Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 40: สัตว์ประหลาดปะทะสัตว์ประหลาด

แวมไพร์ลอร์ด มาร์เคล
ระหว่างทางไปเนโครโปลิส โซนาตาปล่อยให้ไซเลนเซอร์ส่วนหนึ่งลงไปอาละวาดตามใจพวกเขา พวกเขาปล่อยตัวจากยานที่ระดับความสูงซึ่งเหมาะสมโดยไม่ได้ใช้ยานลูกหรือแม้แต่อุปกรณ์ชูชีพเพื่อร่อนลง ภาพการดิ่งลงไปยังภาคพื้นของพวกเขาดูราวกับอุกกาบาตที่ร่วงหล่นลงกลางสมรภูมิ
ถ้าไม่นับอัลโตที่แยกตัวออกไปก่อนหน้านั้น เจลรัล บาลิอาร์โดคือไซเลนเซอร์คนแรกที่กระโดดเข้าไปร่วมสงคราม แต่เป้าหมายของเขาต่างจากพวกโซนาตาที่ต่อสู้เพื่อช่วยอาณาจักรเอเทเซีย เจลรัลทำไปเพียงเพราะเอาอยากอาละวาดให้หายหงุดหงิด
“เชอะ โดนไอ้เวรโซนาตาทำให้ติดอยู่ในเครื่องโคลด์สลีปตั้งนาน การเคลื่อนไหวฝืดไปหมดแล้ว” เจลรัลบิดร่างกายจนเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบแกร๊บ
เผ่าอิมป์ฝูงหนึ่งกึ่งวิ่งกึ่งบินเข้าใส่เขาด้วยความประสงค์ร้าย แต่พวกมันทั้งหมดล้มลงทันทีที่เข้าใกล้ระยะ ร่างของมันแต่ละตัวซูบซีดและแห้งลงราวกับถูกแวมไพร์สูบเลือดออกไปจนหมดตัว ในขณะเดียวกันรอบกายของเจลรัลก็อัดแน่นไปด้วยกลุ่มก้อนพลังงานที่แย่งชิงมา พลังงานเหล่านี้ถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็นอาวุธและเกราะให้กับเขา
โซนาตามองดูการต่อสู้ของเจลรัลจากบนยาน เขารู้ดีว่าเมื่อใดก็ตามที่เขาแตกหักกับจักรวรรดิ เวลาที่ต้องสู้กับเจลรัลต้องมาถึงอย่างแน่นอน เขาหวังว่าจะหาวิธีจัดการกับหมอนี่ได้ก่อนที่จะถึงเวลานั้น
…น่าเสียดาย หมอนี่ถ้ากล่อมให้มาทำงานให้ได้ก็คงดี แต่ดันเป็นลูกศิษย์ของอีริธ เห็นทีจะยาก…
ไซเลนเซอร์คนที่สองร็อบ โอลด์สมาชิกที่เด็กที่สุดในกลุ่ม เขาเพิ่งจบหลักสูตรไซเลนเซอร์ในปีนี้และมีอายุเพียงแค่สิบห้าปี แม้อายุยังน้อยแต่ความสามารถของเขาเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วกัน
…เจ้าหมอนี่ก็น่าเสียดาย แต่สุดท้ายก็คงต้องกำจัดทิ้ง…
โซนาตาเปลี่ยนเป้าหมายมาดูที่ร็อบแทน พลังพิเศษของเขาคือความเร็วเหนือเสียงหลายเท่า มีข้อมูลลับเผยว่าหากอยู่ในเงื่อนไขที่เหมาะสมร็อบสามารถเร่งความเร็วขึ้นไปในระดับแสงได้ทีเดียว
“น่าเจ็บใจใช่ไหมล่ะ หมอนี่น่ะอยู่ฝ่ายของเรา” อีวา บาร์เนสเดินเข้ามากระซิบระยะใกล้ เธอเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ปิดบังเลยว่ารอวันเล่นงานโซนาตา
อีวายิ้มด้วยรอยยิ้มน่าขยะแขยงที่ไม่เข้ากับใบหน้าน่ารักของเธอ ผมสีดำขลับ ตา คิ้ว จมูกที่ได้รูป ทำให้เธอเป็นไซเลนเซอร์ที่มีแฟนคลับเป็นของตัวเองมากมาย แต่น้อยคนจะรู้จักโฉมหน้าแท้จริงของเธอ
