Abyss of Time ห้วงลึกแห่งกาลเวลา - บทที่ 399: เส้นทางสู่สถานีตำรวจ
“สถานีตำรวจเหรอ” หลาย ๆ คนพึมพำขึ้น จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงถกเถียงกันอย่างอื้ออึง
“ไม่ใช่ว่าเราต้องรีบกลับบ้านเหรอ” ไอสลินน์กระซิบ
“คุณแม่ไม่ได้อยู่คนเดียวซะหน่อย มีลูกน้องอยู่ด้วยตั้งหลายคน” จิบริลตอบอย่างใจเย็น
จากนั้นก็มีเสียงพูดคุยกันของคนหลายกลุ่ม แม้ว่าจะพยายามลดเสียงลงแล้วแต่โคเลทก็ได้ยินผ่านหูอีกหลายประโยค ตั้งแต่พูดบ่นเรื่องการไปส่งถึงแค่สถานีตำรวจมันไม่พอ เรื่องที่สถานีตำรวจปลอดภัยจริงหรือไม่ เรื่องที่บางคนฟันธงไปแล้วว่าโคเลทรู้อะไรที่พวกตนไม่รู้แต่กลับไม่ยอมบอก
“คนพวกนี้ ได้คืบจะเอาศอกเลยนะ” ไอสลินน์บ่นอย่างหงุดหงิด เธอคิดว่าต่อให้โคเลทไม่ช่วยใครเลยเธอก็ไม่ควรจะถูกตำหนิด้วยซ้ำ แต่นี่เธอยังพยายามช่วยเท่าที่ทำได้
“ถ้ามันเหมือนเรื่องของเดอะโฮลก่อนหน้านี้ก็คงจะดีสิ”
“หมายความว่ายังไง”
“ตอนที่เรากำจัดหนอนยักษ์ หลุมยักษ์มันก็หายไปด้วยใช่ไหมล่ะ ถ้ามีตัวอะไรให้เราปราบแล้วทำให้หมอกหายไปได้ก็คงจะดีเนอะ”
ไอสลินน์สนใจความคิดของโคเลท เธอเชื่อว่าหากจัดการกับต้นตอได้หมอกก็น่าจะหายไป น่าเสียดายที่ข้อมูลเกี่ยวกับหมอกมีน้อยเกินไป
ผู้ที่ติดค้างอยู่ในสถานีถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม คนส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าหากรอต่อไปสถานการณ์น่าจะคลี่คลาย หรือไม่อย่างนั้น ความช่วยเหลือน่าจะมาถึง กลุ่มที่สองคือคนที่ตัดสินใจตามโคเลทเพื่อไปเสี่ยงว่าสถานีตำรวจจะดีกว่าหรือไม่
คนกลุ่มที่สองมีโคเลท ไอสลินน์และจิบริลสามคน ผู้ชายวัยกลางคนสามคน คู่ที่น่าจะเป็นแฟนหรือสามีภรรยาสองคู่ แม่กับเด็กหนึ่งคู่ กลุ่มวัยรุ่นที่น่าจะรู้จักกันหกคน และหญิงสาวรุ่นเดียวกับโคเลทอีกหนึ่ง หญิงสูงอายุหนึ่งคน รวมทั้งหมดเป็นยี่สิบคนพอดี กลุ่มนี้คือกลุ่มที่จะไปที่สถานีตำรวจก่อน
“หลังจากแวะสถานีแล้ว ฉันกับเพื่อนและน้องจะไปบ้านต่อ ถ้าใครคิดว่ามีที่ปลอดภัยระหว่างทางก็ค่อยไปแยกตัวตอนนั้นก็ได้ค่ะ” พูดจบโคเลทก็อธิบายว่าบ้านของเธออยู่ตรงไหน
