Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 397: หมอก
เดอะโฮลจากนิยายสัตว์ประหลาดระทึกขวัญที่แทบไม่มีคนรู้จักของ ‘เค. เค. แอร์กิลด์’ หายไปหลังจากที่หนอนยักษ์ถูกจัดการ
หลุมยักษ์กลางเมืองอันตรธานหายไปเหมือนกับโกหก และแม้แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเมืองก็ราวกับความฝัน สภาพทุกอย่างย้อนคืนกลับสู่สภาพเดิม
โคเลท ไอสลินน์และดันเตพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงที่ผ่านมา พวกเขามีความทรงจำเพียงแค่เกิดเรื่องเลวร้ายอะไรสักอย่างขึ้น
“หมายความว่ายังไงเนี่ย ฉันงงไปหมดแล้ว”
“นั่นสิ อยู่ ๆ คนที่หลบซ่อนก็พร้อมใจกันออกมาเดินกันเต็มไปหมด แถมไม่มีใครจำเรื่องหลุมยักษ์ได้เลยนะ”
“เดิมทีหลุมจากเดอะโฮลไม่มีอยู่จริงไงล่ะ พอเราจัดการกับต้นตอของมันได้ก็เลยเกิดกระบวนการย้อนกลับ แต่น่าเสียดายว่า คนที่เกี่ยวข้องโดยตรงไม่ได้รับผลนี้ไปด้วย”
โคเลทเหลือบมองเพื่อนเหมือนอยากขอตัวช่วยเพราะเธอไม่เข้าใจสิ่งที่ดันเตพึมพำขึ้นสักนิด แต่ไอสลินน์ส่ายหน้า เธอก็ไม่ได้เข้าใจมากไปกว่ากัน
“สรุปสั้น ๆ คือหลังจากจัดการกับต้นตอแล้ว ความเสียหายบางส่วนกับความทรงจำของคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงจะได้รับการแก้ไข”
“งั้นคุณโอลีฟ คุณปารีส แล้วก็…”
สีหน้าของดันเตและร่างที่ยังจมกองเลือดของเมสเซอร์อธิบายได้ทุกอย่าง หนึ่งในสิ่งที่ ‘กระบวนการย้อนกลับ’ ช่วยอะไรไม่ได้ก็คือความตายของมนุษย์ โอลิฟ ปารีส เอ็มมา ฮาริช เมสเซอร์และเยเลนา ทั้งหกชีวิตที่สังเวยไปกับการทำลายเดอะโฮล ไม่มีใครกลับมาได้
“โคมิกกับซูริลหนีไปแล้ว แต่อย่าประมาทล่ะ”
“เฮ้ย หวานั่นมันอะไรเนี่ย” เสียงตะโกนของชาวบ้านที่เพิ่งออกมาเดินถนนดึงให้คนทั้งสามหันไปสนใจด้วย
คลื่นสีขาวที่เคลื่อนที่มาอย่างช้า ๆ คือระลอกที่สองของความวิบัติ นี่คือหมอกที่หนาจนไม่สามารถมองเห็นทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น
หมอกสีขาวที่ไม่มีที่มาที่ไปนี้ขยายวงออกไปไกลและไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มีเพียงแค่ตึกสูงบางแห่งเท่านั้นที่สูงจนพ้นระยะของหมอกไปได้ เมืองส่วนที่เหลือได้จมหายไปในหมอกหนานี่แล้ว
