Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 391: การผจญภัยของโคเลทและไอสลินน์
ก่อนหน้าที่โคเลทและไอสลินน์จะเข้าไปในโลกของหนังสือที่ปารีสแนะนำมา มีข่าวลือเรื่องหนึ่งกระจายว่อนไปในอินเทอร์เน็ต มันคือเรื่องที่เซิร์ฟเวอร์ของยูโทเปียโปรเจคถูกแฮกเกอร์จู่โจม เชื่อกันว่ามีการคัดลอกข้อมูลสำคัญของบริษัทออกไปซึ่งโปรเจคเดอะเวิลด์อาจเป็นหนึ่งในนั้น
แน่นอนว่าตำรวจและเจ้าหน้าที่ของยูโทเปียโปรเจคไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาสามารถจับตัวการได้อย่างรวดเร็วพร้อมกับหลักฐานมัดตัวอย่างแน่นหนา
เรื่องทุกอย่างควรจะจบ ถ้าไม่ใช่เพราะมีการตรวจสอบจนรู้แน่ว่าข้อมูลบางส่วนได้มีการส่งต่อไปแล้ว และยิ่งเลวร้ายขึ้นอีกเมื่อบล็อกเกอร์ชื่อดังเอาข่าวนี้ไปช่วยทำให้มันโหมกระพือราวกับไฟป่า
“ไม่ลงลิงก์กันนะครับ หุหุ โดนฟ้องขึ้นมาไม่เกี่ยวกับผมนะ” บล็อกเกอร์ชื่อดังเจ้าของเว็บที่ชอบให้คนมาจิกกัดเรื่องชาวบ้านใส่ข้อความนี้ไว้ข้างใต้บทความข่าวของเขา แน่นอนว่าเขาไม่ได้สนใจจริงจังว่าจะมีคนมาแอบใส่ลิงก์เชื่อมไปถึงไฟล์ข้อมูลที่ถูกขโมยมาหรือไม่ ขอแค่มีคนเข้าเว็บของเขาเยอะ ๆ ก็พอแล้ว
“ถ้าเดอะเวิลด์คือการสะกดจิต การเอามาใช้แบบนี้ไม่ผิดกฎหมายเหรอ” ข้อความที่ 534
“มันคือสะกดจิตบำบัดอะไรนั่นไม่ใช่เหรอ แปลกตรงไหน” ข้อความที่ 1325
“ตกลงมันทำให้เข้าไปในหนังสือได้จริงเหรอ เหมือนเทคโนโลยีวีอาร์แบบในเมะเนี่ยนะ” ข้อความที่ 3537
“ใครที่กำลังจะลองขอเตือนว่าอย่าดีกว่า มีคนตายมาแล้วนะ” ข้อความที่ 12149
“ทุกคนหนีไป!!! ญาติฉันลองทำแล้วเจออะไรแปลก ๆ ออกมาด้วย” ข้อความที่ 31548
แค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่กี่ชั่วโมงที่พวกโคเลทปิดโทรศัพท์ขณะที่เขาไปในโลกหนังสือ พวกเธอไม่รู้ว่าสถานการณ์ข้างนอกเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตอนนี้ถนนข้างนอกนั่นเต็มไปด้วยเหล่าตัวละครจากหนังสือนานาชนิด
“มีคนเอาเดอะเวิลด์ไปเผยแพร่… แล้วก็มีคนที่เอาไปทดลองกันเองโดยไม่มีการควบคุม” ปารีสสรุปจากสิ่งที่เธอเพิ่งได้รับข้อมูลมาจากบริษัท
“เดอะเวิลด์ทำได้ขนาดนั้นเลยเหรอ” ขนาดเห็นกับตามาแล้วหลายครั้ง โคเลทก็ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้มันน่าเหลือเชื่อจนเกินไป
โคเลทเชื่อว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นใหญ่ระดับโลก กองทัพจะต้องเคลื่อนไหว นานาประเทศจะต้องออกมาตรการอะไรออกมาสักอย่างเพื่อควบคุม แต่ในข่าวภาคค่ำของวันนั้นกลับมีรายงานเกี่ยวกับสิ่งผิดปกติแค่เพียงเล็กน้อย