“บ้านของหนูใกล้กับบ้านยายมากกว่าสถานีตำรวจ ยายขอไปแยกตัวที่นั่นเลยก็ได้”
แผนการของโคเลทไม่ได้มีช่องโหว่ที่ตรงไหน ทางเลือกในการไปสถานีตำรวจก่อนเป็นหนึ่งในการเลือกที่ถูกต้อง สิ่งที่โคเลทพลาดไปคือเธอประเมินพลังพิเศษของตนผิดไป
อันตรายจากหมอกเป็นตัวกระตุ้นให้เธอใช้แสงในการเอาตัวรอดโดยอัตโนมัติ แต่สิ่งนี้ไม่ใช่พลังที่ได้มาโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน การสร้างแสงของไชน์นิงไนท์กำลังเผาผลาญพลังชีวิตของเธอไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้ตัว
“นี่… ช่องว่างในหมอก มันแคบลงรึเปล่า” หญิงสาวรุ่นเดียวกับโคเลทเป็นคนแรกที่ทัก
ไม่ใช่แค่รัศมีของพื้นที่ปลอดภัยแคบลง พวกเขายังพบว่าโคเลทเหนื่อยหอบทั้งที่เพิ่งเดินออกจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินได้ไม่นาน
“โคเลท” ไอสลินน์เรียกชื่อเพื่อน “จะหยุดพักก่อนไหม”
“หยุดตรงนี้ไม่ได้นะ” ผู้ชายหัวล้านจากหนึ่งในสองคู่สามีภรรยาโวยวาย เขากลัวว่าพื้นที่ปลอดภัยจะลดลงอีกระหว่างนี้ อย่างน้อยถ้าจะพักก็ต้องรอจนถึงสถานีตำรวจก่อน
“ไม่พอใจก็ไปกันต่อเองก็ได้นะ” จิบริลขึ้นเสียงใส่อีกฝ่ายที่อายุมากกว่าเท่าตัว “พวกเราไม่ได้ขอให้ตามมาด้วยสักหน่อย”
“จิบริล” ไอสลินน์ดึงน้องเพื่อนเอาไว้ นอกจากไม่กลัวใครยิ่งกว่าโคเลทแล้ว จิบริลยังเป็นพวกที่มีสำนึกเรื่องความผิดถูกรุนแรงมากกว่า ไอสลินน์กลัวว่าถ้าไม่ห้ามเอาไว้ จิบริลนี่แหละที่จะทำให้ปัญหาลุกลามกว่าเดิม
ยิ่งก้าวต่อไป สถานการณ์ก็ยิ่งตึงเครียด โคเลทหอบหายใจแรงขึ้นในทุกขณะแม้จะได้เพื่อนและน้องสาวมาช่วยพยุงให้เดินแล้ว เธอพยายามอย่างมากที่จะคงแสงของไชน์นิงไนท์เอาไว้โดยแลกกับกำลังกายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ผู้ติดตามทั้งหลายไม่รู้ว่าโคเลทกำลังสู้กับอะไร พวกเขามองไม่เห็นแสงของไชน์นิงไนท์ด้วยซ้ำ สิ่งที่พวกเขาเห็นคือหมอกและสิ่งเลวร้ายที่ซ่อนอยู่ในนั้น
ใครคนหนึ่งกรีดร้องลั่น ไม่ใช่แค่เงาอีกแล้วแต่เธอเห็นชายที่มีแค่ครึ่งใบหน้าเดินผ่านไปเต็มสองตา จากนั้นเสียงประหลาดก็พร้อมใจกันดังขึ้น ทั้งเสียงฝีเท้าวิ่งไปมาแต่หาตัวต้นเสียงไม่ได้ เสียงหัวเราะของเด็ก เสียงร้องโหยหวนที่ฟังไม่ออกว่าใช่เสียงของมนุษย์หรือไม่ มันดังขึ้นเข้ามาใกล้ในทุกขณะ
