Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 398: น้องสาว

จิบริล เลคเตอร์
ผู้รอดชีวิตอยู่ในสถานีอย่างที่โคเลทและไอสลินน์คาดเอาไว้ นอกจากห้องของเจ้าหน้าที่ ดูเหมือนมีมันจะมีห้องอื่น ๆ อีกไม่น้อยที่มีคนเข้าไปหลบอยู่
“ข้างนอกยังมีหมอกอยู่ใช่ไหม” เสียงของชายคนหนึ่งตะโกนออกมาจากในห้อง
“ยังมีอยู่ค่ะ” โคเลทไม่รู้จะอธิบายอย่างไรว่าเฉพาะรอบ ๆ ตัวเธอเท่านั้นที่หมอกเข้าใกล้ไม่ได้
“งั้นฉันรออยู่ที่นี่แหละ”
“แต่ฉันต้องกลับบ้านนะ” เสียงผู้หญิงจากห้องเดียวกันดังขึ้น
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ เปิดประตูไม่ได้”
จากนั้นก็เป็นเสียงทะเลาะกันดังลั่น มีทั้งคนที่อยากออกมาเสี่ยงข้างนอก คนที่มีใครสักคนที่ห่วงจนทนต่อไปไม่ไหว และคนที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ยอมเปิดประตูจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีหมอกเหลืออยู่แล้ว
โคเลทและไอสลินน์พยายามเจรจาอย่างเต็มที่ เธอเข้าใจคนที่ยังหวาดกลัวและคิดว่าบางทีการขังตัวเองอยู่ในห้องจนกว่าเรื่องจะคลี่คลายอาจเป็นทางออกที่ดีแล้ว แต่เพราะการที่เธอกับไอสลินน์อยู่บริเวณส่วนนอกของสถานีได้โดยที่ไม่ถูกบางอย่างในหมอกโจมตี มันทำให้หลายคนอยากออกมาเสี่ยงด้วย
โคเลทไม่คาดคิดว่าในบรรดาคนที่อยู่ในห้องนี้มีคนคุ้นเคยอยู่ด้วย
“จิบริล!”
“พี่โคเลท”
“ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” ทั้งสองฝ่ายสวนประโยคเดียวกันออกมาราวกับนัดกันไว้
“เธอน่าจะอยู่บ้าน ไม่ใช่เหรอ”
“อย่าพูดเหมือนว่าหนูอยากออกมาเดินเล่นข้างนอกสิ ถ้าไม่มีธุระก็ไม่อยากออกมาหรอกน่า”
ทั้งสามย้ายที่ไปหาที่คุยในบริเวณที่มีที่นั่งพัก ผู้รอดชีวิตหลาย ๆ คนสังเกตว่าช่องว่างในหมอกกำลังเปลี่ยนที่ พวกเขาตามไปโดยที่ไม่รู้ว่าสาเหตุของช่องว่างนั้นเกิดขึ้นจากโคเลท
เมื่อได้ที่นั่งแล้วจิบริลก็เริ่มเล่าเรื่องอย่างไม่ค่อยเต็มใจ เธอนัดมาแลกสมุดจดเลคเชอร์กับเพื่อนโดยตั้งใจว่าแลกเสร็จแล้วก็จะกลับทันที แต่เมื่อหมอกประหลาดปรากฏขึ้นและเธอรู้สึกว่ามันมีบางสิ่งอยู่ในหมอก เธอจึงตัดสินใจรออยู่ที่นี่จนกว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย
“จะขยันก็ไม่ว่าหรอก แต่ช่วยเลือกเวลาหน่อยไม่ได้เหรอ” โคเลทอดบ่นไม่ได้
“ตั้งใจว่าจะรีบมารีบกลับแหละ ใครจะไปรู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้”
“ถ้ารู้ คงไม่ออกมาสินะ” ไอสลินน์ย้อนประโยคแบบเดียวกันที่จิบริลเพิ่งพูดไป