“นี่โคเลท เธอได้ดูข่าวแล้วใช่ไหม”
“อื้อ ประหลาดมาก มีแต่ข่าวคนเกิดอาการประสาทหลอน แต่ไม่มีข่าวตัวประหลาดเดินกันเต็มเมือง”
“ไม่ใช่ทุกคนที่มองเห็นน่ะสิ ขนาดไชน์นิงไนท์ของเธอ กับมิสทรีเลดีของฉัน ตอนแรกก็มีแค่เราสองคนที่มองเห็นคุณโอลีฟกับคุณปารีสก็มองไม่เห็นจนกระทั่งเกิดเรื่องกับทั้งโลกนี่แหละ”
“มันจะเป็นยังไงต่อไปเนี่ย” โคเลทรู้สึกมือสั่น เธอมองไปทางจิบริลและคุณแม่ที่นั่งดูโทรทัศน์อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
โคเลทและไอสลินน์ไล่ดูคลิปจำนวนมากที่ถูกอัพโหลดขึ้นไปบนอินเทอร์เน็ต คลิปเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่ามีทั้งคนที่มองเห็นและคนที่มองไม่เห็นปรากฏการณ์ประหลาด ในช่วงแรกโคเลทรู้สึกเบาใจลงไปได้เล็กน้อยที่รู้ว่าพวกเหล่าตัวละครที่หลุดออกมาจากนิยายจะเล่นงานเฉพาะคนที่มองเห็นมันเท่านั้น แต่ยิ่งเวลาผ่านไปมันก็เริ่มไม่ใช่
“ตอนนี้ผมกำลังอยู่ที่.. เห็น… ที่อยู่ข้างหลังนี่ใช่ไหมครับ ..ใหญ่ขนาดนี้เกิดขึ้นกลางเมือง ..ไม่ใช่ทุกคนที่มองเห็น… เดี๋ยวผมจะลองเข้าไปใกล้ ๆ ดู”
โคเลทและไอสลินน์กำลังดูคลิปที่เสียงขาด ๆ หาย ๆ ที่ถ่ายด้วยกล้องมือถือ พวกเธอลุ้นจนหายใจไม่เป็นจังหวะเพราะต่างก็มองเห็นหลุมยักษ์ที่ไม่รู้ว่ากว้างและลึกขนาดไหน ที่สำคัญคือบริเวณนั้นคือถนนสำคัญกลางเมืองที่ทั้งคู่เคยไปเดินเที่ยวกับอยู่เป็นประจำ
“มีรถตกลงไปในหลุมด้วย พวกเขาจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม” โคเลททำหน้าเหมือนจะร้องไห้
ไอสลินน์อยากพูดว่าไม่น่าเป็นอะไรหรอก แต่เธอพูดไม่ออก
“มันไม่ใช่แค่เรื่องมองเห็นหรือมองไม่เห็นแล้วล่ะ แบบนี้ได้มีคนตายเป็นเบือแน่นอน ไม่ใช่สิ ยิ่งไม่เห็นอาจจะยิ่งอันตรายกว่าแล้วล่ะ”
โอลีฟและปารีสไม่ได้มาที่บ้านของโคเลทอีกเลยตั้งแต่วันนั้น ทั้งสองและสมาชิกคนอื่น ๆ ของยูโทเปียโปรเจคต่างก็กำลังหัวหมุนกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่ว
โคเลทและไอสลินน์ไม่สามารถอยู่เฉยได้ พวกเธอช่วยเหลือผู้คนเท่าที่ความสามารถจะอำนวย โชคดีในโชคร้ายที่บริษัทของทั้งคู่หยุดทำการชั่วคราวระหว่างที่เกิดเรื่อง มันทำให้ทั้งคู่มีเวลาสำหรับการลาดตระเวนในละแวกบ้าน
“พวกพี่ทำอะไรอยู่กันแน่”
“จิบริล ตอนที่พี่ไม่อยู่ก็อย่าออกไปไหนนะ แล้วก็ฝากดูคุณแม่ด้วย”
“พูดอย่างกับจะออกไปกู้โลก แน่ใจนะว่าไม่ได้เผลอกินยาผิดมา”
“ฟังพี่!” โคเลทเขย่าตัวจิบริล “อย่าออกจากบ้าน”
“นี่ไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย แล้วโรงเรียน…”
“เรื่องเรียนกับเรื่องว่ายน้ำน่ะ พักไปก่อนเถอะ ตอนนี้ข้างนอกอันตรายมาก”