“ฮือออ เจ็บ ปวด ทรมาน ทำไมต้องเป็นฉันด้วย ฉันอยากกลับบ้าน”
“หัวของฉัน มีใครเห็นหัวของฉันไหม”
“ไอ้เวรนั่น มันฆ่าข้า ต้องล้างแค้นมัน ข้าจะควักตับไตมันออกมากินให้หายแค้น”
“แม่จ๋า พี่ ๆ กลุ่มนั้นน่ากินจังเลย แม่ไปฆ่าพวกมันแล้วเอามาให้หนูกินหน่อยสิ”
ทุกคนได้ยินประโยคเหล่านั้นอย่างชัดเจน ตอนนี้ไม่มีใครคิดว่าเป็นแค่เสียงลมหรือหูฟั่นเฟือนไปเอง ในหมอกมีวิญญาณ ปีศาจหรืออสูรกายอยู่อย่างแน่นอน
เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งกลัวจนสติแตก แทนที่จะเกาะกลุ่มกันไว้ เขาดันวิ่งเตลิดออกไปคนเดียว มีหลายคนพยายามคว้าตัวเขาไว้แต่ไม่สำเร็จ
“เจมส์” กลุ่มวัยรุ่นที่เหลือห้าคนตะโกนเรียกชื่อเพื่อนที่หายตัวไปในหมอก
ไม่มีเสียงขานรับ ไม่มีเสียงการดิ้นรนต่อสู้ ไม่มีแม้แต่เสียงร้อง ทุกอย่างเงียบกริบเหมือนกับว่าเจมส์คนนั้นเพียงเดินหายเข้าไปในหมอกเฉย ๆ เพื่อน ๆ ของเขายังคงตะโกนเรียกอยู่แบบนั้นแต่ไม่มีใครกล้าตามเข้าไป
โคเลทเดินไม่ได้เร็วนัก แต่เธอก็ตามไปในทิศที่เจมส์หายไป ไม่ต้องใช้เวลานานก็รู้ผล ราว ๆ สิบห้าสิบหกก้าว พวกเขาก็พบกับพื้นที่มีหย่อมสีแดงของเลือด
“ไม่จริง” หญิงสาวในกลุ่มนั้นเกือบจะร้องออกมา เธอต้องเอามือปิดปากตัวเองเอาไว้เพราะกลัวว่าเสียงดังจะยิ่งดึงดูดอะไรก็แล้วแต่ที่ทำร้ายเจมส์ให้โผล่ออกมา
“อย่าเข้าไปใกล้หมอก” หญิงชราเตือนทุกคน
ทั้งที่บอกแบบนั้นก็ยังมีคนเข้าไปใกล้หมอกอย่างไม่ระวัง เขาคือชายหนวดเฟิ้มที่เป็นคนแรก ๆ ที่เข้ามาคุยกับพวกโคเลท เกือบทุกคนเห็นจะ ๆ กับตาว่าแขนเน่า ๆ ที่ยาวผิดปกติยื่นออกมาจากหมอกและคว้าตัวชายหนวดเฟิ้มหายไปในหมอก
คราวนี้ไม่ได้มีแค่เสียงร้อง แต่ยังมีเลือดสด ๆ พุ่งกระจายออกมาให้เห็นด้วย ถึงจุดนี้ก็ไม่มีใครคุมสติได้อีกต่อไปทุกคนเริ่มออกวิ่ง
โคเลทมีจิบริลและไอสลินน์คอยช่วยประคองไป มีคนสองสามคนที่เข้าใจสถานการณ์ได้ดีและรู้ว่าอยู่ใกล้โคเลทจะปลอดภัยที่สุด พวกเขาเกาะติดกับกลุ่มสามสาวไปด้วย
“แม่จ๋า หนูกลัว” เด็กน้อยอายุไม่เกินหกขวบร้องไห้จ้า เธอพยายามอดทนมาตลอดตั้งแต่เกิดเรื่อง แต่พอเห็นวิญญาณร้ายที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังต้องเข่าอ่อน ไม่มีใครโทษที่เธอทนต่อไปไม่ไหว