“มองในแง่ดี ถือว่าโชคดีแล้วที่เจอจิบริลที่นี่ มากลับบ้านด้วยกันเถอะ” โคเลทคิดว่าต้องรีบไปจากที่นี่
“เดี๋ยวก่อนค่ะ” จิบริลหยุดทั้งคู่ไว้ “มีเรื่องที่พี่ทั้งสองคนต้องเล่าก่อนไหม”
“อะไรเหรอ” โคเลทเตรียมจะเฉไฉ
“หนูไม่ได้ซื่อบื้อแบบพวกพี่นะ คิดว่าดูไม่ออกเหรอว่าหมอกที่อยู่รอบ ๆ พวกเรามันแปลก ๆ”
จิบริลมองไม่เห็นแสงของโคเลท แต่เธอเหมือนกับทุกคนในสถานีซึ่งมองเห็นหมอกได้ ภาพที่เธอเห็นจึงเหมือนกับว่าไม่ว่าพี่สาวจะเดินไปทางไหนหมอกก็จะแหวกทางออกให้เสมอ
โคเลทคิดแล้วคิดอีกแล้วก็ได้ข้อสรุป “ช่วยไม่ได้แฮะ”
“เอ๋ จะเล่าจริง ๆ เหรอ”
“ยายจิบริลดื้อจะตาย ห้ามไม่ให้ออกจากบ้านก็ยังออกมาจนได้ ถ้าไม่อธิบายทุกอย่างตรง ๆ เธออาจจะวิ่งเข้าหาอันตรายโดยไม่รู้ตัวก็ได้”
จิบริลขัดหูตรงที่ถูกพี่สาวบอกว่าดื้อ แต่เธอตัดสินใจปล่อยผ่านเพราะถ้ามัวแต่ขัดขึ้นมาการสนทนาคงไม่ไปถึงไหนสักที
โคเลทตัดสินใจเล่าทุกอย่างตั้งแต่ต้นเรื่อง เริ่มตั้งแต่วันที่เธอรู้ว่าไอสลินน์ตกลงมาจากห้องชุดชั้นสามของเธอ เรื่องที่โคเลทไปสืบหาความจริงที่ยูโทเปียโปรเจคจนรู้จักกับรีดัส คอร์สโปรแกรมจิตใต้สำนึกใหม่ เดอะเวิลด์ เหตุการณ์ที่ถูกรุ่นพี่เทรนต์เล่นงาน ดาร์คเจสเตอร์กลายเป็นโคมิก และเรื่องที่โคเลทกับไอสลินน์เข้าไปในหนังสือเพื่อดึงพลังของตัวเองออกมาด้วย
“นี่… พี่คิดว่าหนูโง่ใช่ไหมเนี่ย”
“นั่นไงล่ะ พี่ถึงได้ไม่เคยเล่าให้ฟังตั้งแต่แรก”
“ใครจะไปเชื่อ ตัวละครออกมาจากนิยายเนี่ยนะ พี่สองคนต้องไปเช็คสมองแล้วมั้ง”
“น้องเธอนี่ปากดีจังน้า งั้นถามหน่อยว่าไอ้หมอกประหลาดเนี่ยเธอคิดว่ามันคืออะไรไม่ทราบ” ไอสลินน์เริ่มจะทนไม่ไหว
“หนูคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีเหตุผลมากกว่านั้น เช่นการทดลองลับของทางรัฐบาล การโจมตีโดยมนุษย์ต่างดาว หรือถ้าบอกว่ามีการทดลองเปิดประตูมิติมันก็ยังน่าเชื่อกว่า”
“หล่อนเชื่อเรื่องประตูมิติ แต่ไม่เชื่อเรื่องตัวละครออกมาจากนิยายเหรอ”
“มันก็แน่อยู่แล้วสิ นิยายคือสิ่งที่ใครบางคนแต่งขึ้นไม่ใช่เหรอคะ แล้วของพรรค์นั้นมันจะมีอยู่จริงได้ยังไง”
“หึหึหึ” ไอสลินน์หัวเราะอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า “จิบริล เธอน่ะอาจจะเรียนเก่งกว่าพวกพี่สองคนนะ แต่พลังจินตนาการของเธอยังเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นแหละ”
“หาาา” คำว่า ‘เด็กน้อย’ กระตุ้นอารมณ์โมโหของจิบริลได้เป็นอย่างดี
“รู้ได้ยังไงว่านิยายมันคือเรื่องแต่งทั้งหมด”
“อยากพูดอะไรก็พูดออกมาให้หมดเลยค่ะ ไม่ต้องมากั๊ก”