แล้วเมื่อถึงพื้นที่ต่อไปอีวาและบาจิล เคลาเดอร์ก็ขอลงที่นั่น บริเวณนั้นคือหมู่บ้านมนุษย์ทดลองของดาร์คเจสเตอร์ นอกจากอันเดดดัดแปลงแล้วที่นี่ก็มีมนุษย์ สัตว์ และเดวัลอีกไม่น้อยที่ถูกผ่าตัดเปลี่ยนเป็นกำลังรบ ทั้งคู่ที่มีความสนใจเกี่ยวกับสมองและการแพทย์จึงรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ
อีวามีความสามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูลในสมองได้โดยตรง เธอสามารถอ่าน แก้ไข คัดลอก ลบข้อมูลต่าง ๆ ของเหยื่อได้อย่างอิสระ เธอทำได้แม้แต่ย้ายทักษะการต่อสู้จากคนหนึ่งไปอีกคน เปลี่ยนความทรงจำหรือแม้แต่รสนิยม และเธอก็สนุกกับการใช้พลังพิเศษนี้ทำลายชีวิตคนอื่น
โซนาตามองว่าพลังของอีวาน่ารังเกียจมากกว่าน่าสนใจ เขาไม่เคยอยากได้คนโรคจิตยิ่งกว่าตัวเองมาเป็นพวก
…ที่สำคัญความสามารถนี้มันใช้ไม่ได้ผลกับพวกที่มีฝีมือ มันก็แค่ล้างสมองคนอ่อนแอเท่านั้นแหละ… โซนาตาคิด
ส่วนบาจิลนั้นตรงกันข้าม ถึงหลาย ๆ คนจะมองว่าเขาก็เป็นพวกเพี้ยน ๆ แต่โซนาตาก็ไม่คิดว่าเขาเป็นคนเลวร้าย บาจิลไม่ได้จงรักภักดีหรือเกลียดชังจักรวรรดิ เขาไม่ได้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับโซนาตาหรืออีริธเป็นพิเศษ
นอกจากนั้นความสามารถของเขาก็น่าสนใจ บาจิลมีพลังสายมิติ เขาสามารถสร้างทางเชื่อมสู่มิติปิดกั้นที่ตนควบคุมได้ คล้ายกับโลกของแฟรีที่เวเนเชื่อมต่อผ่านไม้เท้าของเธอ บาจิลมีพื้นที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่พกพาไปด้วย
ครั้งหนึ่งโซนาตาเคยมีโอกาสได้สำรวจโรงพยาบาลแห่งนั้น เคราเดอร์เมโมเรียลฮอสพิทอลคือชื่อโรงพยาบาลของบาจิล ถ้าดูจากพื้นที่โซนาตาคาดว่าจำนวนคนไข้ที่สามารถรองรับได้อาจจะมีได้ถึงหนึ่งหมื่นคน
ในความเป็นจริงมีข้อกำจัดบางอย่างให้ทำแบบนั้นไม่ได้ เจ้าหน้าที่ทุกคนในเคราเดอร์เมโมเรียล ไล่ไปตั้งแต่หมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ไปจนถึงพนักงานทำความสะอาด ล้วนเกิดขึ้นจากความสามารถของบาจิล มันคือสาเหตุที่พวกนี้มีจำนวนจำกัดและส่งผลโดยตรงกับจำนวนคนไข้ที่สามารถรับมือได้จริงตามไปด้วย
โซนาตาไม่ได้ห่วงความปลอดภัยของทั้งอีวาและบาจิล ทั้งคู่ไม่ใช่ไซเลนเซอร์สายต่อสู้ก็จริงอยู่ แต่ลำพังแค่อันเดดปลายแถวไม่กี่ร้อยกี่พันตัวย่อมไม่สามารถต่อกรกับไซเลนเซอร์ได้ ทั้งคู่น่าจะเสียเวลาไปกับการตามจับร่างสำหรับไปทดลองอีกสักพัก เขาจึงคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่เซคเตอร์วันต้องรอผลลัพท์