ไม่มีใครหยุดวิ่ง สถานีตำรวจอยู่ข้างหน้าในระยะไม่ถึงร้อยเมตรแล้ว แต่แสงของเธอกำลังจะหมดลง จังหวะนั้นเองที่คนอีกหลายคนถูกผีร้ายเล่นงาน ทีละคน ๆ เพียงไม่กี่อึดใจจากยี่สิบคนในตอนแรก ตอนนี้ก็เหลือไม่ถึงครึ่งแล้ว
“อย่าห่างจากพี่นะ” โคเลทบอกกับเด็กหญิงที่ถูกอุ้มอยู่ นอกจากจิบริลกับเพื่อนรักแล้ว โคเลทก็ห่วงแม่ลูกคู่นี้ที่สุดแล้ว
“บ้าจริง ถ้าไม่เชื่อหล่อน แล้วรออยู่ที่สถานีใต้ดิน พวกเรา… กรี้ดดด” สาวออฟฟิศรุ่นเดียวกับโคเลทถูกลากหายเข้าไปในหมอกต่อหน้าต่อตา เสียงกรีดร้องของเธอดังห่างออกไปเรื่อย ๆ
“ฉันจะตายไม่ได้ ๆ ๆ อ๊ากกก” อีกคนที่ถูกลากออกไป เขาเป็นผู้ชายคนสุดท้ายในกลุ่มซึ่งทำให้ตอนนี้คนที่เหลืออยู่มีแค่ผู้หญิงเท่านั้น
โคเลท ไอสลินน์ จิบริล คู่แม่ลูก และหญิงชราคือหกคนสุดท้าย ในขณะที่ระยะทางถึงสถานีตำรวจก็เหลืออีกไม่กี่ก้าวเท่านั้น
“ช่วยเปิดให้ด้วยค่ะ” ไอสลินน์ทุบประตูเรียก ถึงจะมีโต๊ะและเก้าอี้วางขวางอยู่ แต่เธอก็สามารถมองลอดผ่านประตูกระจกและช่องว่างเล็ก ๆ จนเห็นคนที่อยู่ข้างในได้
“รีบเปิดเร็วสิ” จิบริลตะโกนและช่วยทุบประตูอีกคน เธอเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายรายอยู่ภายในอาคารด้วย แต่พวกเขายังลังเลว่าควรเปิดประตูหรือไม่
“พังเข้าไปเลยดีไหม” ไอสลินน์หันไปปรึกษากับเพื่อน
“ไม่ได้นะ ถ้าไม่มีประตู ที่นี่จะไม่ปลอดภัยอีกต่อไป” จิบริลถึงจะหัวเสียยิ่งกว่าแต่ก็ยังมีสติอยู่
โชคดีที่ไม่ใช่ทุกคนที่จะนิ่งดูดายมองคนถูกฆ่าโดยไม่ทำอะไร เจ้าหน้าที่รายหนึ่งไม่สนใจคำห้ามปรามจากนายตัวเอง เขาตรงเข้ามารื้อโต๊ะและเก้าอี้ที่ขวางประตูอยู่ การลงมือของเขาทำให้อีกหลายคนตัดสินใจได้และเข้ามาช่วยเช่นกัน
น่าเสียดายที่มันช้าไปแค่ไม่กี่อึดใจ แสงของโคเลทดับวูบลงก่อนหน้านั้น วงกลมเล็ก ๆ ที่กั้นระหว่างผู้รอดชีวิตและหมอกหายไปแล้ว
แม่เด็กตัดสินใจได้ในชั่วพริบตา เธอเชื่อว่าโคเลทสามารถปกป้องลูกเธอได้ คุณแม่ที่ยังสาวส่งต่อลูกสาวให้กับอีกฝ่ายที่ไม่มีทางเลือก มันทำให้เด็กหญิงร้องไห้ยิ่งกว่าเดิม