จิบริลนิ่งไปพักหนึ่ง เธอไม่เคยเห็นพี่สาวดูจริงจังขนาดนี้มาก่อน “เอาเถอะ ข้างนอกวุ่นวายแบบนี้เดี๋ยวโรงเรียนก็คงประกาศหยุดอยู่ดี” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“อื้อ พี่เชื่อใจเธอนะ แล้วถึงโทรศัพท์กับอินเทอร์เน็ตจะใช้การไม่ค่อยได้ แต่ก็ต้องพกติดตัวไว้ตลอดนะ พี่อาจจะติดต่อกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้”
“รู้แล้วน่า บ่นเป็นคนแก่เชียว” จิบริลถอนหายใจ
ก่อนหน้านี้ทั้งสองสาวพยายามติดต่อกับรีดัสเพื่อเสนอความช่วยเหลือ แต่ไม่รู้เพราะสัญญาณที่มีปัญหาทั่วทั้งประเทศหรือเพราะรีดัสกำลังยุ่งตัวเป็นระวิงเขาจึงไม่เคยตอบกลับข้อความใด ๆ ของสองสาวเลย
เมื่อไม่มีทางเลือก โคเลทและไอสลินน์ตัดสินใจไปที่สำนักงานใหญ่ของยูโทเปียโปรเจคเพื่อคุยกับเขาโดยตรง
ละแวกบ้านของโคเลทและไอสลินน์ กับสภาพของเมืองที่อยู่ถัดออกไปนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน สภาพของเมืองตอนนี้ราวกับอยู่ในยุคซอมบีที่ทั้งสองเคยเห็นจากในหนังซึ่งพวกเธอเคยดูด้วยกันมาหลายเรื่อง ตึกรามบ้านช่องต่างได้รับความเสียหายถ้วนหน้า รถโดยสารส่วนตัวและโดยสารสาธารณะที่เคยวิ่งกันอยู่ จอดระเกะระกะอยู่เต็มถนน ผู้คนที่เคยเดินกันเต็มสองข้างทางหายไปจนหมดสิ้น เมืองใหญ่นี่น่าจะมีประชากรหลายล้านราวกับไม่เหลือใครให้เห็นเลยแม้แต่คนเดียว
“หนักกว่าที่คิดอีกนะเนี่ย นี่แค่ฉันกับเธอจะไปถึงที่นั่นได้แน่เหรอ”
“ต้องได้สิ แต่คิดถูกแล้วที่ไม่ได้เอารถมา ถนนดันเป็นแบบนี้ไปซะแล้ว”
“เดินกันขาลากแน่”
“ช่วยไม่ได้นี่นา อ๊ะ!”
โคเลทเห็นจากหางตาว่าบางสิ่งกำลังพุ่งเข้ามาทั้งสองด้วยความเร็วสูง กว่าจะมองเห็นว่ามันคืองูยักษ์ที่ใหญ่กว่างูอนาคอนดาที่โตเต็มวัยแล้วสามถึงสี่เท่า งูยักษ์ก็เข้ามาถึงระยะที่โจมตีเธอได้แล้ว
โคเลทไม่ได้ชะงักเลยสักนิด เธอชักดาบและโจมตีสวนกลับไปอย่างฉับไว เพลงดาบที่ได้รับสืบทอดจากอัศวินหนุ่มเฉือนงูยักษ์จนร่างขาดเป็นหลายท่อน
ไม่ใช่แค่โคเลทที่ตอบสนองการโจมตีทันควัน ไอสลินน์เองก็ชักปืนและยิงออกมาหลายนัดเช่นกัน พลังในการลบตัวตนของเธอทำให้ทั้งโคเลทและเหยื่อไม่รู้สึกถึงการโจมตีจนกระทั่งผลลัพธ์ของมันปรากฏบนร่างของงูยักษ์
“เฮ้ย เก่งนี่นา”
“เธอก็ร้ายนี่นา ฟันงูตัวเบ้อเริ่มขาดเป็นท่อน ๆ เลย”
“กรี้ดดดด งูนี่นา” โคเลทเพิ่งรู้ตัว
“ว้ายยย” ไอสลินน์ก็มีสภาพเดียวกัน ทั้งสองกระโดดถอยห่างจากซากงูที่หมดฤทธิ์ไปแล้ว