“พี่กำลังจะบอกว่า นิยายมันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องแต่งเสมอไปน่ะสิ มีหลายกรณีที่คนที่อยู่คนละมุมโลกสามารถคิดนิยายที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันโดยไม่เคยมีการพูดคุยกันหรือมีประสบการณ์ใด ๆ ร่วมกันเลย”
โคเลทได้ยินแล้วก็ดีดนิ้วดังเป๊าะ “เรื่องนี้ฉันเคยได้ยินนะ เหมือนกับที่บอกว่าความรู้ที่มนุษย์มีทุกอย่างไม่เคยมีสิ่งใหม่ แต่ดั้งเดิมมันมีบางอย่างที่เหมือนเป็นศูนย์รวมความรู้ทั้งมวลเอาไว้แล้ว มนุษย์บางคนอาจจะเพียงแค่หยิบยืมบางอย่างมาจากศูนย์รวมนั่น”
จิบริลได้ยินแล้วก็ถอนหายใจ “พวกพี่สองคนคงเชื่อพวกทฤษฏีสมคบคิดด้วยสินะ นี่อย่าบอกนะว่าเชื่อด้วยว่าโลกมันแบน”
“ตกลงนี่ไม่เชื่อเลยใช่ไหมเนี่ย”
จิบริลหยุดคิด เธอยังไม่ได้ตอบว่าสุดท้ายเธอคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร คนกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้และเปิดบทสนทนาก่อน
“พวกเราจะออกไปข้างนอก พวกคุณจะไปด้วยกันไหม” ชายหนวดเฟิ้มเริ่ม เขาดูหวาดกลัวและหวาดระแวงมาก
“พวกคุณคือคนที่เพิ่งเข้ามาสินะ คุณรู้อะไรเกี่ยวกับหมอกนี่ใช่ไหม” หญิงวัยกลางคนถามแทรก เธอมีสภาพไม่ต่างจากคนแรกนัก
“ฉันเห็นคนที่ถูกบางอย่างในหมอกลากไปกันตาเลย พวกเธอทำได้ยังไงถึงฝ่าหมอกเข้ามาได้” หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกับโคเลทและไอสลินน์ถามซ้ำ
มีคนอีกหลายคนที่มีอาการคล้ายกัน พวกเขาเห็นบางอย่างในหมอกหรือบางคนที่แย่กว่านั้นก็เห็นคนอื่นถูกจู่โจมต่อหน้าต่อตา
“หมอกมันไม่เข้ามาใกล้พวกเธอเลย นี่เธอรู้วิธีอะไรที่เราไม่รู้ใช่ไหม” สาวคนเดิมถามต่อ
“ค่อย ๆ พูดกันทีละคนได้ไหมคะ มารุมแบบนี้ พี่สาวหนูจะตอบได้ยังไง” จิบริลโต้กลับด้วยเสียงค่อนข้างดัง
“เรื่องหมอก ฉันก็รู้เท่า ๆ กับพวกคุณทุกคนรู้แหละค่ะ ส่วนเรื่องที่ทำไมหมอกถึงไม่เข้ามาใกล้ ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี”
“เอาเป็นว่าเพื่อนของฉันมีบางอย่างที่ทำให้หมอกเข้าใกล้ไม่ได้ พวกคุณเข้าใจแค่นั้นก็พอแล้ว”
คำพูดของไอสลินน์ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ตรงกันข้ามมันทำให้หลาย ๆ คนไม่พอใจ พวกเขาต้องติดอยู่ที่นี่ไม่รู้ว่าครอบครัวตนเองเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่โคเลทกลับเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รับผลนั้น
“งั้นเธอมากับฉัน” ชายคนหนึ่งกำลังจะเข้าไปคว้าตัวโคเลท แต่ทั้งจิบริลและไอสลินน์ขยับขวางไว้ก่อน
“จะทำอะไร!”