หากโคเลทและพรรคพวกมีโอกาสได้มองลงมาจากตึกสูงเหล่านั้น พวกเธอก็คงจะพบว่าตอนนี้ตนเองเหมือนอยู่บนก้อนเมฆสีขาว อารยธรรมอื่นนอกเหนือจากนั้นได้ถูกกลืนจมหายไปหมดสิ้น
ไม่จำเป็นต้องสืบหาข้อมูลเพิ่ม โคเลท ไอสลินน์และดันเตก็สามารถบอกได้ว่าหมอกนี้เหมือนกับเดอะโฮล ใครบางคนนำสิ่งนี้ติดตัวกลับมาจากโลกของนิยาย
“พวกเธอสองคนจะเอายังไงต่อ”
โคเลทและไอสลินน์พยายามใช้โทรศัพท์มาตั้งแต่ครู่ก่อนแล้ว แต่สัญญาณในตอนนี้แย่ยิ่งกว่าเดิมอีก พวกเธอไม่สามารถติดต่อที่บ้านได้เลย
“ฉันห่วงคุณรีดัสค่ะ แต่ก็อยากกลับไปที่บ้านเพื่อดูว่าทุกคนยังปลอดภัยกันอยู่ดีไหม”
“ฉันก็ห่วงคุณแม่”
“พาคุณแม่เธอมาอยู่ที่บ้านฉันก่อนดีไหม อย่างน้อยที่นั่นก็มีคนอยู่กันหลายคน คุณแม่ฉันคงไม่ว่าอะไรหรอก” โคเลทเสนอ
เมื่อตกลงกันได้แบบนั้น ดันเตจึงตัดสินใจขับรถไปส่งโคเลทและไอสลินน์ที่บ้านก่อน จากนั้นเขาถึงจะย้อนกลับไปเจอรีดัสที่ยูโทเปียโปรเจคอีกที
หมอกที่หนาทึบทำให้การเดินทางยากขึ้นหลายเท่าตัว พวกเขาแทบมองไม่เห็นอะไรที่ห่างออกไปเกินสองเมตรจากรัศมีของรถ นอกจากนั้นถนนเองก็ไม่ได้เป็นแค่ถนนว่าง ๆ แต่มันเต็มไปด้วยรถคันอื่น
“เฮ้ย!” โคเลทร้อง เธอชี้ไปที่กระจกด้านข้าง
“หืออ มีอะไรเหรอ”
“เธอกับคุณดันเตไม่เห็นเหรอ”
“หมอกหนาขนาดนี้จะเห็นอะไรล่ะ”
“มันมีบางอย่างอยู่ในหมอก” โคเลทว่าเสียงสั่น
“สัตว์ประหลาดงั้นเหรอ”
“ไม่รู้เหมือนกัน” โคเลทก็ไม่แน่ใจว่าเธอเห็นอะไรแน่ “มันเอ่อ คล้ายกับคน แต่ อืมม”
“อะไรของเธอเนี่ย”
“คือ มันเหมือนผีล่ะมั้ง”
“ซอมบี!” ไอสลินน์ร้องเสียงดัง
“เอ่อ เปล่านะ ฉันไม่ได้บอกว่าเป็นซอมบีซะหน่อย ช่างมันเถอะบางทีอาจจะแค่ตาฝาดไปก็ได้”
“แย่แฮะ ข้างหน้าไม่ขยับเลย” ดันเตเปลี่ยนเรื่อง ถึงสาเหตุหลักจะเป็นถนนจะถูกปกคลุมหมอกหนาทึบแต่เขามั่นใจว่ามีสาเหตุอื่นที่ทำให้รถติดขนาดนี้
“ข้างหน้าอาจจะมีอุบัติเหตุ รอแบบนี้คงไม่ได้ไปสักที คุณดันเตขับออกซ้ายไปเลยก็แล้วกันค่ะ เดี๋ยวเราสองคนลงตรงนี้ก็แล้วกัน”
“แบบนั้นก็ดีนะ ตรงนี้ใกล้สถานีรถไฟฟ้าด้วย ไปกันต่อไม่ยากหรอก” ไอสลินน์สนันสนุน
