Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 392: เส้นทางสู่หลุมยักษ์
“คุณโคเลทและคุณไอสลินน์ใช่ไหมครับ” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งวิ่งเข้ามาทักสองสาว เขาเหมือนกับเจ้าหน้าที่ที่คุ้มกันตึกอีกหลายสิบคนข้างหลัง เขามาพร้อมปืนกลที่ไม่น่าเป็นสิ่งที่พลเรือนทั่วไปจะมีได้
“ใช่แล้วค่ะ คุณ…”
“ท่านรีดัสรอพวกคุณอยู่ครับ เชิญข้างในเถอะ”
“ยูโทเปียโปรเจคนี่สุดยอดกว่าที่คิดแฮะ นี่มัน… ทหารรับจ้างงั้นเหรอ” ไอสลินน์กระซิบกับโคเลทระหว่างที่ทั้งคู่กำลังเดินไปตามโถงทางเดิน
“คุณรีดัสปิดบังอะไรอยู่แน่นอน” โคเลทขมวดคิ้ว
“คุณโคเลท คุณไอสลินน์” โอลีฟโบกมือให้ขณะที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหา
“คุณโอลีฟ ปลอดภัยดีใช่ไหมคะ”
“สำหรับตอนนี้นะคะ” เธอตอบไม่เต็มเสียงนั่นก็เพราะว่าไม่มีที่ไหนในโลกแล้วที่ยังพูดได้ว่าปลอดภัย
รีดัสที่เคยปฏิเสธความช่วยเหลือจากโคเลทและไอสลินน์มาตลอดกลายเป็นฝ่ายเชิญให้ทั้งคู่เข้าร่วมประชุมด้วย นี่เป็นสิ่งที่บอกอ้อม ๆ ได้ว่าประธานบริษัทหนุ่มผู้นี้กำลังจนมุม
“หลุมยักษ์กลางเมือง” หนึ่งในผู้เข้าร่วมประชุมพึมพำเมื่อเห็นภาพจากคลิปซึ่งเป็นคนละอันกับที่โคเลทเคยเห็น
“มันคืออะไรเหรอคะ”
“พวกเราลองให้นักธรนีวิทยาตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว น่าเสียดายที่เราไม่มีคนในสายงานตรงที่จะเข้าไปสำรวจพื้นที่ได้ อย่างที่ทุกคนทราบกันดีเรื่องทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่เมืองของเราเท่านั้น” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งรายงาน
“ขอโทษนะ แต่ขอเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน ผมเดาว่าเรียกพวกเรามาคงไม่ได้มาขอความเห็นเกี่ยวกับหลุมที่ว่านี่ใช่ไหม” ชายวัยกลางคนในชุดลายพรางพูด โคเลทและไอสลินน์รู้สึกว่าเขาค่อนข้างดูน่ากลัวเมื่อเทียบกับทุกคนในห้อง
“ครับ” รีดัสผู้เป็นประธานการประชุมตอบรับตามตรง “มีรายงานว่าภายในหลุมอาจมีสิ่งมีชีวิตอันตราย”
“สิ่งมีชีวิตอันตรายงั้นเหรอ” ชายที่แต่งตัวคล้ายกับคนแรกทวนประโยค
“เรายังไม่รู้อะไรมาก แต่เจ้าหน้าที่หกนายที่ทำการสำรวจเบื้องต้นถูกอะไรบางอย่างโจมตีขณะที่กำลังสำรวจภายในหลุมค่ะ” ปารีสอธิบายเพิ่ม
“จะมีตัวอะไรก็ช่างเถอะ ข้าอยากจะยิงมันเต็มแก่แล้ว” อีกคนที่ใส่ชุดลายพรางพูด เขาดูหนุ่มกว่าสองคนแรกแต่ดูกักขฬะกว่า