“ถ้ามีเธอคนนี้หมอกก็จะไม่เข้ามาใกล้ใช่ไหมล่ะ งั้นเธอต้องมากับฉัน”
“เฮ้ย บ้าอะไรของแก เธอต้องมากับฉันต่างหาก”
“พูดอะไรน่ะ จะให้ไปกับคนที่ไม่น่าไว้ใจได้ยังไง มากับน้าดีกว่านะ ผู้หญิงด้วยกันก็ต้องช่วยกันสิ”
จากนั้นก็มีอีกหลายประโยคดังขึ้นจนจับใจความได้ยาก แต่ไม่ว่าประโยคไหนก็มาทำนองเดียวกัน ทุกคนอยากให้โคเลทร่วมทางไปกับตน
“ขอโทษนะคะ” โคเลทก้มหัวปลก ๆ “ฉันอยากจะช่วยทุกคนนะคะ แต่ฉันคงไม่สามารถตามไปช่วยทุกคนได้ค่ะ”
“ตะ แต่… ลูกของฉันยังเล็กอยู่เลย”
“บ้านของผมอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง”
“ฉันมีเงินนะ ถ้าเธอยอมไปส่ง…”
“หยุดดดด” จิบริลตะโกนกลบเสียงทุกคน “พวกคุณไม่เห็นแก่ตัวเกินไปหน่อยเหรอ พี่สาวของฉันไม่ใช่เครื่องรางคุ้มภัยของพวกคุณนะ”
“อยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะแต่ เธอต้องมากับฉัน”
ชายที่ดูป่าเถื่อนที่สุดในกลุ่มตรงเข้ามาคว้าข้อมือของโคเลท ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้โคเลทตอบโต้อย่างเยือกเย็น เธอแค่ออกแรงหมุนข้อมือเหมือนที่เคยเห็นในคลิปสอนวิธีเอาตัวรอด แม้ท่าทางยังดูขัดเขินอยู่แต่เฉพาะเรี่ยวแรงของเธอนั้นเหนือกว่าอีกฝ่ายอย่างทาบไม่ติด
โคเลทไม่รู้ตัวว่าตอนนี้เธอแข็งแกร่งขึ้นขนาดไหน ไม่เกี่ยวกับว่ากำลังอยู่ในชุดของไชน์นิงไนท์หรือไม่ ขอเพียงใช้สมาธิเล็กน้อย โคเลทก็จะมีเรี่ยวแรงระดับที่ล้มหมีด้วยมือเปล่าได้อย่างสบาย แค่แรงของผู้ชายคนสองคนมันไม่มีปัญหาสำหรับเธอเลย
“ฉันอยากช่วยทุกคนนะ แต่ฉันเองก็มีเรื่องที่ต้องไปจัดการ เอาเป็นว่าถ้าอยากให้พาไปสถานที่ปลอดภัยกว่านี้ก็คงพาไปได้แค่นั้นแหละค่ะ”
“เอาแบบนี้ดีไหม พาทุกคนไปส่งสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด ยังไงก็น่าจะดีกว่าติดอยู่ในสถานีรถไฟใต้ดินที่ไม่มีรถไฟฟ้าวิ่ง”