“เอาแบบนั้นเหรอ” ดันเตถามย้ำ
“ค่ะ คุณเองก็ต้องรีบกลับไปเจอคุณรีดัสนี่ อย่ามามัวเสียเวลาติดแหงกอยู่ตรงนี้เลย”
“ได้… รักษาตัวด้วย” ดันเตพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาเริ่มยอมรับในตัวโคเลทและไอสลินน์มากขึ้น หรือเพราะการเพิ่งเสียพรรคพวกไปจนหมดทำให้เขาดูไม่แข็งกร้าวเหมือนตอนแรกที่พวกเธอพบ
“คุณเองก็รักษาตัวด้วยนะคะ”
โคเลทและไอสลินน์เดินเท้าต่อผ่านหมอกที่หนาขึ้นกว่าครู่ก่อน แสงจากไชน์นิงไนท์สามารถขจัดหมอกให้จางหายไปได้ แต่มันก็ทำได้เพียงแค่ระยะรอบ ๆ ราวสิบเมตรเท่านั้น ส่วนที่ห่างออกไปแม้จะถูกทำให้สลายไปมันก็ถูกหมอกที่อยู่รอบ ๆ ถมเข้ามาจนเต็มในชั่วอึดใจเดียว
“มองในแง่ดีอย่างน้อยก็พอมองเห็นอะไรบ้างแหละ” ไอสลินน์พูดปลอบใจตนเอง
“อื้มมม” โคเลทตอบไม่เต็มปาก เธอแน่ใจว่าเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่ในหมอก
“เร่งฝีเท้ากันหน่อยดีกว่า สถานีอยู่ข้างหน้านี่เอง”
“อื้อ แต่รีบยังไงก็อย่าเดินหลงไปนะ”
“เด็กหลงมันเธอแล้ว” ไอสลินน์ว่าพร้อมกับจับมือโคเลทไว้แน่น พอพูดเรื่องพลัดหลงแล้วก็รู้สึกว่าถ้าคลาดสายตากับโคเลท อีกฝ่ายอาจหลงไปก็ได้
“ฉันไม่ใช่เด็กแล้วนะ”
“เออน่า จับไว้นี่แหละ”
“อ๊ะ นั่นร้านกาแฟ มีคนในร้านด้วย ยังเปิดอยู่ด้วยเหรอ”
“เนี่ยนะ ไม่ใช่เด็ก”
“วันนี้ยังไม่ได้ดื่มกาแฟเลย ถ้าได้กาแฟสักแก้วกับเค้กอร่อย ๆ ด้วยก็คงดีเนอะ”
“ยะ อย่ามาทำให้ไขว้เขวสิยะ!”
สถานีรถไฟฟ้าวังเวงจนผิดปกติ แม้ว่าสถานีนี้จะไม่ใช่สถานีใหญ่ที่มีคนคับคั่ง โคเลทและไอสลินน์ไม่พบเห็นผู้คนหรือได้ยินเสียงอย่างที่ควรมี มันเป็นบรรยากาศที่แม้แต่ช่วงหลังจากรถไฟฟ้าหยุดวิ่งแล้วก็ยังไม่เงียบได้ขนาดนี้
“หรือรถไฟหยุดวิ่งแล้ว” ไอสลินน์ที่ไต่บันไดขึ้นมาถึงชานชาลาด้านบนก่อนพยายามมองดูโดยรอบ เธอไม่เห็นผู้โดยสาร หรือพนักงาน
“ยังไม่ดึกขนาดนั้นนี่” โคเลทมองดูป้ายบอกเวลารถไฟมาถึงสถานี ป้ายยังทำงานอยู่แต่ตัวเลขกลับค้างอยู่ที่เลขเดิมตลอด
“ไม่ดีแล้วล่ะ” ไอสลินน์จับมือเพื่อนไว้แน่นยิ่งกว่าเดิม
“รอสักห้าหรือสิบนาทีดีไหม ถ้าไม่มาก็ค่อยหาทางอื่น”