“อย่าเสียมารยาทน่าเมสเซอร์” อีกรายที่แต่งตัวแนวเดียวกันแต่คราวนี้เป็นผู้หญิง เธอพยายามหยุดชายปากดีที่นั่งติดกัน
รีดัสพยายามลากกลับมาที่เรื่องภารกิจ เขาอธิบายเพิ่มว่าหลุมแห่งนี้มีจุดที่ดูผิดธรรมชาติหลายส่วนและพื้นที่ด้านในเองก็ซับซ้อนกว่าที่มองเห็นจากภายนอก เขาอยากตั้งทีมสำรวจเพื่อประเมินอันตรายของมันและสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในนั้น
หากประเมินแล้วว่าไม่สามารถปล่อยไปได้ก็จะเป็นหน้าที่ของหน่วยทหารรับจ้างที่ต้องจัดการกับพวกมัน
“จริงสิ ผมยังไม่ได้แนะนำเลยสินะครับ สุภาพบุรุษท่านนี้คือดันเต แดชเลอร์ ผู้ที่จะพาพวกเราทุกคนในที่นี่ไปสำรวจหลุมยักษ์ด้วยกัน”
“พวกเราทุกคน…” โคเลทประหลาดใจที่รีดัสนับตัวเองและพวกเธออยู่ในทีมสำรวจไปแล้ว
“ดันเต แดชเลอร์” ไอสลินน์ประหลาดใจ เพราะเธอเคยได้ยินชื่อของดันเต แดชเลอร์มาก่อน ถ้าเธอจำไม่ผิดเขาคือทหารรับจ้างชื่อดังและเธอเพิ่งนึกออกว่าเคยดูสารคดีที่เกี่ยวกับชายคนนี้ด้วยซ้ำ
“คุณดันเตเป็นอดีตทหารรับจ้างครับ และเขาก็เป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งยูโทเปียโปรเจคด้วย อ๋อ ขอโทษคุณโคเลทกับคุณไอสลินน์ด้วยที่ด่วนสรุปว่าพวกคุณจะอยากช่วยงานนี้นะครับ”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ พวกเรามาอยู่ตรงนี้ก็เพราะเชื่อว่าน่าจะช่วยอะไรได้” โคเลทตอบอย่างฉะฉาน
“แต่ถ้ามีค่าเหนื่อยให้ด้วย พวกเราก็…”
“ลินน์!”
“ไม่ต้องห่วงครับ เหมือนกับพนักงานของยูโทเปียโปรเจคที่มาร่วมเสี่ยงชีวิตไปกับผม ผมจะมีทั้งเบี้ยเลี้ยงและรางวัลพิเศษ รวมถึงค่าชดเชยให้กับครอบครัวในกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิต”
ประโยคหลังสุดของรีดัสทำให้โคเลทและไอสลินน์หน้าซีด ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่ามันมีความเสี่ยงแต่พอถูกย้ำออกมาชัดเจนสองสาวก็รู้สึกหวั่นใจ
“พวกเราตัดสินใจแล้ว เราสองคนอาจอ่อนแอ แต่ในเมื่อตอนนี้พวกเราสู้ได้เราก็อยากช่วย” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“เหตุผลของฉันอาจจะไม่ได้สวยงามเท่าโคเลทหรอก แต่ถ้าเมืองมันพังจนหมด หรือมีตัวแบบโคมิกหลุดออกมาอีก พวกเราเองก็อยู่ไม่ได้เหมือนกันใช่ไหม”
“ส่วนพวกข้านี่อะไรก็ได้แหละ ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งสอยตัวประหลาดตามใจชอบ โลกตอนนี้แหละสนุกที่สุด” ชายที่ชื่อเมสเซอร์พูดจบก็หัวเราะลั่น