ทางจากละแวกบ้านของโคเลทและไอสลินน์สู่อาคารที่ตั้งของบริษัทยูโทเปียโปรเจค หากนั่งขับรถไปเองหรือนั่งรถไฟฟ้า ระยะทางแค่นี้ก็น่าจะไปถึงได้ภายในไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่พอต้องมาเดินเท้าและรับมือกับสารพัดอันตรายระหว่างทาง มันก็กลายเป็นการเดินทางที่ต้องใช้เวลามากกว่าที่คาดไว้มาก
โคเลทและไอสลินน์ไม่ยอมถอย มีหลายครั้งที่พวกเธอตั้งคำถามกับตัวเองว่าเรื่องแบบนี้ควรจะปล่อยให้ทหาร ตำรวจ หรือใครก็ตามที่สามารถสู้ได้รับผิดชอบแทนไม่ดีกว่าหรือ แต่หากไม่ทำอะไรสักอย่างที่สามารถทำได้พวกเธอกลัวว่าโลกนี้จะไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมอีกแล้ว
“นั่น! มิสเตอร์ทินเฮด” โคเลทชี้ไปทางมนุษย์ที่ใบหน้าถูกหุ้มด้วยโลหะ ปีศาจร้ายจากนิยายสยองขวัญชื่อดังที่ถูกนำมาทำเป็นหนังโรงเมื่อไม่นานมานี้
“ทางนั้น! เชนซอว์แมน” ไอสลินน์ชี้ไปอีกด้าน ตรงนั้นมีมนุษย์ที่มือสองข้างเป็นเลื่อยไฟฟ้า
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ สองสาวคงจะกรีดร้องกอดกันกลม แม้แต่วิ่งยังวิ่งไม่ออก แต่ตอนนี้กลับกัน พวกเธอมั่นใจที่จะโจมตีพวกมัน พวกเธอก็ไม่เข้าใจว่าความกล้าที่จะต่อกรกับตัวประหลาดแบบนี้มันมาจากเคยมีประสบการณ์ในโลกนิยาย หรือเป็นเพียงเพราะพวกเธอต่างก็มั่นใจในพลังของตนเองและพลังของเพื่อน
กระสุนของไอสลินน์ไม่ได้แม่นยำ ถ้ายิงระยะไกลเกินไปเธอจะยิงไม่เข้าเป้า แต่ข้อดีของเธอคือความนิ่งระหว่างที่เล็ง แม้จะมีศัตรูพุ่งเข้ามาหาแต่ไอสลินน์ก็สามารถโต้ตอบได้อย่างใจเย็น
ชุดของมิสทรีเป็นอีกส่วนของความแข็งแกร่งของเธอ หากมองผิวเผินมันคือชุดรัดรูปที่ไม่น่าจะป้องกันความเสียหายอะไรได้นัก แต่ความจริงชุดนี้ไม่ต่างจากชุดในการ์ตูนสาวน้อยเวทมนตร์ มีหลายครั้งที่ไอสลินน์พลาดถูกเล่นงานด้วยความรุนแรงระดับที่คนทั่วไปน่าจะตายไปแล้ว แต่เธอกลับได้มาแค่รอยฟกช้ำ
“โคเลท ตรงนู้น!”
“ไม่นะ ร้านเครปร้านโปรดของพวกเรา”
“เธอล่วงหน้าไปก่อนเลย ฉันจะจัดการเจ้าตัวประหลาดที่บังอาจมาถล่มร้านเครปนี่เอง”
“ไม่ได้หรอกลินน์ ฉันจะยอมให้เครปถูกฆ่าต่อหน้าและเดินผ่านไปเฉย ๆ ได้ยังไง”
“ใช่แล้ว ศัตรูกับขนมอร่อยน่ะ อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้หรอก ต่อให้ต้องแลกชีวิตก็ตาม”
“อื้อ ไปกันเถอะ”
ด้วยเหตุผลไร้สาระ สองสาวเสียเวลาอีกเล็กน้อยในระหว่างทาง แต่หลังจากที่แวะข้างทางหลายต่อหลายครั้งในที่สุดพวกเธอก็พาตัวเองมาจนถึงที่หมาย บริษัทยูโทเปียโปรเจค
อาคารของที่นี่ยังถือว่าอยู่ในสภาพที่ดีเมื่อเทียบกับตึกรามบ้านช่องมากมายที่อยู่รอบ ๆ โคเลทและไอสลินน์พบว่าพวกเขาไม่ได้มีกำลังของตำรวจมาช่วยดูแล แต่ยูโทเปียโปรเจคมีกองกำลังติดอาวุธของพวกเขาเอง