซ้ายของเธอ
เธอตกใจจนเข่าอ่อนลงไปนั่ง
…เป็นไปไม่ได้ รอยช้ำไม่ใช่แค่ดีขึ้น แต่มันหายไปเหมือนไม่เคยบาดเจ็บมาก่อน…
…สิ่งที่เกิดขึ้นในเดอะเวิลด์ส่งผลมาถึงตัวจริงของเธอด้วย…
ที่บริษัท ในวันรุ่งขึ้น โคเลทที่วันนี้โดดเดี่ยวเพราะไม่มีคู่หูอย่างไอสลินน์ได้หันไปพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานหลาย ๆ คนแทน หนึ่งในนั้นคือรุ่นพี่เทรนต์ที่เข้ามาทักถามด้วยความเป็นห่วงอาการของไอสลินน์
แล้วโคเลทก็เผลอเล่าเรื่องของยูโทเปียโปรเจคออกมา
“อย่าไปยุ่งกับมันอีก” น้ำเสียงของรุ่นพี่เปลี่ยนทันทีที่รู้ “ฉันหมายถึง ถ้ามันเกี่ยวกับเรื่องไอสลินน์ตกตึกจริง ๆ มันก็อันตรายไม่ใช่เหรอ เธอจะเข้าไปยุ่งกับมันทำไม”
…นั่นสินะ เป็นเรื่องอันตรายแท้ ๆ…
ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจคำเตือน แต่โคเลทรู้สึกว่าต้องเป็นเธอที่จะสืบในเรื่องนี้
เธอกลับไปที่ยูโทเปียโปรเจคอีกครั้ง และคุยกับรีดัสเกี่ยวกับสิ่งที่เธอค้นพบ