ทีมที่รีดัสจัดขึ้นมีทั้งหมดสิบสองชีวิตซึ่งรวมตัวของเขาเองไปแล้วหนึ่งคน เฉพาะสมาชิกของยูโทเปียโปรเจคมีทั้งหมดสี่คน ซึ่งทั้งหมดโคเลทและไอสลินน์ต่างคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่ก่อนทั้งนั้น เช่น คุณโอลีฟ คุณปารีส และเลขาส่วนตัวของรีดัสอย่างคุณเอ็มมา
กลุ่มของทหารรับจ้างมีดันเต แดชเลอร์ที่น่าจะมีประสบการณ์สูงสุดในกลุ่ม เมสเซอร์เจ้าหนุ่มปากดีที่สองสาวเดาว่าก็น่าจะมีฝีมือดีพอตัว ฮาริชชายร่างใหญ่ผิวน้ำตาลแดงที่ค่อนข้างสงวนคำพูด เยเลนาทหารรับจ้างสาวที่ความสูงพอ ๆ กับโคเลทแต่ร่างนั้นเต็มไปด้วยมัดกล้าม และเหวินชายร่างผอมสูงผู้ที่ได้รับการแนะนำจากดันเตว่าเป็นฝ่ายเทคนิคของกลุ่ม
และกลุ่มสุดท้ายคืออาสาสมัครซึ่งมีเพียงแค่โคเลท ไอสลินน์และนักศึกษาที่ชื่ออลิสา จากที่โคเลทลองถามดูเธอคนนี้เคยมาฝึกงานที่ยูโทเปียโปรเจค นอกจากนั้นหอพักของเธอก็อยู่ใกล้ด้วยในตอนที่เกิดเรื่องเธอเลยตัดสินใจอยู่ที่นี่เพราะคิดว่าน่าจะปลอดภัยกว่า
หลุมยักษ์อยู่ไม่ห่างจากอาคารสำนักงานใหญ่มาก อุปสรรคอันดับหนึ่งคือพวกตัวประหลาดที่ออกมาเดินเพ่นพ่านกันเต็มถนน ในจำนวนนั้นมีพวกที่สามารถโจมตีได้แม้แต่รถถังที่พวกทหารนำออกมาก่อนหน้านี้ พวกเขาจึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่และหลีกเลี่ยงการปะทะ
พวกเขาใช้รถสองคัน รถคันแรกหน้าตาเหมือนกับรถทหารเปิดประทุน ดันเตและลูกน้องของเขาอีกสองคนอยู่ในคันนี้ เยเลนาทำหน้าที่ขับ ดันเตคอยใช้ปืนไรเฟิลยิงอะไรก็ตามที่ขวางทาง และคนสุดท้ายคือฮาริชหนุ่มร่างโตที่คอยดูแลปืนกลหนักที่ติดตั้งอยู่กับรถ
รถคันที่สองเป็นรถบรรทุกเสริมเกราะ สมาชิกที่เหลืออยู่ที่นี่กันหมดโดยมีเหวินเป็นคนขับและเมสเซอร์ยืนคอยระวังหลังให้อีกที
แม้พวกรีดัสจะพกอาวุธมาจัดเต็มราวกับพร้อมทำสงครามได้ทุกเมื่อ แต่แผนของพวกเขาคือการหลีกเลี่ยงการปะทะเท่าที่จะเป็นไปได้
“เฮ้ย เจ๋งว่ะ ตัวนิ่มยักษ์ เข้ามาใกล้ ๆ สิวะ เดี๋ยวจะสอยให้พรุนเลย” เมสเซอร์ตะโกนบอกทุกคนขณะที่เขากำลังเล็งปืนใส่ตัวประหลาดที่กลิ้งตามรถมาด้วยความเร็วสูง
“ตัวนิ่มแบบไหนกลิ้งแบบนั้นได้” ไอสลินน์ว่าจะไม่พูดขัดแล้วแต่เธอก็อดไม่ได้
สัตว์ประหลาดที่ดูคล้ายตัวนิ่มเคลื่อนที่ผิดธรรมชาติอย่างที่ไอสลินน์ว่า นอกจากเร็วจนตามรถทัน มันยังกลิ้งสวนแรงดึงดูด บางครั้งมันกลิ้งไล่ตามรถมาทั้งที่กำลังวิ่งขึ้นสะพาน และบางครั้งก็ถึงกับไต่ขึ้นไปบนอาคารบ้านเรือนที่อยู่สองข้างทางด้วย