ผู้บัญชาการหนุ่มยอมรับว่าเขาไม่ได้สนใจความเป็นตายร้ายดีของพรรคพวกชั่วคราวเลย ที่เขารู้สึกกังวลคือการต่อสู้ระหว่างเอเทเซียและบรรดาพรรคพวกคนสนิทมากกว่า
กริฟนั่งกุมบาดแผลขนาดใหญ่ที่ท้องของตน รอบข้างมีซากศพจำนวนมากมายของเพื่อนร่วมเผ่าที่กองทับกันจนกลายเป็นภูเขาลูกย่อม ๆ เขายังคงสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนหน้านี้ตนยังอยู่ในสถานะได้เปรียบในการห่ำหั่นกันอยู่อย่างเห็นชัด ๆ อยู่
เมื่อหลายชั่วโมงก่อน อัลโตต่อสู้กับกริฟและกองทัพของบอร์แมนอย่างดุเดือด จากมือเปล่าในตอนแรกเขาจำเป็นต้องใช้ทั้งปืนยาวและปืนสั้นมาช่วย กระสุนแต่ละนัดไม่เคยเสียเปล่า ทุกนัดพุ่งเข้ากลางตำแหน่งระหว่างคิ้วของบอร์แมนทุกตัวที่ทำท่าจะพุ่งเข้ามาหาหรือเล็งเขาเป็นเป้าของอาวุธ จะมีก็เพียงแค่กริฟเท่านั้นที่เขายังไม่ได้ยิงออกไปใส่
การเคลื่อนไหวของราชาบอร์แมนแตกต่างจากบอร์แมนตัวอื่น อัลโตรู้ว่ามันรวดเร็วพอที่จะหยุดกระสุนของเขาได้ และขวานยักษ์ที่กลายเป็นสภาพวิญญาณก็เป็นอุปสรรคชิ้นโตที่ทำให้เขาไม่สามารถเข้าใกล้มันจนเกินไป
อัลโตถ่วงเวลารอจนเชลยทั้งหมดถูกช่วยออกไป จากนั้นพวกทหารจึงย้อนกลับมาสมทบและช่วยให้อัลโตมีจังหวะได้พักหายใจบ้าง
“ปืน! ส่งมา!” อัลโตตะโกนบอกกลุ่มแรกที่มาถึง หนึ่งในนั้นโยนปืนกระบอกใหม่ที่บรรจุกระสุนพร้อมแล้วให้
อัลโตรับมาและไม่เสียเวลาแม้กับการเล็ง กระสุนพุ่งผ่านลำกล้องและแล่นเข้ากลางหน้าผากเหยื่อเคราะห์ร้ายราวกับจับวาง เพียงพริบตาบอร์แมนหลายสิบตัวก็ล้มลงไปสมทบกับเพื่อน ๆ ที่กลายเป็นศพไปก่อนหน้านั้น
ปืนถูกยิงจนกระสุนหมดและถูกรีโหลดกระสุนใหม่ในชั่วพริบตา ทหารนายหนึ่งทำหน้าที่เพียงแบกกระสุนจำนวนมหาศาลมาให้ และตอนนี้เขาก็คอยโยนปืนบ้างกระสุนบ้างสลับไปให้กับอัลโตซึ่งกำลังประเคนลูกกระสุนห่าใหญ่ใส่ราชาบอร์แมน
กระสุนของอัลโตสามารถใช้คู่กับความสามารถของเขา มันสามารถทะลุผ่านวัตถุทั้งหลายเพื่อให้โดนเฉพาะเป้าหมายได้ แต่กริฟก็เตรียมพร้อมอย่างดี ก่อนหน้านี้เขาให้พวกเรธร่ายมนต์เสริมให้แล้ว เวทมนตร์ที่เหมือนเกราะเวทของนักบวชทำให้กระสุนไม่สามารถทะลุผ่านไปด้วยความสามารถพิเศษ
“ใช้อินฟิลเทรทไม่ได้ก็แค่ต้องหามุมยิงให้ได้” เขาพึมพำ
กระสุนถูกสะท้อนจากการยิงใส่หิน พื้นดิน หรือแม้แต่บอร์แมนตัวอื่น เขาคำนวณอย่างดีว่ามันจะสามารถลอดช่องว่างเล็ก ๆ ของเกราะเข้าไปถึงเนื้อตัวของกริฟได้