ไอสลินน์คิดว่าเธอเห็นสิ่งที่โคเลทพยายามบอกเธอ ในหมอกสีขาวมีบางสิ่งอยู่ในนั้นจริง ๆ
“ไปสถานีใต้ดินแทนก็แล้วกัน”
สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอยู่ห่างออกไปจากจุดที่ทั้งสองสาวอยู่ไม่ไกล โคเลทและไอสลินน์ไม่มีอะไรยืนยันว่าหากรถไฟฟ้าบนดินมีปัญหาแล้วรถไฟฟ้าใต้ดินจะยังทำงานได้ แต่พวกเธอก็ตัดสินใจเสี่ยง
ทั้งสองไม่กล้าวิ่งแต่ใช้วิธีเดินด้วยความเร็วกว่าปกติ เหตุที่ไม่กล้าวิ่งก็เพราะว่าทัศนวิสัยที่ย่ำแย่ หากพลัดหลงกันพวกเธอไม่แน่ใจว่าจะกลับมารวมตัวกันได้อีก
“ลินน์ อย่าห่างจากแสงนี่เด็ดขาด” โคเลทย้ำกับเพื่อน
“ไม่ต้องย้ำหรอกน่า ฉันเหมือนพวกตัวละครในหนังสยองขวัญที่เกิดเรื่องประหลาดแล้วยังชอบเดินเหม่อไปคนเดียวเหรอ ตอนนี้ต่อให้ต้องเข้าห้องน้ำก็ต้องขอหนีบเธอไปด้วยแหละ”
“อย่าพูดเรื่องนั้นสิ! พอพูดถึงก็ชักจะอยากเข้าห้องน้ำขึ้นมาเลย”
ถึงจะพูดแบบนั้นแต่โคเลทก็ตัดสินใจทนต่อไปอีกนิด พวกเธอกลับมาเดินถนนอีกครั้ง คราวนี้สิ่งที่อยู่ในหมอกไม่ได้มาแค่ภาพให้เห็นวูบวาบเท่านั้น ยังมีเสียงที่คล้ายกับเสียงร้องไห้ลอยมาตามลมด้วย
“ผะ ผะ ผะ ผีใช่ไหม” ไอสลินน์เปลี่ยนตำแหน่งจากยืนข้าง ๆ มาเป็นเกาะหลังโคเลทที่ตัวเล็กกว่าแทน
“อย่าพูดซี่” โคเลทร้องโวยวาย ถึงเธอจะกล้ามากกว่าหน่อยแต่เธอก็ไม่ชอบตอนที่ถูกย้ำให้นึกถึงสิ่งที่กลัว
ความกลัวที่ถาโถม อากาศชื้นเย็นเฉียบจากหมอก ความรู้สึกปวดท้องเบาที่หนักขึ้นในทุกวินาที มันทำให้ก้าวเท้าไปข้างหน้าได้ยากลำบากขึ้นในทุก ๆ ก้าว
“รู้แบบนี้นั่งรถกลับไปกับคุณดันเตก็ดีหรอก”
“อย่าเขย่าสิเธอ เดี๋ยวก็ราดหรอก” โคเลทร้องโวยวาย
ทุลักทุเลเล็กน้อยแต่สองสาวก็มาถึงจุดหมายได้ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินมีสภาพแตกต่างจากสถานีบนดินที่เพิ่งแวะมา ทันทีที่วิ่งลงไปเธอก็ได้ยินเสียงที่ไม่เหมือนกับเสียงจากในหมอก
“นั่นเสียงคนใช่ไหม”
“จริงสิ สถานีใต้ดินมีห้องแยกหลายห้อง ห้องพวกนั้นถ้าปิดเอาไว้ดี ๆ หมอกอาจจะไม่เข้าไปก็ได้”
“งั้นแยกกันหาคนดีไหม” โคเลทแกล้งถาม
สองสาวจ้องตากัน
“ฝันไปเถอะ” คราวนี้ทั้งสองคนพูดออกมาพร้อมกัน