“หนอยเร็วนักนะ” เมสเซอร์เริ่มสาดกระสุนมั่ว
ปืนของเขาช่วยไม่ได้มากนัก ถึงจะยิงโดนอยู่บ้างแต่เกราะหนาของสัตว์ประหลาดก็ทำให้มันไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง ปืนกลหนักที่ติดตั้งไว้กับรถคันข้างหน้าก็ไม่สามารถใช้ได้เพราะอาจจะโดนรถของพวกโคเลทที่วิ่งมาบังวิถีกระสุนพอดี
“จะทำอะไรนะ” ปารีสร้องห้ามเมสเซอร์ แต่ไม่ทันแล้วเขาเขวี้ยงระเบิดมือออกไปเรียบร้อย
เสียงระเบิดดังสนั่น มันถูกร่างของเจ้าตัวประหลาดพอดิบพอดี คราวนี้มันได้ผล แม้เกราะภายนอกจะไม่ได้รับความเสียหายแต่แรงระเบิดน่าจะทำให้ภายในของมันแหลกเละ
แต่หายนะของจริงเพิ่งเริ่มขึ้น เจ้าร่างหุ้มเหล็กอีกหลายตัวโผล่ออกมาเพิ่ม
“เพราะใช้ระเบิดรึเปล่ามันถึงโผล่มาเพิ่ม” อาสาสมัครในชุดนักศึกษาถาม
“หัดแหกตาดูซะก่อน ยิงกระหน่ำขนาดนี้ ยังไงมันก็ได้ยินไม่ใช่เรอะ” เมสเซอร์ตะคอกกลับ
“นี่คุณ พูดกันดี ๆ ก็ได้นะ” โคเลทเห็นเพื่อนใหม่หน้าเสียเพราะถูกดุจึงเตือนเมสเซอร์ให้ระวังคำพูดไว้บ้าง
“พวกไร้ประโยชน์น่ะหุบปากไปเถอะ” เมสเซอร์บ่นโดยที่ไม่สนใจทั้งอาสาสมัครและนายจ้างอย่างรีดัสที่นั่งเป็นหัวหลักหัวตออยู่ในรถด้วย เขาไม่พอใจที่ต้องมาดูแลคนที่สู้ไม่ได้ เมสเซอร์คิดว่างานมันจะง่ายกว่าเดิมเป็นสิบเท่าถ้าเพียงแค่ปล่อยให้มืออาชีพแบบพวกเขาจัดการกันเอง
ไอสลินน์ไม่ยอมปล่อยให้คำดูถูกผ่านหูไป อยากดูถูกดูแคลนตน เธอก็ไม่ว่า แต่คนอย่างไอสลินน์จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกเพื่อนรักของเธอเด็ดขาด
ชุดตัวเก่งของไอสลินน์เปลี่ยนไปเหมือนกับการแปลงร่างที่เคยเห็นในการ์ตูน เพียงพริบตามันก็กลายเป็นชุดมิสทรีเลดีแล้ว ทันทีที่แปลงร่างเสร็จเธอก็ชักปืนออกมายิงใส่พวกตัวประหลาดที่กำลังเข้ามาใกล้
กระสุนปืนพกของไอสลินน์มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าปืนไรเฟิลของเมสเซอร์ มันสามารถเจาะเกราะของเจ้าตัวนิ่มยักษ์พวกนั้นได้ เพียงไม่กี่นัดไอสลินน์ก็สังหารมันได้หนึ่งตัว
“อะไรของเธอเนี่ย” เมสเซอร์ขยี้ตาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด
“สำหรับทหารรับจ้าง นายยิงไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่นะ”
“ห๊าาา ไหนพูดอีกทีซิ”
“พอได้แล้วครับ พวกคุณเป็นพวกเดียวกัน จะทะเลาะกันเองทำไมครับ” รีดัสเข้ามาห้ามทัพ
“ฮึ่มม” เมสเซอร์สถบออกมาอีกหลายคำ แต่อย่างน้อยมันก็เบาลงจนจับใจความไม่ได้