เลือดสาดกระจายไปทั่วแต่มันไม่ใช่ของราชา บอร์แมนหลายตัวต่างเอาร่างของตนเข้ามาบังเอาไว้ มันไม่ได้เกิดขึ้นจากความเต็มใจเสียสละชีพ อัลโตรู้ความจริงเมื่อเรธจำนวนหนึ่งลอยออกมาจากร่างของบอร์แมนที่เอาตัวมาเป็นกำแพง
“ข้าไม่มีทางแพ้มนุษย์หน้าไหนทั้งนั้น”
กริฟสับขวานลงมาสุดแรง เขาประมาทเพราะคิดว่าอีกฝ่ายหลีกเลี่ยงการปะทะตั้งแต่เห็นว่าตนได้เปรียบ แต่แท้จริงแล้วอัลโตแค่ระมัดระวังอยากรู้ว่ากริฟจะมีลูกไม้อะไรซ่อนไว้อีกบ้าง พอเห็นว่าราชาบอร์แมนทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าหวังพึ่งลูกน้อง อัลโตก็ไม่คิดจะเสียเวลาอีกต่อไป
กริฟไม่รู้ตัวว่าขวานยักษ์ถูกแย่งไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ขวานที่อยู่ในสถานะ “อีเธอร์เรียล” ถูกนำมาใช้กับพวกเรธที่มีสภาพเดียวกัน ร่างวิญญาณถูกสับเป็นชิ้น ๆ พวกมันส่งเสียงโหยหวนน่าสยดสยองก่อนที่จะสลายไปไม่หลงเหลือแม้แต่ซาก
กริฟรู้ตัวว่าตนจะเป็นรายต่อไป ลูกน้องคนอื่นถูกพวกทหารกันให้ห่างออกไปจึงไม่สามารถใช้เป็นตัวช่วยได้ เขาจำเป็นต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ด้วยตนเอง
…ก่อนอื่นต้องแย่งขวานคืนมาให้ได้… พอคิดได้ดังนั้นกริฟก็ต้องตกใจ เพราะอัลโตทำท่าจะขว้างมันกลับคืนมา
กริฟตั้งใจไม่หลบ เขาเชื่อว่าตนเองเร็วพอที่จะคว้าขวานเอาไว้ได้และมันคือช่วงเวลาเอาคืน
ขวานพุ่งมาด้วยความเร็วสูง แต่มือของเขาเคลื่อนที่ได้เร็วพอกัน เขาคว้ามันไว้ได้ทันที นอกจากนั้นเขายังเห็นอย่างชัดเจนว่าอัลโตพุ่งตามขวานมาด้วย อีกฝ่ายคงตั้งใจใช้ขวานเป็นแค่นกต่อและหวังเผด็จศึกด้วยการโจมตีซ้ำ สิ่งที่กริฟไม่คาดไว้ก็คือขวานที่คิดว่าคว้าไว้ได้ทะลุผ่านมือเขาไป มันถูกผลของอินฟิลเทรทไปแล้ว อัลโตใช้มันเพื่อหลอกจริง ๆ
กริฟคิดจะก้าวเท้าหนี แล้วก็พบกับความจริงอีกอย่าง เท้าของเขาจมลงไปในพื้นดิน บอร์แมนมีเรี่ยวแรงเหนือมนุษย์แค่เท้าติดอยู่กับพื้นไม่ใช่ปัญหาร้ายแรง แต่ว่าเพียงพริบตาที่เขาเสียจังหวะนั้น อัลโตก็ชิงความได้เปรียบแทงมือเข้ามาในช่องท้องของเขาแล้ว
ลูกไม้เดิม ๆ แต่ได้ผลอย่างชะงัดในคราวนี้ ในจังหวะนั้นเองระเบิดได้ถูกใส่ไว้ในร่างของกริฟเช่นกัน และทันทีที่มันทำงาน กริฟก็สำนึกได้ว่าเขาพ่ายแพ้ลงแล้ว
“บ้าที่สุด กริฟผู้นี้…. พ่ายแพ้ให้กับมนุษย์งั้นหรือ” ราชาเริ่มกระอักเลือด ระเบิดแม้จะระเบิดอยู่เงียบ ๆ ในร่าง แต่มันได้ทำลายอวัยวะภายในของเขาจนหมดแล้ว
“แกพลาดตั้งแต่คิดว่ากำลังสู้กับมนุษย์” อัลโตตอบหน้านิ่ง “พวกเราน่ะหมดสิ้นความเป็นคนไปนานแล้ว”